ฉีดโบท็อกซ์ลดกรามแล้วจะเคี้ยวข้าวลำบากไหม
รูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดโบท็อกซ์ลดกราม แล้วจะเคี้ยวข้าวลำบากไหม?

หลายคนอยากปรับกรอบหน้าให้เรียวขึ้น แต่กลัวว่าฉีดโบท็อกซ์ลดกรามแล้วแรงเคี้ยวจะหายไปจนกินข้าวไม่ได้ บทความนี้รวมตัวเลขจากงานวิจัยว่าแรงกัดลดลงเท่าไร ช่วงไหนรู้สึกมากที่สุด และกลับมาเมื่อไหร่ค่ะ

วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน
7นาที
ช่อง YouTube ของ BEAUTYSDOCTORS ที่แพทย์อธิบายเรื่องความงามเกาหลีโดยตรง

วางแผนมาโซล

กำลังวางแผนมาโซลอยู่ใช่ไหม?

แชตผ่าน LINE

"ฉีดโบลดกรามไปแล้วเคี้ยวเนื้อไม่ไหวเลย" รีวิวแค่ประโยคเดียวก็ทำให้หลายคนที่อยากปรับกรอบหน้าให้เรียวขึ้นต้องถอยมาหนึ่งก้าว เพราะกรอบหน้าเป็นเรื่องที่รอได้ แต่มื้ออาหารวันละสามมื้อรอไม่ได้ค่ะ

จริง ๆ แล้วความกังวลนี้ไม่ได้ตั้งต้นผิดเลย เพราะโบท็อกซ์ลดกรามทำงานด้วยการลดแรงหดตัวของกล้ามเนื้อกรามจริง ๆ แรงเคี้ยวที่ลดลงจึงไม่ใช่อุบัติเหตุที่หลุดมา แต่เป็นกลไกของหัตถการนี้โดยตรง คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ "แรงเคี้ยวจะลดไหม" แต่เป็น "ลดมากแค่ไหน ช่วงไหนรู้สึกที่สุด แล้วกลับมาเมื่อไหร่"

บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณไปดูตัวเลขจากงานวิจัยว่าแรงกัดลดลงเท่าไรและฟื้นตัวเมื่อไหร่ พร้อมอธิบายว่าทำไมมื้ออาหารปกติถึงยังเดินหน้าต่อไปได้ค่ะ

โบท็อกซ์ลดกรามทำงานอย่างไร?

โบท็อกซ์ที่ใช้ในงานความงามคือโบทูลินัม ท็อกซิน เอ (Botulinum Toxin Type A) กลไกของมันคือการยับยั้งการปล่อยสารสื่อประสาทอะเซทิลโคลีน (Acetylcholine) ตรงรอยต่อระหว่างปลายประสาทกับกล้ามเนื้อ เมื่อสัญญาณ "ให้หดตัว" ส่งไปถึงกล้ามเนื้อได้น้อยลง แรงที่กล้ามเนื้อมัดนั้นออกได้ก็ลดลงตามไปด้วย

จุดที่มักถูกมองข้ามคือคำว่าย้อนกลับได้ ข้อมูลทางเภสัชวิทยาระบุว่าการยับยั้งนี้เป็นแบบชั่วคราวและย้อนกลับได้ ไม่ได้ทำให้กล้ามเนื้อหายไปไหน (StatPearls — Botulinum Toxin) และผลด้านความงามโดยทั่วไปอยู่ได้ราว 3-5 เดือน ก่อนที่ปลายประสาทจะกลับมาส่งสัญญาณได้เหมือนเดิม

พูดง่าย ๆ คือมันเหมือนการหรี่ไฟให้สลัวลง ไม่ใช่การตัดไฟทั้งบ้าน ไฟยังติดอยู่ เพียงแต่สว่างน้อยลงชั่วคราว แล้วค่อย ๆ กลับมาสว่างเท่าเดิมเมื่อฤทธิ์ยาจางลง กล้ามเนื้อกรามที่ถูกฉีดก็เดินตามจังหวะเดียวกันค่ะ

แรงเคี้ยวลดลงจริงแค่ไหน แล้วกลับมาเมื่อไหร่?

ตรงนี้มีตัวเลขจากงานวิจัยให้ดูค่ะ การทดลองทางคลินิกแบบสุ่มที่ฉีดโบทูลินัม ท็อกซิน เอ เข้ากล้ามเนื้อเคี้ยว แล้ววัดแรงกัดสูงสุดเป็นระยะ พบว่าแรงกัดลดลงราว 22% ที่ 2 สัปดาห์ ซึ่งเป็นจุดต่ำสุด จากนั้นค่อย ๆ ไต่กลับขึ้นมาเป็นราว 11% ที่ 11 สัปดาห์ 8% ที่ 16 สัปดาห์ และ 5% ที่ 18 สัปดาห์ ก่อนจะกลับสู่ระดับเดิมราวสัปดาห์ที่ 25 (PMC9416064)

สิ่งที่กราฟนี้บอกไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือทิศทาง แรงเคี้ยวไม่ได้ลดลงเรื่อย ๆ จนหายไป มันลงไปแตะจุดต่ำสุดในช่วงต้น แล้วเดินทางกลับขึ้นมาตลอดเวลาที่เหลือ

อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้จดตัวเลขเหล่านี้ลงปฏิทินของตัวเองแบบตรง ๆ นะคะ เพราะงานวิจัยแต่ละชิ้นใช้ขนาดยา ตำแหน่ง และกลุ่มตัวอย่างต่างกัน ส่วนการฉีดลดกรามเพื่อความงามก็ออกแบบขนาดยาอีกแบบ สิ่งที่ควรจำคือรูปทรงของเส้นกราฟ ไม่ใช่ตัวเลขรายสัปดาห์ ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับความหนาของกล้ามเนื้อ ขนาดยา และการตอบสนองของร่างกาย

แรงเคี้ยวลดลงมากที่สุดในช่วงแรก จากนั้นค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับมา

ทำไมมื้ออาหารปกติถึงยังกินได้ตามเดิม?

ข้อเท็จจริงที่ช่วยให้สบายใจขึ้นมากคือ การเคี้ยวไม่ได้เป็นหน้าที่ของกล้ามเนื้อมัดเดียว การหุบขากรรไกรและบดอาหารมีกล้ามเนื้อขมับ (Temporalis) ที่แผ่กว้างอยู่บริเวณขมับ และกล้ามเนื้อเทอริกอยด์ (Pterygoid) ด้านในขากรรไกร ช่วยกันแบ่งงานไปคนละส่วน

โบท็อกซ์ลดกรามเล็งไปที่กล้ามเนื้อแมสเซเตอร์ (Masseter) ซึ่งเป็นมัดที่นูนออกมาให้เห็นชัดจากภายนอกเป็นหลัก ส่วนมัดอื่นยังทำงานตามปกติ ในขนาดยามาตรฐานสำหรับงานความงาม การกินอาหารในชีวิตประจำวันจึงมักไม่ได้หยุดชะงัก

สิ่งที่รู้สึกได้จริงมักไปกระจุกอยู่ที่อาหารกลุ่มเดียว คืออาหารที่ต้องออกแรงเคี้ยวต่อเนื่อง เช่น หมึกย่าง เนื้อเหนียว ๆ หรือถั่วเปลือกแข็ง คำแรก ๆ ยังไหวสบาย แต่พอเคี้ยวต่อเนื่องจะรู้สึกว่ากรามล้าก่อน หลายคนกินข้าวกับแกงตามปกติโดยไม่รู้สึกอะไรเลย แล้วมาสังเกตเห็นตอนไปงานเลี้ยงเท่านั้น

วิธีผ่านช่วงนี้ง่ายกว่าที่คิดค่ะ

  • ลดขนาดคำให้เล็กลง — ลดจำนวนครั้งที่กรามต้องออกแรงหนักในหนึ่งคำ
  • เลื่อนอาหารเหนียวและแข็งออกไปก่อน — เว้นไว้เฉพาะช่วงสัปดาห์แรก ๆ ที่รู้สึกมากที่สุด
  • เคี้ยวสลับสองข้าง — ถ้าเคยชินกับการเคี้ยวข้างเดียว ลองแบ่งให้อีกข้างช่วยรับน้ำหนักบ้าง

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การให้ฝืนทนนะคะ แต่เป็นการลดภาระที่กรามลงชั่วคราวระหว่างรอให้ช่วงที่รู้สึกมากที่สุดผ่านไป และหากมีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บ อ้าปากได้น้อยลง หรือรู้สึกว่าสองข้างไม่เท่ากัน ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที ไม่ควรรอให้หายเอง

ช่วง 2-4 สัปดาห์แรก จะรู้สึกอย่างไร?

โบท็อกซ์ไม่ได้ออกฤทธิ์ทันทีที่เข็มออกจากผิว แต่ค่อย ๆ ซึมเข้าทำงานภายในไม่กี่วันไปจนถึงหลายสัปดาห์ ช่วงที่แรงเคี้ยวลดลงมากที่สุดจึงมักไม่ใช่วันที่ฉีด แต่เป็นราวสัปดาห์ที่ 2 ถึง 4

นี่คือเหตุผลที่หลายคนเล่าว่า "ฉีดวันแรก ๆ ปกติดีมาก แต่ผ่านไปสองสามสัปดาห์กลับรู้สึกแปลก" ไม่ใช่ว่ามีอะไรผิดพลาดตามมาทีหลัง แต่เป็นจังหวะการออกฤทธิ์ของยาตามปกติ

ความรู้สึกที่พบบ่อยในช่วงนี้คืออาการล้ากราม เคี้ยวได้อยู่แต่เหนื่อยเร็วกว่าเดิม โดยเฉพาะกับอาหารเหนียว หลังจากนั้นร่างกายจะค่อย ๆ ปรับตัว บวกกับฤทธิ์ยาที่จางลงตามเวลา ความรู้สึกนี้จึงมักเบาลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ระยะเวลาและระดับความรู้สึกแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

ช่วงสัปดาห์ที่ 2-4 คือจังหวะที่รู้สึกว่าแรงเคี้ยวลดลงมากที่สุด

ขนาดยาและตำแหน่งฉีด กับผลข้างเคียงที่ควรรู้

ทำไมคนที่ฉีดเหมือนกันบางคนบอกว่า "แทบไม่รู้สึกอะไร" ขณะที่บางคนบอกว่า "แรงหายไปเยอะ" คำตอบส่วนใหญ่อยู่ที่การออกแบบหัตถการ ความหนาของกล้ามเนื้อแมสเซเตอร์ต่างกันไปในแต่ละคน บางคนมีนิสัยกัดฟันหรือเคี้ยวของแข็งเป็นประจำ ขนาดยาจึงไม่ใช่ "ยิ่งเยอะยิ่งดี" แต่เป็นค่าที่แพทย์จะเป็นผู้ประเมินเป็นรายบุคคลจากการคลำและตรวจกล้ามเนื้อจริง ขนาดยาที่มากเกินความหนาของกล้ามเนื้ออาจพาอาการอ่อนแรงมาถึงก่อนกรอบหน้าที่ตั้งใจไว้

ตำแหน่งและความลึกของเข็มก็สำคัญไม่แพ้กัน มีคำแนะนำให้ฉีดแบบแบ่งชั้น เพื่อให้ยากระจายอย่างสม่ำเสมอทั้งในชั้นตื้นและชั้นลึกของกล้ามเนื้อ (PMC8714579) เพราะถ้ายาไปกระจุกอยู่ชั้นใดชั้นหนึ่ง ชั้นที่เหลืออาจทำงานชดเชยมากเกินไปจนเห็นเป็นก้อนนูนขึ้นมาแทน ซึ่งเรียกว่าภาวะกรามนูนแบบย้อนแย้ง (Paradoxical Masseteric Bulging)

เรื่องผลข้างเคียงขอพูดกันตรง ๆ ค่ะ แม้จะพบไม่บ่อย แต่หากตำแหน่งฉีดเบี่ยงไปด้านหน้าหรือสูงเกินไป มีโอกาสเกิดรอยยิ้มที่ดูไม่สมมาตร ส่วนการใช้ยามากเกินความจำเป็นก็อาจทำให้แก้มดูตอบลงได้ โดยทั่วไปอาการเหล่านี้มักค่อย ๆ ดีขึ้นตามเวลาที่ฤทธิ์ยาจางลง แต่ก็ไม่ควรกลบด้วยคำว่า "แทบไม่เกิดหรอก" หากมีอาการผิดปกติหลังฉีด ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันทีนะคะ

สิ่งที่ควรแจ้งแพทย์ให้ครบก่อนฉีดเสมอ:

  • เคยฉีดโบท็อกซ์บริเวณกรามมาก่อน โดยเฉพาะถ้าเพิ่งฉีดมาไม่นาน
  • มีอาการกัดฟันตอนนอน หรือปวดข้อต่อขากรรไกรอยู่เดิม
  • กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • มีโรคเกี่ยวกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อ หรือใช้ยาที่ส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ
  • มีการติดเชื้อหรืออักเสบบริเวณที่จะฉีด
  • ทำงานที่ต้องพูดหรือใช้เสียงต่อเนื่องเป็นพิเศษ

สรุป — แรงเคี้ยวลดลงชั่วคราว ไม่ใช่หายไป

ประเด็นที่อยากให้จำคือ แรงเคี้ยวลดลงจริง แต่ลดแบบมีขอบเขตและมีวันกลับ จุดที่รู้สึกมากที่สุดมักอยู่ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ จากนั้นค่อย ๆ ฟื้นตัวไปตามฤทธิ์ยาที่จางลง และเพราะกล้ามเนื้อเคี้ยวมัดอื่นยังทำงานอยู่ มื้ออาหารปกติจึงมักไม่ได้หยุดลง สิ่งที่รู้สึกได้ชัดจะกระจุกอยู่ที่อาหารเหนียวและแข็งในช่วงต้นเท่านั้น

ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับความหนาของกล้ามเนื้อ ขนาดยา และพฤติกรรมการเคี้ยว ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจเสมอ และถ้ากังวลเรื่องแรงเคี้ยวเป็นพิเศษ การถามคุณหมอว่า "เริ่มจากขนาดยาที่น้อยลงก่อนได้ไหม" ก็เป็นคำถามที่ถามได้ตามปกติค่ะ

หากคุณกำลังกังวลว่าฉีดโบท็อกซ์ลดกรามแล้วจะกินข้าวลำบาก หรืออยากรู้ว่ากล้ามเนื้อกรามของตัวเองหนาแค่ไหน ที่คลินิก Beautystone ย่านฮับจอง กรุงโซล มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมประเมินและให้คำแนะนำเป็นรายบุคคล ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แอด LINE มาปรึกษาคุณหมอได้เลยนะคะ

ข้อมูลอ้างอิง: StatPearls — Botulinum Toxin · PMC9416064 · PMC8714579

บทความแนะนำ

ฉีดสลายฟิลเลอร์แล้วผิวจะหย่อนคล้อยจริงไหมรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดสลายฟิลเลอร์แล้ว ผิวจะหย่อนคล้อยจริงไหม?

หลายคนอยากแก้ฟิลเลอร์ที่ไม่พอใจ แต่กลัวว่าสลายแล้วผิวจะยืดหย่อนกว่าเดิม บทความนี้แยกให้ชัดว่าอะไรคือเรื่องจริง และอะไรเป็นแค่ช่วงชั่วคราวไม่กี่วัน

ภาพปกเรื่องขมับยุบควรเลือกฟิลเลอร์หรือ Sculptraรูปหน้าและวอลุ่ม

ขมับยุบ ควรเลือกฟิลเลอร์หรือ Sculptra ดี

ทั้งสองอย่างไม่ได้แข่งกัน แต่เป็นทางเลือกที่นิสัยต่างกัน พอรู้ว่าขมับของเรายุบแบบไหนและรอไหวแค่ไหน คำตอบก็จะชัดขึ้นเองค่ะ

เปรียบเทียบ Juvelook Volume และฟิลเลอร์ HA สำหรับแก้คางสั้นรูปหน้าและวอลุ่ม

Juvelook Volume กับฟิลเลอร์ ต่างกันยังไง ถ้าอยากแก้คางสั้น?

Juvelook Volume กระตุ้นคอลลาเจนให้ค่อย ๆ เติมเต็มจากข้างใน ส่วนฟิลเลอร์ HA ปั้นรูปคางได้ทันที ทั้งสองเส้นทางมีข้อดีและข้อจำกัดต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและเป้าหมายของแต่ละคนค่ะ

บทความล่าสุด

การ์ดสรุปคู่มือดูแลขนคุดที่แขนแบบขั้นตอนที่ทำได้เองที่บ้านผิวหนัง

ขนคุดที่แขน ดูแลยังไงให้ได้ผลจริง? คู่มือขั้นตอนทำที่บ้าน

ขนคุดที่แขนไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ด้วยการขัดหนักขึ้น แต่แก้ได้ด้วยการดูแลให้ถูกลำดับและสม่ำเสมอ บทความนี้รวบรวมขั้นตอนการดูแลขนคุดที่บ้านแบบครบวงจร ตั้งแต่การล้างผิว การเลือกสารผลัดเซลล์ที่ใช่ ไปจนถึงการติดตามผลตามช่วงเวลา

ภาพการ์ดคู่มือเตรียมตัวก่อนนัด Thermage และการปรึกษาคุณหมอเรื่อง Level พลังงานลิฟติ้ง

ลด Level Thermage เพราะกลัวเจ็บ ผลจะหายไปไหม? เตรียมปรึกษาคุณหมอ

กังวลเรื่องความรู้สึกแสบร้อนจาก Thermage? บทความนี้ช่วยให้คุณเตรียมตัวก่อนนัด รู้จักตัวเลือกยาชา และถามคุณหมอให้ได้แผน Level ที่เหมาะสมจริง

วางแผนฉีดสกินบูสเตอร์ซ้ำให้ถูกเวลา ดูแลผิวระหว่างรอยังไง?ผิวหนัง

วางแผนฉีดสกินบูสเตอร์ซ้ำให้ถูกเวลา ดูแลผิวระหว่างรอยังไง?

การวางแผนฉีดสกินบูสเตอร์ซ้ำให้ถูกเวลาขึ้นอยู่กับประเภทที่ใช้ กลุ่มเติมความชื้นและกลุ่มกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนมีจังหวะที่เหมาะสมต่างกัน บทความนี้ช่วยวางแผนและดูแลผิวระหว่างรอให้ได้ผลต่อเนื่องค่ะ

หลัง Onda สองข้างยุบไม่เท่ากัน — ควรทำอะไรต่อไปดี?ลิฟติ้ง

หลัง Onda สองข้างยุบไม่เท่ากัน — ควรทำอะไรต่อไปดี?

คลื่นไมโครเวฟ Onda กระจายความร้อนในชั้นไขมันไม่เท่ากันในแต่ละบริเวณ ทำให้ความเร็วในการยุบตัวของสองข้างอาจไม่เดินพร้อมกัน บทความนี้บอกว่าควรทำอะไรในแต่ละช่วงหลัง Onda และสัญญาณที่ควรพบแพทย์ค่ะ

วิธีซ้อนชั้นครีมบำรุงให้ผิวรับมือกับความชื้นแกว่งในสภาพอากาศไทยได้ตลอดวันผิวหนัง

วิธีซ้อนชั้นครีมบำรุงให้ผิวรับมือความชื้นแกว่งได้ทั้งวัน

เมื่ออากาศไทยความชื้นแกว่งทั้งวัน ปัญหาหน้าตึงมักไม่ใช่เรื่องขาดน้ำแต่เป็นเรื่องที่ชั้นไขมันกักน้ำบาง — ลำดับการทาครีมที่ถูกต้องช่วยแก้ปัญหานี้ได้ตรงจุดกว่าการเพิ่มปริมาณครีม

แนวทางดูแลผิวใต้คางและขากรรไกรหลังทำ InMode FX รายสัปดาห์ลิฟติ้ง

หลัง InMode FX ดูแลใต้คางให้ถูกวิธี — ตารางดูแลรายสัปดาห์ที่ควรรู้

หลังทำ InMode FX การดูแลที่บ้านในแต่ละช่วงสัปดาห์มีความสำคัญมาก บทความนี้รวมแนวทางดูแลผิวใต้คางและบริเวณขากรรไกรแบบรายสัปดาห์ค่ะ

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors