Radiesse คืออะไร? ต่างจากฟิลเลอร์ HA ตรงไหน
Radiesse ใช้ CaHA เป็นโครงให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นใหม่ จึงให้ความแน่นของผิวมากกว่าการเติมวอลลุ่มแบบฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิก

วางแผนมาโซล
กำลังวางแผนมาโซลอยู่ใช่ไหม?
เคยไหมคะ อ่านรีวิวแล้วเจอชื่อ Radiesse วางอยู่ข้าง ๆ ฟิลเลอร์ (Filler) เสมอ จนเข้าใจไปว่ามันคือฟิลเลอร์อีกยี่ห้อหนึ่ง
จริง ๆ แล้วเนื้อสารของ Radiesse อยู่คนละกลุ่มกับฟิลเลอร์ที่หลายคนคุ้นเคย และวิธีที่มันทำให้ผิวเปลี่ยนไปก็ต่างกันพอสมควร
ความต่างตรงนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันเป็นตัวกำหนดว่าควรฉีดบริเวณไหน เจือจางแค่ไหน และผลลัพธ์จะอยู่กับเรานานเท่าไหร่
บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณไปเจาะดูว่า Radiesse ทำจากอะไร ทำงานยังไง ต่างจากฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกตรงไหน และมีข้อควรระวังอะไรบ้าง พร้อมแนะนำแนวทางการดูแลค่ะ
Radiesse คืออะไร ทำจากอะไร?
คำตอบสั้น ๆ คือ Radiesse เป็นสารฉีดของ Merz ซึ่งเป็นผู้ผลิตเดียวกับ Ulthera โดยได้รับการอนุมัติจาก US FDA ตั้งแต่ปี 2006 ในฐานะสารสำหรับฟื้นวอลลุ่มของใบหน้า
ส่วนประกอบหลักคือ CaHA (Calcium Hydroxylapatite) ซึ่งเป็นแร่ธาตุกลุ่มเดียวกับที่พบได้ในกระดูกและฟันของเราเอง เนื้อสารจึงมีลักษณะขาวขุ่น ไม่ใสเหมือนเจลของฟิลเลอร์ทั่วไป
เพราะเป็นสารที่ร่างกายคุ้นเคยอยู่แล้ว โดยทั่วไปจึงถือว่าเข้ากันได้กับเนื้อเยื่อค่อนข้างดี แต่ความเข้ากันได้ไม่ได้แปลว่าฉีดยังไงก็ได้ เทคนิคและตำแหน่งยังคงเป็นตัวชี้ผลลัพธ์อยู่ดี

กลไก CaHA กระตุ้นคอลลาเจนได้ยังไง
CaHA ไม่ได้ทำงานด้วยการอุ้มน้ำแบบกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid: HA) แต่ทำหน้าที่เป็นโครงให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาใหม่รอบ ๆ เนื้อสาร
พูดง่าย ๆ คือเหมือนวางโครงตาข่ายบาง ๆ ไว้ใต้ผิว แล้วปล่อยให้ร่างกายค่อย ๆ ถักเส้นใยของตัวเองขึ้นมาเกาะกับโครงนั้น ผลลัพธ์จึงไม่ได้มาพร้อมกันในวันเดียว แต่ค่อยเป็นค่อยไปตามการทำงานของผิว
จุดที่น่าสนใจคือรูปแบบการฉีดเป็นตัวกำหนดว่าคอลลาเจนจะไปเกิดขึ้นแบบไหน ถ้าฉีดแบบเข้มข้นและลงลึกในจุดเดียว คอลลาเจนที่เกิดขึ้นจะกระจุกตัว ผลที่ได้จึงออกมาเป็นวอลลุ่มของโครงหน้า
ในทางกลับกัน ถ้าเจือจางแล้วฉีดกระจายในชั้นที่ตื้นกว่า คอลลาเจนจะเกิดขึ้นแบบกระจายตัวไปตามแนวริ้วรอย ผลที่ได้จึงออกมาเป็นผิวที่ดูแน่นขึ้นและผิวเรียบเนียนขึ้น มากกว่าการเพิ่มปริมาตร

Radiesse กับฟิลเลอร์ HA ต่างกันตรงไหน?
คำตอบสั้น ๆ คือ Radiesse เน้นความแน่นของผิวพร้อมวอลลุ่มบางส่วน ส่วนฟิลเลอร์ HA เน้นการเติมวอลลุ่มเป็นหลัก ตารางด้านล่างเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้น
| หัวข้อ | Radiesse | ฟิลเลอร์ HA |
|---|---|---|
| ส่วนประกอบ | CaHA | กรดไฮยาลูโรนิก |
| วิธีทำงาน | กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ | อุ้มน้ำและเติมเต็มช่องว่างที่ฉีดเข้าไป |
| บริเวณที่มักใช้ | ริ้วรอยที่คอ ริ้วรอยรอบปาก หลังมือ และการเสริมวอลลุ่ม | การเติมวอลลุ่มและริ้วรอยแนวขวางที่คอ |
| ระยะเวลาโดยทั่วไป | วอลลุ่มมักลดลงราว 60% เมื่อครบราว 1 ปี | มักอยู่ได้ราว 2 ปี |
| สิ่งที่ได้เป็นหลัก | ความแน่นของผิว และวอลลุ่มบางส่วน | วอลลุ่มเป็นหลัก |
สรุปให้ง่ายกว่านั้นคือ ถ้าโจทย์คือช่องว่างที่ยุบลงชัดเจน ฟิลเลอร์ HA มักตอบโจทย์ตรงกว่า แต่ถ้าโจทย์คือผิวที่ดูไม่แน่นเหมือนเดิมและกรอบหน้าไม่คมเท่าเดิม Radiesse เป็นอีกแนวทางที่แพทย์มักหยิบมาพิจารณา

