SPF และ PA ต่างกันอย่างไร? เลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับคุณ
SPF และ PA บนฉลากครีมกันแดดมีความหมายต่างกัน บทความนี้สรุปวิธีเลือกให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ พร้อมปริมาณและจังหวะการทาซ้ำที่ถูกต้อง

เคยไหมที่หยิบครีมกันแดดขึ้นมาดูฉลากด้านหลัง แล้วเจอตัวเลข SPF50+ กับสัญลักษณ์ PA++++ เต็มไปหมด จนไม่แน่ใจว่าตัวไหนเหมาะกับตัวเองกันแน่ การเลือกครีมกันแดดโดยดูแค่ตัวเลขที่สูงที่สุดอาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเสมอไป เพราะแต่ละไลฟ์สไตล์มีระดับการป้องกันที่เหมาะสมต่างกัน และการทาในปริมาณที่ไม่พอก็ทำให้ค่าที่ระบุไว้บนฉลากใช้ไม่ได้ผลจริงเช่นกัน
บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกความหมายของค่า SPF และ PA ความแตกต่างระหว่างสองตัวนี้ พร้อมแนะนำแนวทางการเลือกใช้ให้เหมาะกับกิจกรรมในแต่ละวันค่ะ
ค่า SPF ในครีมกันแดดหมายถึงอะไร?
SPF (Sun Protection Factor) เป็นค่าที่บอกระดับการป้องกันรังสี UVB ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการผิวไหม้แดดและรอยแดง หลายคนเข้าใจว่ายิ่งค่า SPF สูง ยิ่งสามารถอยู่กลางแดดได้นานขึ้น แต่จริงๆ แล้ว SPF สื่อถึงสัดส่วนของรังสี UVB ที่ครีมกันแดดสามารถกรองได้ ไม่ใช่ระยะเวลาที่ปลอดภัยโดยตรง
โดยทั่วไป SPF15 สามารถกรองรังสี UVB ได้ประมาณ 93% ส่วน SPF30 กรองได้ประมาณ 97% จะเห็นว่าตัวเลขที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่าประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนเดียวกัน เมื่อผ่านระดับหนึ่งไปแล้วความแตกต่างจะค่อยๆ แคบลง ด้วยเหตุนี้ การใช้ในชีวิตประจำวันจึงมักแนะนำให้เลือก SPF30 ขึ้นไปเป็นเกณฑ์พื้นฐาน

PA ต่างจาก SPF อย่างไร?
PA (Protection Grade of UVA) เป็นค่าที่บอกระดับการป้องกันรังสี UVA โดยแสดงเป็นเครื่องหมายบวก ตั้งแต่ PA+ ไปจนถึง PA++++ ยิ่งมีเครื่องหมายบวกมาก ยิ่งครอบคลุมการป้องกัน UVA ได้กว้างขึ้น รังสี UVA มีความยาวคลื่นมากกว่า UVB จึงสามารถทะลุลงไปถึงชั้นหนังแท้ และมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาที่สะสมอย่างช้าๆ เช่น จุดด่างดำและผิวหย่อนคล้อยตามวัย
หากเลือกครีมกันแดดที่มีแค่ SPF สูงแต่ PA ต่ำ ผิวอาจไม่ไหม้แดดง่าย แต่ยังคงได้รับผลกระทบจากรังสี UVA อยู่ดี ดังนั้นการดูทั้งสองค่าคู่กันจึงสำคัญกว่าการดูค่าใดค่าหนึ่งเพียงอย่างเดียว ในผลิตภัณฑ์บางแบรนด์จากตะวันตกอาจไม่มีสัญลักษณ์ PA แต่ใช้คำว่า Broad Spectrum แทน ซึ่งสื่อถึงการป้องกันทั้ง UVA และ UVB เช่นเดียวกัน
ควรเลือก SPF และ PA เท่าไหร่ตามไลฟ์สไตล์?
สำหรับคนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในอาคารหรือออกแดดสั้นๆ SPF30 และ PA++ ขึ้นไปมักเพียงพอ แต่หากกังวลเรื่องรังสี UVA ที่ลอดผ่านกระจกหน้าต่างเข้ามาได้ การเลือกค่า PA ที่สูงขึ้นอีกเล็กน้อยก็ช่วยให้อุ่นใจมากขึ้น
| ลักษณะกิจกรรม | SPF ที่แนะนำ | PA ที่แนะนำ |
|---|---|---|
| อยู่ในอาคาร ออกนอกบ้านช่วงสั้นๆ | SPF30 ขึ้นไป | PA++ ขึ้นไป |
| เดินทาง เดินเล่นกลางแจ้งบางช่วง | SPF30-50 | PA+++ ขึ้นไป |
| เดินป่า เล่นน้ำ กิจกรรมกลางแจ้งนาน | SPF50 | PA++++ และมีสัญลักษณ์กันน้ำ |
สำหรับกิจกรรมที่ต้องเจอเหงื่อหรือน้ำ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์ water resistant ซึ่งหมายถึงประสิทธิภาพที่คงอยู่ได้ประมาณ 40 หรือ 80 นาทีเมื่อโดนน้ำหรือเหงื่อ เมื่อเวลาผ่านไปตามที่ระบุ ก็ควรทาซ้ำอีกครั้ง กล่าวโดยสรุป การเลือกตามสถานการณ์การใช้งานสำคัญกว่าการไล่ตามตัวเลขที่สูงที่สุดเพียงอย่างเดียว

ทาปริมาณเท่าไหร่และทาซ้ำตอนไหนถึงจะพอ?
แม้จะเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงเพียงใด หากทาในปริมาณที่น้อยเกินไป ประสิทธิภาพที่ระบุไว้บนฉลากก็จะไม่เกิดขึ้นจริง เพราะค่า SPF ที่ทดสอบมาอ้างอิงจากปริมาณที่กำหนดไว้ตายตัว ในขณะที่คนส่วนใหญ่มักทาได้เพียงครึ่งเดียวของปริมาณที่แนะนำเท่านั้น
โดยทั่วไปแนะนำให้ทาบริเวณใบหน้าประมาณความยาวนิ้วชี้และนิ้วกลาง หรือประมาณ 1 ช้อนชา ส่วนทั่วร่างกายประมาณ 1 ออนซ์ หรือปริมาณเทียบเท่าแก้วช็อตเล็กหนึ่งแก้ว และควรทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง หรือทันทีหลังเล่นน้ำและมีเหงื่อออกมาก
ผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายหรือมีประวัติไวต่อแสงควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเอง

ข้อควรระวังสำหรับผิวแพ้ง่ายและกลุ่มที่ไวต่อแสง
ผิวบางคนอาจมีอาการแดงหรือคันเล็กน้อยหลังใช้ครีมกันแดดบางสูตร ซึ่งมักหายได้เองภายใน 1-3 วันหากหยุดใช้ผลิตภัณฑ์นั้น แต่หากมีอาการผิดปกติต่อเนื่องหรือรุนแรงขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
สำหรับผู้ที่รับประทานยาบางชนิดหรือมีภาวะไวต่อแสงเป็นทุนเดิม ควรตรวจสอบส่วนผสมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเลือกใช้ครีมกันแดด เพราะบางส่วนผสมอาจกระตุ้นให้ผิวไวต่อแสงมากขึ้นกว่าปกติ การเลือกสูตรที่อ่อนโยนและทดสอบบนผิวก่อนใช้จริงเป็นแนวทางที่ปลอดภัยกว่าเสมอ
สรุป
SPF คือค่าที่บ่งบอกการป้องกันรังสี UVB ส่วน PA คือค่าที่บ่งบอกการป้องกันรังสี UVA การใช้ในชีวิตประจำวันมักเพียงพอด้วย SPF30 และ PA++ ขึ้นไป ส่วนกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานานควรเลือก SPF50 และ PA++++ ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจ
นอกจากการเลือกค่าที่เหมาะสมแล้ว การทาในปริมาณที่พอเหมาะและทาซ้ำตรงเวลาก็สำคัญไม่แพ้กัน หากคุณกำลังกังวลเรื่องการดูแลผิวจากแสงแดดหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสภาพผิวของตัวเอง ทักมาปรึกษาคุณหมอที่ BeautyStone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซลได้เลยนะคะ แอด LINE มาปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
คำถามที่พบบ่อย
Q1. SPF30 กับ SPF50 ต่างกันมากแค่ไหน?
หากเทียบสัดส่วนการกรองรังสี UVB แล้ว SPF30 กรองได้ประมาณ 97% ส่วน SPF50 กรองได้ประมาณ 98% ความแตกต่างจึงไม่มากนัก แต่เนื่องจากหลายคนมักทาในปริมาณที่น้อยกว่าที่แนะนำ การเลือก SPF50 สำหรับกิจกรรมกลางแจ้งจึงช่วยเผื่อไว้ได้มากกว่าค่ะ
Q2. ผลิตภัณฑ์ต่างประเทศที่ไม่มีสัญลักษณ์ PA ดูอย่างไร?
ผลิตภัณฑ์จากยุโรปหรืออเมริกามักใช้คำว่า Broad Spectrum หรือสัญลักษณ์วงกลม UVA แทนค่า PA ซึ่งสื่อความหมายว่าครอบคลุมการป้องกันรังสี UVA เช่นกัน สามารถเทียบเคียงได้กับผลิตภัณฑ์ที่มีค่า PA สูง
Q3. วันที่ท้องฟ้าครึ้มยังจำเป็นต้องทาครีมกันแดดไหม?
รังสี UVA สามารถทะลุผ่านเมฆและกระจกหน้าต่างได้ในระดับหนึ่ง แม้วันที่มีเมฆมากก็ยังมีรังสีตกกระทบผิวอยู่ การทาเป็นประจำทุกวันช่วยลดการสะสมของจุดด่างดำและริ้วรอยได้ในระยะยาว ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
Q4. ทาเมคอัพทับแล้ว จะทาครีมกันแดดซ้ำอย่างไรดี?
การใช้ผลิตภัณฑ์รูปแบบคุชชั่น แท่ง หรือสเปรย์ จะช่วยให้ทาซ้ำระหว่างวันได้สะดวกโดยไม่ต้องล้างเมคอัพออก แต่สำหรับสเปรย์ควรฉีดให้ทั่วและเพียงพอ เพราะบางครั้งปริมาณที่ได้อาจน้อยกว่าที่คิดค่ะ








