โบท็อกซ์กับฟิลเลอร์ — เมื่อคิดว่าเหมือนกัน การเลือกผิดก็เริ่มต้นขึ้น
รูปหน้าและวอลุ่ม

โบท็อกซ์กับฟิลเลอร์ — เมื่อคิดว่าเหมือนกัน การเลือกผิดก็เริ่มต้นขึ้น

โบท็อกซ์ทำงานที่กล้ามเนื้อ ฟิลเลอร์เติมเต็มพื้นที่ว่าง ทั้งสองมีบทบาทที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ

ติดตาม Hongdae Beautys Doctors YouTube
วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน
2นาที

โบท็อกซ์กับฟิลเลอร์ — เมื่อคิดว่าเหมือนกัน การเลือกผิดก็เริ่มต้นขึ้น

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

มีคนไข้เดินเข้ามาในห้องตรวจ

เพื่อสอบถามเรื่องฟิลเลอร์แก้ริ้วรอยบนหน้าผากครับ

"คุณหมอคะ ขอฉีดฟิลเลอร์ที่หน้าผากได้ไหมคะ

ริ้วรอยลึกมากเลยค่ะ" นั่นคือสิ่งที่เธอพูดครับ

แต่เคสของคนไข้ท่านนี้

สิ่งที่ต้องการจริงๆ คือโบท็อกซ์ ไม่ใช่ฟิลเลอร์ครับ

เนื่องจากความเข้าใจผิดแบบนี้พบบ่อยมาก

วันนี้เลยอยากมาอธิบายให้เข้าใจกันครับ

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างโบท็อกซ์และฟิลเลอร์



ดูเหมือนจะเป็นการฉีดแบบเดียวกัน? แต่ความจริงแล้วครับ...

โบท็อกซ์คือยาที่ทำให้กล้ามเนื้อ

ผ่อนคลายชั่วคราวครับ

พูดง่ายๆ ก็คือ

"ริ้วรอยที่เกิดจากการขยับสีหน้า"

จะถูกลดลงโดยการให้กล้ามเนื้อ

พักชั่วคราวครับ

ส่วนฟิลเลอร์นั้น ตามชื่อเลยครับ

คือสารที่เติมเต็ม (fill) พื้นที่ว่างครับ

ส่วนใหญ่ประกอบด้วยกรดไฮยาลูโรนิก

ฉีดเข้าไปในบริเวณที่ยุบตัวโดยตรง

เพื่อสร้างวอลุ่มขึ้นมาครับ

ต่างจากโบท็อกซ์ตรงที่ฟิลเลอร์

ไม่ได้ออกฤทธิ์ที่กล้ามเนื้อครับ

เพียงแค่เติมพื้นที่ทางกายภาพเท่านั้นเองครับ





แล้วทำไมริ้วรอยเดียวกัน บางคนใช้โบท็อกซ์ บางคนใช้ฟิลเลอร์ล่ะครับ?

อินไซต์สำคัญจากหมอวียองจิน

โบท็อกซ์สำหรับริ้วรอย ฟิลเลอร์สำหรับวอลุ่ม? สรุปเกณฑ์การเลือกที่คนไข้กว่า 70% ยังสับสนอยู่

เคสแบบนี้พบบ่อยมากครับ

ขอจดบันทึกไว้แยกต่างหากเลยครับ

เดือนที่แล้ว มีคนไข้ผู้หญิงอายุ 28 ปีเข้ามาครับ

มีริ้วรอยเลข 11 ลึกระหว่างคิ้ว

และขอให้ "เติมฟิลเลอร์" ครับ

แต่คนไข้ท่านนี้เป็นประเภทที่

ริ้วรอยจะลึกมากเฉพาะตอนทำหน้าขมวดคิ้วครับ

พอหน้าผ่อนคลาย แทบมองไม่เห็นเลยครับ

ถ้าฉีดฟิลเลอร์ให้คนไข้ท่านนี้

จะเกิดอะไรขึ้นครับ?

ทุกครั้งที่แสดงสีหน้า

ฟิลเลอร์จะจับตัวเป็นก้อน

ทำให้ดูเป็นธรรมชาติน้อยลงกว่าเดิมครับ

ความแตกต่างระหว่างริ้วรอยไดนามิกและริ้วรอยสแตติก

มีสิ่งสำคัญอยู่หนึ่งอย่างที่ต้องรู้ครับ

ริ้วรอยแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักครับ

"ริ้วรอยไดนามิก" ที่เกิดจากการขยับสีหน้า

และ "ริ้วรอยสแตติก" ที่มองเห็นแม้ขณะไม่ขยับหน้าครับ

ริ้วรอยไดนามิกเป็นปัญหาของกล้ามเนื้อ

ดังนั้นโบท็อกซ์คือคำตอบที่ถูกต้องครับ

ส่วนริ้วรอยสแตติก ที่เกิดจาก

ผิวยุบตัว พับ และแข็งตัว

ต้องใช้ฟิลเลอร์เติมเต็มครับ

ในความเป็นจริง คนไข้ประมาณ 70%

ไม่สามารถแยกแยะทั้งสองออกจากกันได้

และคิดว่า "ริ้วรอยต้องใช้ฟิลเลอร์" ครับ

แต่ริ้วรอยระหว่างคิ้ว หน้าผาก และรอบดวงตา

ส่วนใหญ่ต้องใช้โบท็อกซ์ก่อนครับ

ความแตกต่างของบริเวณที่โบท็อกซ์และฟิลเลอร์ออกฤทธิ์

อีกสิ่งหนึ่งที่ควรรู้คือความลึกในการฉีดก็แตกต่างกันครับ

โบท็อกซ์ฉีดที่ชั้นกล้ามเนื้อ (ประมาณ 5–8 มม.)

ส่วนฟิลเลอร์ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำ

ตั้งแต่ชั้นหนังแท้จนถึงเหนือเยื่อหุ้มกระดูก

ฉีดในความลึกที่หลากหลายครับ

แม้จะเป็น "การฉีด" เหมือนกัน

แต่ชั้นที่ฉีดเข้าไปนั้นแตกต่างกันสิ้นเชิงครับ

สรุปสำคัญจากหมอวียองจิน


ริ้วรอยที่ลึกขึ้นเมื่อทำหน้า ใช้โบท็อกซ์


บริเวณที่ยุบตัวแม้ขณะไม่ขยับหน้า ใช้ฟิลเลอร์


จำแค่สิ่งเดียวนี้ไว้


การเลือกก็จะง่ายขึ้นมากครับ




แล้วผมควรฉีดอะไรดีล่ะครับ?

ลองสรุปเป็นตารางให้ดูครับ

แม้จะแตกต่างกันในแต่ละเคส

แต่โดยทั่วไปผมมักทำแบบนี้ครับ

คนไข้ที่มีริ้วรอยจากการแสดงสีหน้าชัดเจน

ผมจะฉีดโบท็อกซ์ก่อน

แล้วรอ 2–3 สัปดาห์ ให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย

จากนั้นค่อยเติมฟิลเลอร์ในส่วนที่เป็นริ้วรอยสแตติกที่เหลืออยู่ครับ

ถ้าทำสลับลำดับกัน

ก็จะต้องใช้ฟิลเลอร์มากเกินไปครับ

เพราะเติมในขณะที่กล้ามเนื้อยังทำงานอยู่

ระยะเวลาคงอยู่ของฟิลเลอร์ก็จะสั้นลงด้วยครับ

และนี่ไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไปนะครับ

โบท็อกซ์มีระยะเวลา 3–6 เดือน

ส่วนฟิลเลอร์ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปีครึ่ง

ต้องมาทำซ้ำอย่างสม่ำเสมอครับ

อย่างไรก็ตาม เมื่อผลลัพธ์คงที่แล้ว

การบำรุงรักษาในครั้งต่อๆ ไป

จะใช้ปริมาณน้อยกว่าครั้งแรกครับ

คู่มือการใช้โบท็อกซ์และฟิลเลอร์ร่วมกัน



3 คำถามที่คนไข้ถามบ่อยที่สุด ขอตอบตรงๆ เลยครับ

Q1. โบท็อกซ์กับฟิลเลอร์ ฉีดพร้อมกันในวันเดียวได้ไหมครับ?

พูดตรงๆ เลยนะครับ

การฉีดในวันเดียวกันนั้นทำได้ครับ

แต่ผมมักไม่แนะนำครับ

เพราะมีความซับซ้อนอยู่นิดหน่อย

โบท็อกซ์ต้องใช้เวลาประมาณ

2 สัปดาห์กว่าจะเห็นผลเต็มที่ครับ

ถ้ากำหนดปริมาณฟิลเลอร์

ในขณะที่กล้ามเนื้อยังทำงานอยู่

เมื่อโบท็อกซ์เริ่มออกฤทธิ์ในภายหลัง

ฟิลเลอร์อาจดูมากเกินไปได้ครับ

ดังนั้นผมจึงชอบลำดับนี้ครับ

โบท็อกซ์ก่อน แล้วค่อยฉีดฟิลเลอร์หลังจาก 2–3 สัปดาห์

และนี่คืออีกคำถามที่ถูกถามบ่อยมากครับ

Q2. ค่าใช้จ่ายต่างกันแค่ไหน และต้องทำบ่อยแค่ไหนครับ?

ตรงนี้ตอบได้ยากนิดหน่อยครับ

เพราะขึ้นอยู่กับบริเวณ ผลิตภัณฑ์ และปริมาณ

ทำให้ราคาแตกต่างกันมากครับ

โดยประมาณนะครับ

โบท็อกซ์อยู่ที่ประมาณ 50,000–150,000 วอนต่อบริเวณ

ฟิลเลอร์อยู่ที่ประมาณ 300,000–600,000 วอนต่อ 1 ซีซี

เป็นราคาทั่วไปครับ

ความถี่ในการทำ โบท็อกซ์ประมาณทุก 4–6 เดือน

ฟิลเลอร์ประมาณทุก 8–12 เดือน

เป็นแนวทางคร่าวๆ ครับ

อย่างไรก็ตาม คนที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรง

รอบการทำโบท็อกซ์อาจสั้นลง

เหลือประมาณ 3 เดือนครับ

ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลครับ

และสุดท้าย ขอพูดถึงเรื่องนี้อีกครั้งครับ

Q3. ผลข้างเคียงต่างกันมากไหม? และต้องระวังอะไรเป็นพิเศษครับ?

นี่คือสิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดครับ

หลายคนคิดว่า

"ฟิลเลอร์ปลอดภัยกว่า" ครับ

แต่ในความเป็นจริงที่เห็นในห้องตรวจ

เคสฉุกเฉินมักเกิดจากฟิลเลอร์มากกว่าครับ

เนื่องจากภาวะแทรกซ้อนอย่างการอุดตันของหลอดเลือดครับ

โบท็อกซ์มักมีเพียงความรู้สึก

สีหน้าดูไม่เป็นธรรมชาติชั่วคราว

ซึ่งจะดีขึ้นเองตามเวลาครับ

ฟิลเลอร์นั้นพบได้น้อย แต่หากเกิด

การอุดตันของหลอดเลือด

ต้องได้รับการจัดการอย่างรวดเร็วครับ

ควรเลือกสถานที่ที่มี

ไฮยาลูโรนิเดส (ยาละลายฟิลเลอร์)

พร้อมใช้งานทันทีจะปลอดภัยที่สุดครับ

บทความหน้าจะมาเล่าเรื่อง '2 สัปดาห์แรกหลังฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์ การเปลี่ยนแปลงที่เห็นจริงในห้องตรวจ' ครับ จะมาอธิบายผ่านเคสจริงว่าทำไมแต่ละคนถึงรู้สึกผลได้เร็วช้าต่างกัน นี่คือหมอวียองจินครับ

บทความแนะนำ

ผู้หญิงเปรียบเทียบฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน Ellanse กับ Radiesseรูปหน้าและวอลุ่ม

Ellanse กับ Radiesse ต่างกันยังไง ทั้งที่ก็กระตุ้นคอลลาเจนเหมือนกัน?

Ellanse และ Radiesse ต่างก็เป็นฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน แต่ส่วนประกอบและวิธีทำงานไม่เหมือนกัน บทความนี้จะพาไปดูความต่างเพื่อให้เข้าใจก่อนตัดสินใจ

ภาพปกอธิบายลำดับการทำ Juvelook Volume คู่กับ Rejuranรูปหน้าและวอลุ่ม

Juvelook Volume คู่กับ Rejuran ทำอะไรก่อนดี? จัดลำดับให้เข้าใจง่าย

Juvelook Volume ช่วยเติมโครงหน้าที่ยุบ ส่วน Rejuran ดูแลผิวจากข้างใน บทความนี้จะพาไปดูว่าถ้าทำทั้งคู่ ควรเริ่มจากอะไรก่อน เว้นระยะยังไง และแบ่งจุดแบบไหน

ภาพปกอธิบายว่าฉีดฟิลเลอร์สะโพกแล้วลดน้ำหนัก วอลลุ่มจะหายไหมรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดฟิลเลอร์สะโพกแล้วลดน้ำหนัก วอลลุ่มจะหายไหม?

หลายคนกังวลว่าฉีดฟิลเลอร์สะโพกแล้วถ้าลดน้ำหนัก วอลลุ่มที่เติมไว้จะยุบตามไปด้วยไหม บทความนี้จะพาไปดูความจริงและวิธีดูแลให้ผลลัพธ์อยู่สวยค่ะ

บทความล่าสุด

ผู้หญิงที่มีโรคประจำตัวกำลังพิจารณาการทำหัตถการความงามผิวหนัง

มีโรคประจำตัวหรือกินยาอยู่ ทำหัตถการความงามได้ไหม?

ถ้าคุณเป็นเบาหวาน ความดันสูง หรือกินยาละลายลิ่มเลือดอยู่ แล้วอยากทำหัตถการความงาม บทความนี้จะพาไปดูว่าต้องระวังอะไร และควรบอกคลินิกเรื่องอะไรบ้าง

ผู้หญิงรู้สึกว่าผิวหย่อนคล้อยเร็วผิดปกติในช่วงที่เครียดสะสมลิฟติ้ง

ผิวหย่อนเพราะความเครียดเรื้อรัง RF Lifting ช่วยได้จริงไหม?

ช่วงที่เครียดหนัก ๆ แล้วรู้สึกว่าผิวหย่อนคล้อยเร็วผิดปกติ จริง ๆ แล้วสองอย่างนี้เกี่ยวข้องกันได้ บทความนี้จะพาไปดูว่าความเครียดเรื้อรังทำให้ผิวเสียความกระชับยังไง และ RF Lifting เข้ามาช่วยตรงไหน

ผู้หญิงกำลังปรึกษาแพทย์เรื่องสกินบูสเตอร์กับการสูบบุหรี่ก่อนทำผิวหนัง

สูบบุหรี่ทำ Rejuran เห็นผลช้าลงจริงไหม?

ถ้าคุณสูบบุหรี่แล้วกำลังคิดจะทำสกินบูสเตอร์อย่าง Rejuran คำถามที่ว่าคอลลาเจนจะฟื้นตัวช้าลงไหมเป็นเรื่องที่หลายคนกังวลใจ บทความนี้จะพาไปดูว่าบุหรี่ส่งผลต่อการสร้างคอลลาเจนยังไง และจะดูแลให้ผลลัพธ์ดีขึ้นได้อย่างไร

ภาพปกอธิบาย Juvelook Volume สำหรับหน้าตอบหลังลดน้ำหนักผิวหนัง

ลดน้ำหนักแล้วหน้าตอบ เติมด้วย Juvelook Volume ได้ไหม

พอลดน้ำหนักสำเร็จ แต่แก้มและกลางใบหน้ากลับตอบจนดูโทรมกว่าเดิม Juvelook Volume ช่วยพยุงด้วยแนวคิดแบบไหน มาทำความเข้าใจกันแบบง่าย ๆ ค่ะ

คุณแม่หลังคลอดกำลังพิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะกับการทำ Ultherapyลิฟติ้ง

หลังคลอดหน้าหย่อน ทำ Ultherapy ตอนให้นมได้ไหม?

หลังคลอดแล้วรู้สึกว่ากรอบหน้าไม่คมเหมือนเดิม ผิวดูไม่แน่นเท่าก่อน บทความนี้จะพาไปดูว่าช่วงให้นมทำ Ultherapy ได้ไหม และควรเริ่มเมื่อไหร่ถึงจะเหมาะ

ภาพหน้าปกเรื่องอาการบวมหลังทำหัตถการกับการดูแลด้วยอาหารผิวหนัง

อาการบวมหลังทำหัตถการ ลดได้ด้วยอาหารและโซเดียมไหม

อาการบวมที่เกิดขึ้นหลังทำหัตถการความงามอาจบรรเทาลงหรือยืดเยื้อได้ตามอาหารที่เรากิน บทความนี้ชวนดูเรื่องโซเดียม น้ำ และอาหารที่ช่วย จากมุมมองการดูแลตัวเองอย่างใจเย็น

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors