ผู้หญิงเปรียบเทียบฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน Ellanse กับ Radiesse
รูปหน้าและวอลุ่ม

Ellanse กับ Radiesse ต่างกันยังไง ทั้งที่ก็กระตุ้นคอลลาเจนเหมือนกัน?

Ellanse และ Radiesse ต่างก็เป็นฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน แต่ส่วนประกอบและวิธีทำงานไม่เหมือนกัน บทความนี้จะพาไปดูความต่างเพื่อให้เข้าใจก่อนตัดสินใจ

วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน
5นาที
ช่อง YouTube ของ BEAUTYSDOCTORS ที่แพทย์อธิบายเรื่องความงามเกาหลีโดยตรง

วางแผนมาโซล

กำลังวางแผนมาโซลอยู่ใช่ไหม?

แชตผ่าน LINE

รู้หรือไม่คะว่า ฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจนที่คนพูดถึงกันบ่อยอย่าง Ellanse กับ Radiesse จริง ๆ แล้วทำงานคนละแบบ ทั้งที่หลายคนเข้าใจว่ามันคล้ายกันเพราะต่างก็ช่วยเรื่องการสร้างคอลลาเจนเหมือนกัน

เมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจนใต้ผิวก็ค่อย ๆ ลดลง ทำให้ผิวดูไม่ฟูเท่าเดิมและกรอบหน้าเริ่มไม่คม ฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจนจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไป เพราะไม่ได้แค่เติมเต็ม แต่ยังชวนให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นเอง แต่พอมีหลายชนิด คนที่กำลังเลือกก็มักสับสนว่าตัวไหนต่างกันตรงไหน

บทความนี้ BeautyStone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล จะพาคุณไปเจาะดูว่า Ellanse กับ Radiesse ต่างกันที่ส่วนประกอบและวิธีกระตุ้นคอลลาเจนยังไง รวมถึงเรื่องระยะเวลาอยู่ได้ เพื่อให้คุณพอเห็นภาพก่อนไปปรึกษาแพทย์ พร้อมแนะนำแนวทางการดูแลค่ะ

ฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจนคืออะไร ต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไปตรงไหน?

ฟิลเลอร์ที่คนคุ้นเคยส่วนใหญ่ทำจากกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid: HA) ซึ่งทำงานหลักคือ เติมเต็มร่องหรือเพิ่มวอลลุ่มในบริเวณที่ฉีดโดยตรง เมื่อเวลาผ่านไปสารก็จะค่อย ๆ สลายไป

ส่วนฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน (Collagen Stimulator) ทำงานคนละแนวคิด พูดง่าย ๆ คือ ตัวสารทำหน้าที่เหมือน โครงชั่วคราว ที่ไปกระตุ้นให้เซลล์สร้างคอลลาเจนอย่างไฟโบรบลาสต์ค่อย ๆ ผลิตคอลลาเจนใหม่ในบริเวณนั้น ผลที่ได้จึงมาแบบค่อยเป็นค่อยไป และเน้นที่การปรับให้ผิวดูแน่นและมีโครงสร้างมากกว่าการเติมเต็มทันที

Ellanse และ Radiesse ต่างก็อยู่ในกลุ่มนี้ แต่ใช้ส่วนประกอบต่างชนิดกัน ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้วิธีทำงานและระยะเวลาอยู่ได้แตกต่างกัน

ภาพอธิบายฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจนที่ชวนผิวสร้างคอลลาเจนใหม่

Ellanse (PCL) กับ Radiesse (CaHA) ส่วนประกอบต่างกันยังไง?

ความแตกต่างหลักเริ่มจากตัวสารที่ใช้

Ellanse ใช้สารที่ชื่อ Polycaprolactone (PCL) มีลักษณะเป็นเม็ดทรงกลมเล็ก ๆ กระจายอยู่ในเจล เม็ด PCL นี้จะค่อย ๆ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและใช้เวลาสลายตัวค่อนข้างนาน จุดนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ Ellanse มักถูกพูดถึงเรื่องระยะเวลาอยู่ได้ที่ยาว

Radiesse ใช้สารที่ชื่อ Calcium Hydroxylapatite (CaHA) ซึ่งเป็นอนุภาคที่มีองค์ประกอบคล้ายแร่ธาตุที่พบในกระดูก แขวนอยู่ในเจล เมื่อฉีดเข้าไป CaHA จะให้ผลเติมวอลลุ่มได้ตั้งแต่ช่วงแรก และค่อย ๆ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนต่อเนื่อง ก่อนที่อนุภาคจะค่อย ๆ สลายไป

ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่า ทั้งคู่เหมือนการวางโครงให้ร่างกายสร้างคอลลาเจน แต่ใช้วัสดุโครงคนละแบบ ซึ่งสลายตัวด้วยจังหวะต่างกัน จึงให้ลักษณะผลและระยะเวลาที่ไม่เหมือนกันทีเดียว

เปรียบเทียบส่วนประกอบ PCL ของ Ellanse กับ CaHA ของ Radiesse

วิธีกระตุ้นคอลลาเจนและระยะเวลาอยู่ได้ต่างกันแค่ไหน?

เพราะรูปแบบอนุภาคและความเร็วในการสลายตัวต่างกัน ลักษณะการทำงานจึงต่างกันตามไปด้วย โดยทั่วไปพอสรุปแนวทางคร่าว ๆ ได้ดังนี้

  • Radiesse มักให้ผลเติมวอลลุ่มเห็นได้ค่อนข้างเร็วตั้งแต่ช่วงแรก แล้วเสริมด้วยคอลลาเจนที่สร้างตามมา
  • Ellanse มักเน้นผลที่ค่อยเป็นค่อยไปจากการสร้างคอลลาเจน และมักถูกพูดถึงเรื่องระยะเวลาอยู่ได้ที่ยาวกว่า ตามชนิดสูตรที่ใช้
  • ทั้งสองชนิดเน้นการปรับโครงสร้างและความกระชับ มากกว่าการเติมเต็มแบบชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาอยู่ได้จริงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งชนิดสูตร ปริมาณ บริเวณที่ฉีด และการดูแลตัวเองของแต่ละคน จึงไม่มีตัวเลขตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน

มีงานวิจัยทางการแพทย์ที่ศึกษาเรื่องสารกระตุ้นคอลลาเจนกลุ่มนี้ เช่น การทบทวนเรื่องสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในงานเสริมความงาม และ การศึกษาเกี่ยวกับกลไกการกระตุ้นคอลลาเจนของ CaHA และ PCL ซึ่งชี้ว่าชนิดของสารมีความเกี่ยวข้องกับรูปแบบการกระตุ้นคอลลาเจน อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

ความต่างของจังหวะการสลายตัวและระยะเวลาอยู่ได้ของสองชนิด

แล้วควรเลือกตัวไหน เหมาะกับใคร?

คำถามที่คนถามบ่อยคือ ตกลงตัวไหนดีกว่ากัน จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องของตัวไหนชนะ แต่เป็นเรื่องว่าเป้าหมายและสภาพผิวของแต่ละคนเหมาะกับสารแบบไหนมากกว่า

โดยทั่วไป คนที่อยากได้ผลเติมวอลลุ่มที่เห็นเร็วขึ้นในบางบริเวณ กับคนที่อยากเน้นผลค่อยเป็นค่อยไปและระยะยาว อาจเหมาะกับสารคนละชนิด นอกจากนี้ แต่ละบริเวณของใบหน้าก็มีความเหมาะสมต่างกัน บางจุดต้องระวังเป็นพิเศษ ตรงนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้ประเมินจากโครงหน้าและสภาพผิวจริง

ที่สำคัญคือ ไม่ควรตัดสินใจจากรีวิวหรือคำบอกเล่าอย่างเดียว เพราะสิ่งที่เหมาะกับคนหนึ่งอาจไม่เหมาะกับอีกคน การปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินก่อนจึงเป็นขั้นตอนที่ควรทำ

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังที่ควรรู้

เนื่องจากเป็นการฉีดสารเข้าสู่ผิว จึงมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงได้ในบางกรณี หลังทำอาจมีรอยแดง บวม ช้ำ หรือรู้สึกเป็นก้อนเล็กน้อยในช่วงแรก ซึ่งมักค่อย ๆ ดีขึ้นเองภายในไม่กี่วันถึงสองสัปดาห์ หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดมาก บวมแดงรุนแรง ผิวเปลี่ยนสีเป็นด่าง หรือเป็นก้อนแข็งที่ไม่ยุบ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

ผู้ที่อยู่ในกลุ่มต่อไปนี้ควรแจ้งแพทย์ก่อนเสมอ

  • กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • มีการติดเชื้อหรือแผลอักเสบในบริเวณที่จะฉีด
  • มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของสาร หรือมีประวัติแผลเป็นคีลอยด์
  • มีโรคภูมิคุ้มกันหรือกำลังใช้ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด

เพื่อความปลอดภัย ควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในคลินิกที่ได้มาตรฐาน และใช้ผลิตภัณฑ์ของแท้ เพราะสารกระตุ้นคอลลาเจนเป็นสารที่อยู่ในผิวค่อนข้างนาน การเลือกชนิด บริเวณ และเทคนิคการฉีดจึงมีผลต่อทั้งผลลัพธ์และความปลอดภัย

สรุป

แม้ Ellanse และ Radiesse จะอยู่ในกลุ่มฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจนเหมือนกัน แต่ Ellanse ใช้ Polycaprolactone (PCL) ที่เป็นเม็ดทรงกลมและสลายตัวช้า ส่วน Radiesse ใช้ Calcium Hydroxylapatite (CaHA) ที่ให้ผลเติมวอลลุ่มตั้งแต่ช่วงแรกแล้วกระตุ้นคอลลาเจนต่อเนื่อง ความต่างของส่วนประกอบและจังหวะการสลายตัวจึงทำให้ลักษณะผลและระยะเวลาอยู่ได้ไม่เหมือนกัน

ทั้งนี้ไม่มีตัวไหนดีกว่ากันแบบตายตัว ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล การเลือกให้เหมาะกับเป้าหมายและสภาพผิวควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมินก่อนตัดสินใจ

หากคุณกำลังลังเลว่า Ellanse หรือ Radiesse เหมาะกับผิวและโครงหน้าของคุณมากกว่ากัน ที่ BeautyStone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล เรามีบริการปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แอด LINE มาปรึกษาคุณหมอได้เลยนะคะ

บทความแนะนำ

ผู้หญิงปรึกษาแพทย์เรื่องลำดับการฉีด Sculptra และการทำ Liftingรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีด Sculptra แล้วทำ Lifting ได้เมื่อไหร่ ควรเว้นระยะห่างแค่ไหน?

Sculptra ค่อย ๆ กระตุ้นคอลลาเจน ส่วน HIFU และ RF ทำงานด้วยความร้อนในชั้นผิวชุดเดียวกัน ลำดับและระยะห่างจึงมีผลกับผลลัพธ์มากกว่าที่คิดนะคะ

ฟิลเลอร์สะโพก บวมและช้ำหลังทำ ไทม์ไลน์การฟื้นตัวรูปหน้าและวอลุ่ม

ฟิลเลอร์สะโพก บวมและช้ำกี่วันหาย? ดูแลยังไงให้ฟื้นตัวเร็ว

หลังฉีดฟิลเลอร์สะโพก หลายคนสงสัยว่าอาการบวมและช้ำจะอยู่นานแค่ไหน โดยทั่วไปอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 7–14 วัน และสามารถดูแลตัวเองให้ฟื้นตัวเร็วขึ้นได้ด้วยวิธีที่ถูกต้อง

Titanium Lifting ช่วยเรื่องรูปหน้าและผิวแดงได้ด้วยจริงไหมรูปหน้าและวอลุ่ม

Titanium Lifting ช่วยเรื่องรูปหน้าและผิวแดงได้ด้วยจริงไหม

หลายคนทำ Titanium Lifting เพราะอยากยกกระชับ แต่กลับรู้สึกว่าไลน์กรามคมขึ้นและผิวแดงลดลงด้วย บทความนี้อธิบายว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น และคาดหวังได้แค่ไหนค่ะ

บทความล่าสุด

ภาพปกบทความเรื่องการใช้เครื่องความงามที่บ้านร่วมกับหัตถการที่คลินิกผิวหนัง

เครื่องความงามที่บ้าน ต้องพักตอนไหนก่อนและหลังทำหัตถการ?

จำนวนวันที่ต้องพักเครื่องความงามหลังทำหัตถการไม่ได้มาจากผลการทดลอง แต่มาจากธรรมเนียมของแต่ละคลินิก บทความนี้จัดระเบียบวิธีคิดจากสภาพผิว 4 อย่าง แยกตามชนิดของเครื่อง

ผู้หญิงเปิดปฏิทินดูวันว่างเพื่อวางแผนนัดหมายผิวหนัง

ประจำเดือนมีผลต่อความเจ็บและอาการบวมหลังทำหัตถการไหม

รวมสิ่งที่งานวิจัยรายงานไว้เกี่ยวกับรอบเดือนกับความไวต่อความเจ็บและอาการบวมน้ำ พร้อมแนวทางเลือกวันนัดหัตถการที่ใช้ได้จริง

ผู้หญิงปรึกษาแพทย์เรื่องหัตถการคลื่นวิทยุบริเวณรอบดวงตาลิฟติ้ง

ทำ InMode FX ที่รอบดวงตาและใต้ตาได้ไหม? ขอบเขตที่ควรรู้

InMode FX ออกแบบมาโดยคิดถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง แต่ผิวรอบดวงตาบางและมีไขมันรองรับน้อย เงื่อนไขจึงเปลี่ยนไป มาดูกันว่าขอบเขตที่พอพิจารณาได้อยู่ตรงไหน และต้องระวังอะไรบ้างนะคะ

การ์ดตั้งคำถามว่าทำไมผลของ Sofwave ถึงรู้สึกไม่ชัดในช่วงแรกลิฟติ้ง

ทำ Sofwave แล้วยังไม่เห็นผล? 4 ตัวแปรที่ควรเช็ก

ความรู้สึกหลังทำ Sofwave ต่างกันได้มาก แม้จะใช้เครื่องเดียวกัน บทความนี้ไล่ให้ดูทีละข้อว่าความหนาผิว ชนิดของความหย่อนคล้อย บริเวณที่ทำ และช่วงเวลาที่ประเมิน ส่งผลต่อสิ่งที่คุณมองเห็นอย่างไร

ผู้หญิงปรึกษาแพทย์เรื่องลำดับการฉีด Sculptra และการทำ Liftingรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีด Sculptra แล้วทำ Lifting ได้เมื่อไหร่ ควรเว้นระยะห่างแค่ไหน?

Sculptra ค่อย ๆ กระตุ้นคอลลาเจน ส่วน HIFU และ RF ทำงานด้วยความร้อนในชั้นผิวชุดเดียวกัน ลำดับและระยะห่างจึงมีผลกับผลลัพธ์มากกว่าที่คิดนะคะ

ผู้หญิงส่องกระจกตอนเช้าหลังนอนดึก สังเกตผิวหมองและรอยคล้ำใต้ตาผิวหนัง

นอนน้อยติดกันหลายคืน ผิวฟื้นตัวช้าลงจนกระทบผลหัตถการจริงไหม?

นอนดึกติดกันหลายคืนแล้วผิวดูโทรมลง ไม่ได้เป็นแค่ความรู้สึก บทความนี้รวมกลไกการซ่อมแซมผิวช่วงหลับ ผลต่อการฟื้นตัวหลังทำหัตถการ และแนวทางจัดเวลานอนก่อนและหลังวันนัด

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors