โบท็อกซ์กับฟิลเลอร์ — เมื่อคิดว่าเหมือนกัน การเลือกผิดก็เริ่มต้นขึ้น
โบท็อกซ์ทำงานที่กล้ามเนื้อ ฟิลเลอร์เติมเต็มพื้นที่ว่าง ทั้งสองมีบทบาทที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ


วียองจิน
ผู้อำนวยการ
โบท็อกซ์กับฟิลเลอร์ — เมื่อคิดว่าเหมือนกัน การเลือกผิดก็เริ่มต้นขึ้น
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
มีคนไข้เดินเข้ามาในห้องตรวจ
เพื่อสอบถามเรื่องฟิลเลอร์แก้ริ้วรอยบนหน้าผากครับ
"คุณหมอคะ ขอฉีดฟิลเลอร์ที่หน้าผากได้ไหมคะ
ริ้วรอยลึกมากเลยค่ะ" นั่นคือสิ่งที่เธอพูดครับ
แต่เคสของคนไข้ท่านนี้
สิ่งที่ต้องการจริงๆ คือโบท็อกซ์ ไม่ใช่ฟิลเลอร์ครับ
เนื่องจากความเข้าใจผิดแบบนี้พบบ่อยมาก
วันนี้เลยอยากมาอธิบายให้เข้าใจกันครับ
ดูเหมือนจะเป็นการฉีดแบบเดียวกัน? แต่ความจริงแล้วครับ...
โบท็อกซ์คือยาที่ทำให้กล้ามเนื้อ
ผ่อนคลายชั่วคราวครับ
พูดง่ายๆ ก็คือ
"ริ้วรอยที่เกิดจากการขยับสีหน้า"
จะถูกลดลงโดยการให้กล้ามเนื้อ
พักชั่วคราวครับ
ส่วนฟิลเลอร์นั้น ตามชื่อเลยครับ
คือสารที่เติมเต็ม (fill) พื้นที่ว่างครับ
ส่วนใหญ่ประกอบด้วยกรดไฮยาลูโรนิก
ฉีดเข้าไปในบริเวณที่ยุบตัวโดยตรง
เพื่อสร้างวอลุ่มขึ้นมาครับ
ต่างจากโบท็อกซ์ตรงที่ฟิลเลอร์
ไม่ได้ออกฤทธิ์ที่กล้ามเนื้อครับ
เพียงแค่เติมพื้นที่ทางกายภาพเท่านั้นเองครับ
แล้วทำไมริ้วรอยเดียวกัน บางคนใช้โบท็อกซ์ บางคนใช้ฟิลเลอร์ล่ะครับ?
เคสแบบนี้พบบ่อยมากครับ
ขอจดบันทึกไว้แยกต่างหากเลยครับ
เดือนที่แล้ว มีคนไข้ผู้หญิงอายุ 28 ปีเข้ามาครับ
มีริ้วรอยเลข 11 ลึกระหว่างคิ้ว
และขอให้ "เติมฟิลเลอร์" ครับ
แต่คนไข้ท่านนี้เป็นประเภทที่
ริ้วรอยจะลึกมากเฉพาะตอนทำหน้าขมวดคิ้วครับ
พอหน้าผ่อนคลาย แทบมองไม่เห็นเลยครับ
ถ้าฉีดฟิลเลอร์ให้คนไข้ท่านนี้
จะเกิดอะไรขึ้นครับ?
ทุกครั้งที่แสดงสีหน้า
ฟิลเลอร์จะจับตัวเป็นก้อน
ทำให้ดูเป็นธรรมชาติน้อยลงกว่าเดิมครับ
มีสิ่งสำคัญอยู่หนึ่งอย่างที่ต้องรู้ครับ
ริ้วรอยแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักครับ
"ริ้วรอยไดนามิก" ที่เกิดจากการขยับสีหน้า
และ "ริ้วรอยสแตติก" ที่มองเห็นแม้ขณะไม่ขยับหน้าครับ
ริ้วรอยไดนามิกเป็นปัญหาของกล้ามเนื้อ
ดังนั้นโบท็อกซ์คือคำตอบที่ถูกต้องครับ
ส่วนริ้วรอยสแตติก ที่เกิดจาก
ผิวยุบตัว พับ และแข็งตัว
ต้องใช้ฟิลเลอร์เติมเต็มครับ
ในความเป็นจริง คนไข้ประมาณ 70%
ไม่สามารถแยกแยะทั้งสองออกจากกันได้
และคิดว่า "ริ้วรอยต้องใช้ฟิลเลอร์" ครับ
แต่ริ้วรอยระหว่างคิ้ว หน้าผาก และรอบดวงตา
ส่วนใหญ่ต้องใช้โบท็อกซ์ก่อนครับ
อีกสิ่งหนึ่งที่ควรรู้คือความลึกในการฉีดก็แตกต่างกันครับ
โบท็อกซ์ฉีดที่ชั้นกล้ามเนื้อ (ประมาณ 5–8 มม.)
ส่วนฟิลเลอร์ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำ
ตั้งแต่ชั้นหนังแท้จนถึงเหนือเยื่อหุ้มกระดูก
ฉีดในความลึกที่หลากหลายครับ
แม้จะเป็น "การฉีด" เหมือนกัน
แต่ชั้นที่ฉีดเข้าไปนั้นแตกต่างกันสิ้นเชิงครับ
ริ้วรอยที่ลึกขึ้นเมื่อทำหน้า ใช้โบท็อกซ์
บริเวณที่ยุบตัวแม้ขณะไม่ขยับหน้า ใช้ฟิลเลอร์
จำแค่สิ่งเดียวนี้ไว้
การเลือกก็จะง่ายขึ้นมากครับ
แล้วผมควรฉีดอะไรดีล่ะครับ?
ลองสรุปเป็นตารางให้ดูครับ
แม้จะแตกต่างกันในแต่ละเคส
แต่โดยทั่วไปผมมักทำแบบนี้ครับ
คนไข้ที่มีริ้วรอยจากการแสดงสีหน้าชัดเจน
ผมจะฉีดโบท็อกซ์ก่อน
แล้วรอ 2–3 สัปดาห์ ให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย
จากนั้นค่อยเติมฟิลเลอร์ในส่วนที่เป็นริ้วรอยสแตติกที่เหลืออยู่ครับ
ถ้าทำสลับลำดับกัน
ก็จะต้องใช้ฟิลเลอร์มากเกินไปครับ
เพราะเติมในขณะที่กล้ามเนื้อยังทำงานอยู่
ระยะเวลาคงอยู่ของฟิลเลอร์ก็จะสั้นลงด้วยครับ
และนี่ไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไปนะครับ
โบท็อกซ์มีระยะเวลา 3–6 เดือน
ส่วนฟิลเลอร์ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปีครึ่ง
ต้องมาทำซ้ำอย่างสม่ำเสมอครับ
อย่างไรก็ตาม เมื่อผลลัพธ์คงที่แล้ว
การบำรุงรักษาในครั้งต่อๆ ไป
จะใช้ปริมาณน้อยกว่าครั้งแรกครับ
3 คำถามที่คนไข้ถามบ่อยที่สุด ขอตอบตรงๆ เลยครับ
Q1. โบท็อกซ์กับฟิลเลอร์ ฉีดพร้อมกันในวันเดียวได้ไหมครับ?
พูดตรงๆ เลยนะครับ
การฉีดในวันเดียวกันนั้นทำได้ครับ
แต่ผมมักไม่แนะนำครับ
เพราะมีความซับซ้อนอยู่นิดหน่อย
โบท็อกซ์ต้องใช้เวลาประมาณ
2 สัปดาห์กว่าจะเห็นผลเต็มที่ครับ
ถ้ากำหนดปริมาณฟิลเลอร์
ในขณะที่กล้ามเนื้อยังทำงานอยู่
เมื่อโบท็อกซ์เริ่มออกฤทธิ์ในภายหลัง
ฟิลเลอร์อาจดูมากเกินไปได้ครับ
ดังนั้นผมจึงชอบลำดับนี้ครับ
โบท็อกซ์ก่อน แล้วค่อยฉีดฟิลเลอร์หลังจาก 2–3 สัปดาห์
และนี่คืออีกคำถามที่ถูกถามบ่อยมากครับ
Q2. ค่าใช้จ่ายต่างกันแค่ไหน และต้องทำบ่อยแค่ไหนครับ?
ตรงนี้ตอบได้ยากนิดหน่อยครับ
เพราะขึ้นอยู่กับบริเวณ ผลิตภัณฑ์ และปริมาณ
ทำให้ราคาแตกต่างกันมากครับ
โดยประมาณนะครับ
โบท็อกซ์อยู่ที่ประมาณ 50,000–150,000 วอนต่อบริเวณ
ฟิลเลอร์อยู่ที่ประมาณ 300,000–600,000 วอนต่อ 1 ซีซี
เป็นราคาทั่วไปครับ
ความถี่ในการทำ โบท็อกซ์ประมาณทุก 4–6 เดือน
ฟิลเลอร์ประมาณทุก 8–12 เดือน
เป็นแนวทางคร่าวๆ ครับ
อย่างไรก็ตาม คนที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรง
รอบการทำโบท็อกซ์อาจสั้นลง
เหลือประมาณ 3 เดือนครับ
ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลครับ
และสุดท้าย ขอพูดถึงเรื่องนี้อีกครั้งครับ
Q3. ผลข้างเคียงต่างกันมากไหม? และต้องระวังอะไรเป็นพิเศษครับ?
นี่คือสิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดครับ
หลายคนคิดว่า
"ฟิลเลอร์ปลอดภัยกว่า" ครับ
แต่ในความเป็นจริงที่เห็นในห้องตรวจ
เคสฉุกเฉินมักเกิดจากฟิลเลอร์มากกว่าครับ
เนื่องจากภาวะแทรกซ้อนอย่างการอุดตันของหลอดเลือดครับ
โบท็อกซ์มักมีเพียงความรู้สึก
สีหน้าดูไม่เป็นธรรมชาติชั่วคราว
ซึ่งจะดีขึ้นเองตามเวลาครับ
ฟิลเลอร์นั้นพบได้น้อย แต่หากเกิด
การอุดตันของหลอดเลือด
ต้องได้รับการจัดการอย่างรวดเร็วครับ
ควรเลือกสถานที่ที่มี
ไฮยาลูโรนิเดส (ยาละลายฟิลเลอร์)
พร้อมใช้งานทันทีจะปลอดภัยที่สุดครับ
บทความหน้าจะมาเล่าเรื่อง '2 สัปดาห์แรกหลังฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์ การเปลี่ยนแปลงที่เห็นจริงในห้องตรวจ' ครับ จะมาอธิบายผ่านเคสจริงว่าทำไมแต่ละคนถึงรู้สึกผลได้เร็วช้าต่างกัน นี่คือหมอวียองจินครับ