ฉีดตรงไหนได้บ้าง และการเจือจางสำคัญยังไง
การใช้งานของ Radiesse แบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ตามอัตราการเจือจาง ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าผลจะออกมาเป็นวอลลุ่มหรือความแน่นของผิว
กลุ่มแรกคือคางและสันจมูก มักฉีดแบบไม่เจือจางหรือเจือจางในอัตราประมาณ 1:1 เพราะเป้าหมายคือวอลลุ่มที่ชัดเจนในจุดนั้น
กลุ่มที่สองคือหลังมือ ริ้วรอยรอบปาก และริ้วรอยที่คอ มักเจือจางมากขึ้นประมาณ 1:2 เพื่อให้คอลลาเจนกระจายตัวไปตามแนวริ้วรอย ผลที่ได้จึงเป็นผิวที่ดูเรียบและแน่นขึ้น มากกว่าการเพิ่มปริมาตร
การฉีดทำได้ทั้งด้วยเข็มและ cannula ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ความลึก และลักษณะผิวของแต่ละคน แพทย์จะเป็นผู้ประเมินเป็นรายบุคคลว่าควรใช้อัตราเจือจางเท่าไหร่และเข้าชั้นไหน
รายละเอียดค่าใช้จ่ายของคลินิกในกรุงโซลดูได้ที่ หน้าราคา ทั้งนี้ราคาที่คลินิกในกรุงโซลอาจเปลี่ยนแปลงได้ จึงควรยืนยันกับทีมงานอีกครั้งก่อนนัดหมายค่ะ

ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน ต้องทำซ้ำเมื่อไหร่?
เมื่อใช้เพื่อเป้าหมายด้านวอลลุ่ม มีข้อมูลว่าวอลลุ่มมักลดลงราว 60% เมื่อครบราว 1 ปี ซึ่งถือว่าสั้นกว่าฟิลเลอร์ HA ที่โดยทั่วไปมักอยู่ได้ราว 2 ปี
ระยะเวลานี้ขึ้นอยู่กับการเผาผลาญของแต่ละคนและบริเวณที่ฉีดด้วย บริเวณที่ขยับบ่อยตามการแสดงสีหน้ามักลดลงเร็วกว่าบริเวณที่นิ่งกว่า
ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเอง จังหวะที่เหมาะสมในการทำซ้ำจึงควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมินจากผิวจริง มากกว่านับตามปฏิทินอย่างเดียว
อีกเรื่องที่มักเข้าใจคลาดเคลื่อนคือการคาดหวังว่าจะเห็นวอลลุ่มเต็มที่ตั้งแต่วันแรก ส่วนที่เห็นในช่วงแรกมักมาจากตัวเนื้อสารเอง ส่วนความแน่นที่มาจากคอลลาเจนใหม่จะค่อย ๆ ตามมาในสัปดาห์ถัด ๆ ไป

ผลข้างเคียง ตุ่มนูนใต้ผิว และข้อควรระวัง
ผลข้างเคียงที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุดของ Radiesse คือตุ่มนูนหรือก้อนใต้ผิว ซึ่งภาษาทางการแพทย์เรียกว่า Nodule
สาเหตุที่พบบ่อยคือเนื้อสารไปกระจุกอยู่ในจุดเดียวมากเกินไป ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งเทคนิคการฉีด อัตราการเจือจาง และขั้นตอนการผสมให้เนื้อสารเข้ากันดีก่อนฉีด
หลังฉีดอาจมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อย ซึ่งมักหายได้เองภายใน 1-3 วัน แต่หากคลำเจอก้อนแข็งที่ไม่ยุบลง ปวดมากผิดปกติ หรือผิวเปลี่ยนสีผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
มีบางกลุ่มที่ควรแจ้งแพทย์ก่อนเสมอ เพื่อประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล
| กรณี | คำแนะนำเบื้องต้น |
|---|---|
| กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร | เลื่อนออกไปก่อน และปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ |
| มีการอักเสบหรือแผลบริเวณที่จะฉีด | รอให้ผิวสงบก่อน จึงค่อยนัดหมาย |
| มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของสารเติมเต็ม | แจ้งประวัติให้ครบก่อนเข้ารับการประเมิน |
| เคยฉีดสารเติมเต็มชนิดอื่นในบริเวณเดียวกัน | แจ้งชนิดและช่วงเวลาที่ฉีด เพื่อวางแผนชั้นและตำแหน่ง |
สรุป Radiesse เหมาะกับใคร
สรุปสั้น ๆ Radiesse ทำงานด้วย CaHA ที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นใหม่ อัตราการเจือจางเป็นตัวกำหนดว่าผลจะออกมาเป็นวอลลุ่มหรือความแน่นของผิว โดยทั่วไปวอลลุ่มมักลดลงราว 60% เมื่อครบราว 1 ปี และตุ่มนูนใต้ผิวมีโอกาสเกิดน้อยแต่ยังมีอยู่
ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจ
หากคุณกำลังกังวลว่าผิวดูไม่แน่นเหมือนเดิมจนไม่แน่ใจว่าควรเลือกฟิลเลอร์หรือ Radiesse ทักแอด LINE มาปรึกษาคุณหมอที่ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซลได้เลยนะคะ ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย





