Juvelook Volume คู่กับ Rejuran ทำอะไรก่อนดี? จัดลำดับให้เข้าใจง่าย
Juvelook Volume ช่วยเติมโครงหน้าที่ยุบ ส่วน Rejuran ดูแลผิวจากข้างใน บทความนี้จะพาไปดูว่าถ้าทำทั้งคู่ ควรเริ่มจากอะไรก่อน เว้นระยะยังไง และแบ่งจุดแบบไหน

เคยส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าแก้มเริ่มยุบ กรอบหน้าไม่คมเท่าเดิม แถมผิวก็ดูไม่แน่นไม่ฟูเหมือนก่อนไหมคะ? หลายคนเจอสองปัญหานี้พร้อมกัน คือทั้งอยากเติมวอลลุ่มให้หน้าดูอิ่มขึ้น และอยากให้ผิวเนียนเรียบมีน้ำมีนวลไปด้วย พอมองหาทางแก้ก็มักจะเจอชื่อ Juvelook Volume กับ Rejuran ควบคู่กันบ่อย ๆ แล้วก็สงสัยต่อว่าถ้าจะทำทั้งคู่ ควรเริ่มจากอะไรก่อนดี
จริง ๆ แล้วสองตัวนี้ทำหน้าที่คนละอย่างกัน ตัวหนึ่งเน้นเติมโครงสร้างที่ยุบ อีกตัวเน้นดูแลเนื้อผิว เลยกลายเป็นคู่ที่หลายคนวางแผนทำร่วมกัน บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่าถ้าทำทั้ง Juvelook Volume และ Rejuran ควรจัดลำดับก่อน-หลังอย่างไร เว้นระยะห่างแค่ไหน และแบ่งจุดบนใบหน้าแบบไหนถึงจะเข้าที่ พร้อมแนะนำแนวทางการดูแลแบบเข้าใจง่าย ไปดูกันเลยค่ะ
Juvelook Volume กับ Rejuran ต่างกันยังไง?
ก่อนจะไปเรื่องลำดับ เรามาทำความรู้จักสองตัวนี้กันก่อน เพราะพอเข้าใจว่าแต่ละตัวทำอะไร ก็จะเห็นภาพว่าทำไมถึงเอามาทำคู่กันได้ดี
Juvelook Volume เป็นสารเติมเต็มที่มีส่วนผสมของ PDLLA (Poly-D,L-Lactic Acid) ร่วมกับกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid: HA) แบบไม่เชื่อมโครงข่าย ฉีดเข้าไปในชั้นผิวเพื่อช่วยพยุงโครงหน้าตรงจุดที่ยุบ และค่อย ๆ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของผิวเราเอง* พูดง่าย ๆ คือมันเข้าไปช่วยเติมส่วนที่แฟบให้ดูอิ่มขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป มักเหมาะกับบริเวณที่วอลลุ่มหายไปเป็นผืน เช่น แก้มตอบหรือขมับที่ดูโหล
ส่วน Rejuran เป็นสกินบูสเตอร์ (Skin Booster) ที่มีสารหลักเป็น PN (Polynucleotide) ซึ่งสกัดจาก DNA ปลาแซลมอน จุดเด่นของมันคือเข้าไปดูแลสุขภาพผิวจากข้างใน ช่วยเรื่องความเนียน ความชุ่มชื้น และความยืดหยุ่นของผิว ไม่ได้เน้นเติมส่วนที่ยุบลึก แต่เน้นปรับเนื้อผิวให้ดูดีขึ้นจากภายใน *PDLLA : สารที่ย่อยสลายได้เอง มีส่วนช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
ถ้าเทียบให้เห็นภาพ Juvelook Volume ก็เหมือนคนที่มาช่วย "พยุงโครงสร้าง" ส่วน Rejuran คือคนที่มาช่วย "ขัดเกลาเนื้อผิว" ให้ดูดีขึ้น เป้าหมายไม่ทับกัน เลยช่วยเติมเต็มในจุดที่อีกตัวเข้าไม่ถึงได้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายคนถึงเลือกวางแผนทำทั้งคู่
ควรทำอะไรก่อนดี? หลักคิดเรื่องลำดับ
โดยทั่วไปแล้ว หลักคิดพื้นฐานคือเติมโครงสร้างที่เป็นฐานก่อน แล้วค่อยมาดูแลเนื้อผิวทีหลัง นั่นคือทำ Juvelook Volume เพื่อวางวอลลุ่มให้กรอบหน้าเข้าที่ก่อน แล้วจึงตามด้วย Rejuran เพื่อเก็บรายละเอียดผิว เพราะเมื่อโครงหน้าลงตัวระดับหนึ่งแล้ว การมาปรับเนื้อผิวทีหลังจะช่วยให้มองเห็นภาพรวมของผลลัพธ์ได้ชัดขึ้น
แต่ทั้งนี้ก็ไม่ใช่กฎตายตัวนะคะ ถ้าใครที่ผิวแห้งมาก ผิวหยาบกร้าน หรือมีปัญหาเรื่องเนื้อผิวเป็นหลัก คุณหมอบางท่านอาจแนะนำให้เริ่มจาก Rejuran เพื่อปรับสภาพผิวให้พร้อมก่อน แล้วค่อยพิจารณาเรื่องวอลลุ่มทีหลังก็ได้เหมือนกัน สรุปคือจะเริ่มจากอะไรก่อน ขึ้นอยู่กับว่าตอนนี้อะไรเป็นปัญหาหลัก และสภาพผิวของแต่ละคนเป็นแบบไหน
อีกเรื่องที่หลายคนสงสัยคือ จะทำสองอย่างในวันเดียวเลยดีไหม หรือควรแยกวันดี? โดยส่วนใหญ่มักแนะนำให้แบ่งทำเป็นขั้นตอน เว้นระยะกันสักหน่อย เพื่อให้สังเกตอาการบวมหรือปฏิกิริยาของผิวจากแต่ละตัวได้ง่ายขึ้น แต่ในบางกรณีที่อยากลดจำนวนครั้งการเดินทาง ก็อาจพิจารณาทำในวันเดียวกันได้ ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินตามตารางเวลาและสภาพผิวของคุณก่อนตัดสินใจ
ระยะห่างและการแบ่งจุดที่เหมาะสม
ผลลัพธ์และจังหวะเวลาของแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเอง ตรงนี้จะสรุปแนวทางคร่าว ๆ เรื่องระยะห่างและการแบ่งจุดให้เห็นภาพ แต่ตารางจริงควรปรับตามการตอบสนองของผิวไปเรื่อย ๆ ค่ะ
| หัวข้อ | Juvelook Volume | Rejuran |
|---|---|---|
| หน้าที่หลัก | เติมวอลลุ่มที่ยุบ | ดูแลเนื้อผิว ความชุ่มชื้น |
| จุดที่เหมาะ | แก้มตอบ ขมับโหล | ผิวหน้าโดยรวม |
| ลำดับ-ระยะห่าง | ทำก่อน | เว้นสักไม่กี่สัปดาห์ |
ถ้าวางแผนทำต่อเนื่องกัน แนวทางที่มักใช้คือ เริ่มจากเติมวอลลุ่มด้วย Juvelook Volume ก่อน แล้วรอให้อาการบวมหรือจ้ำเลือดเล็ก ๆ ค่อย ๆ ยุบลง เว้นระยะสักไม่กี่สัปดาห์ แล้วจึงค่อยมาต่อด้วย Rejuran เหตุผลที่ต้องเว้นระยะ ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้แยกแยะปฏิกิริยาของแต่ละตัวได้ง่าย หากมีอาการอะไรจะได้รู้ว่ามาจากตัวไหน
ส่วนการแบ่งจุด พูดง่าย ๆ คือให้แบ่งตามหน้าที่ บริเวณที่ยุบหรือตอบเป็นผืนชัด ๆ ก็ให้ Juvelook Volume ดูแล ส่วนบริเวณที่อยากปรับเนื้อผิวให้เนียนแน่นขึ้นก็ให้ Rejuran ดูแล การแบ่งแบบนี้จะช่วยให้วางแผนได้ง่ายขึ้น แต่จำนวนครั้งและระยะห่างที่เหมาะสมนั้น แพทย์จะเป็นผู้ประเมินเป็นรายบุคคล จึงไม่ควรกำหนดตายตัวไว้ล่วงหน้า ค่อย ๆ ปรับตามผลที่เห็นจะดีกว่าค่ะ
ผลข้างเคียงและสิ่งที่ควรระวัง
เนื่องจากทั้งสองเป็นหัตถการแบบฉีด หลังทำอาจมีรอยแดง บวม จ้ำเลือดเล็กน้อย หรือรู้สึกเป็นตุ่มแข็ง ๆ ตรงจุดที่ฉีดได้ ซึ่งส่วนใหญ่มักค่อย ๆ ยุบและหายได้เองภายในไม่กี่วันถึงประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่หากมีอาการปวดหรือบวมมาก หรืออาการผิดปกติที่เป็นนาน ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที และการทำสองตัวร่วมกันก็ไม่ได้แปลว่าผลลัพธ์จะบวกกันแบบตรง ๆ เพราะผลที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
ใครที่ยังไม่เหมาะกับการทำ?
มีบางกลุ่มที่ควรเลี่ยงหรือปรึกษาแพทย์ก่อนเป็นพิเศษ เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองค่ะ ลองเช็กง่าย ๆ ว่าเข้าข่ายไหม
- กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของ Juvelook Volume หรือ Rejuran
- มีแผลหรือการอักเสบตรงบริเวณที่จะฉีด
- เป็นแผลเป็นคีลอยด์ได้ง่าย
หลังทำในช่วงแรก แนะนำให้เลี่ยงการถู นวด หรือโดนความร้อนแรง ๆ ตรงจุดที่ฉีด และควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในคลินิกที่ได้มาตรฐานเสมอ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายและจำนวนครั้ง ราคาที่คลินิกในกรุงโซล อาจเปลี่ยนแปลงได้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หน้าราคา หรือสอบถามคุณหมอตอนเข้าปรึกษาได้เลยค่ะ
สรุป
Juvelook Volume ช่วยเรื่องวอลลุ่มที่เป็นโครงสร้าง ส่วน Rejuran ดูแลเนื้อผิวและความชุ่มชื้น เป้าหมายไม่ทับกันจึงทำร่วมกันได้ดี หลักคิดเรื่องลำดับคือเติมวอลลุ่มที่เป็นฐานก่อน แล้วค่อยดูแลเนื้อผิวทีหลัง แต่ก็อาจสลับได้ตามว่าตอนนี้อะไรเป็นปัญหาหลัก ส่วนระยะห่างมักเว้นสักไม่กี่สัปดาห์ และแบ่งจุดตามหน้าที่จะช่วยให้วางแผนง่ายขึ้น
ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และหัตถการแบบฉีดก็มีความเสี่ยงที่ควรทำความเข้าใจ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจ ที่ BeautyStone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล เรามีบริการปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย หากคุณกำลังกังวลว่าจะเริ่มดูแลวอลลุ่มหรือเนื้อผิวก่อนดี แอด LINE มาปรึกษาคุณหมอได้เลยนะคะ









