Oligio Tight ต่างจาก HIFU ตัวอื่นยังไง? คำตอบอยู่ที่ความลึก
Oligio Tight เป็น HIFU ที่เลือกและกระจายความลึกได้ภายในการทำครั้งเดียว ผลลัพธ์จึงไม่ได้ตัดสินที่จำนวนช็อต แต่อยู่ที่ว่าช็อตถูกแบ่งลงชั้นไหนในบริเวณไหน
เคยไหม นั่งอ่านรีวิวยกกระชับจนตาลาย แล้วก็เจอคำถามเดิมวนอยู่ในหัว Oligio Tight มันก็คือ HIFU เหมือน Ulthera กับ Shurink ไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงต้องแยกออกมาเป็นอีกชื่อ
พูดง่าย ๆ คือใบหน้าของเราไม่ได้มีผิวชั้นเดียว ความหย่อนคล้อยที่เห็นในกระจกจึงไม่ได้มาจากชั้นเดียวเช่นกัน การทาครีมหรือนวดหน้าช่วยดูแลได้ในระดับผิวด้านนอก แต่ชั้นที่รั้งใบหน้าไว้อยู่ลึกกว่านั้นมาก และนั่นคือจุดที่หัตถการเข้ามาช่วย
บทความนี้ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล จะพาคุณไปดูว่า Oligio Tight ต่างจาก HIFU ตัวอื่นตรงไหน แต่ละความลึกทำงานกับปัญหาแบบใด และควรเช็กอะไรก่อนตัดสินใจ พร้อมแนะนำแนวทางการดูแลตัวเองค่ะ
Oligio Tight คืออะไร ต่างจาก HIFU ตัวอื่นตรงไหน
Oligio Tight เป็นหัตถการยกกระชับที่ใช้ HIFU (High Intensity Focused Ultrasound) หรือคลื่นเสียงความเข้มสูงแบบโฟกัส ส่งพลังงานไปรวมกันเป็นจุดความร้อนเล็ก ๆ ในชั้นผิวที่กำหนดไว้ เพื่อให้คอลลาเจนหดตัวและสร้างขึ้นใหม่
จุดที่ต่างออกไปคือการเลือกความลึก โดยทั่วไป HIFU หลายรุ่นจะใช้วิธีเปลี่ยนหัวคาร์ทริดจ์เพื่อสลับระดับ 1.5 3.0 และ 4.5 มิลลิเมตร ส่วน Oligio Tight ออกแบบมาให้เลือกและกระจายความลึกตามแต่ละบริเวณได้ภายในการทำครั้งเดียว
ฟังดูเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่ในทางปฏิบัติมันเปลี่ยนวิธีวางแผนไปเลย เพราะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถออกแบบได้ว่าโหนกแก้มควรลงชั้นไหน แนวกรามควรลงชั้นไหน แทนที่จะใช้ความลึกเดียวทั้งใบหน้า

ทำไม HIFU เหมือนกัน แต่บางคนเห็นผล บางคนไม่เห็น
ตอบสั้น ๆ ก่อนเลย เพราะความหย่อนของแต่ละคนอยู่คนละชั้นกัน ถ้าพลังงานลงไปไม่ตรงชั้นที่เป็นปัญหา ผลที่ได้ก็จะรู้สึกเบากว่าที่คาดไว้
ผิวหน้าเราเรียงเป็นชั้น ตั้งแต่หนังกำพร้า หนังแท้ ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ไปจนถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นพังผืดที่ทำหน้าที่รั้งใบหน้าเอาไว้ คนที่ปัญหาหลักอยู่ที่ผิวไม่แน่นและรูขุมขนกว้าง กับคนที่ปัญหาอยู่ที่กรอบหน้าไม่คมเหมือนเดิม จึงต้องการชั้นที่ถูกกระตุ้นคนละชั้นกัน
ที่เจอบ่อยคือความเข้าใจว่ายิ่งลึกยิ่งแรง เลยขอลง 4.5 มิลลิเมตรอย่างเดียวทั้งหน้า ผลที่ได้มักเป็นแบบที่หลายคนบ่นว่ารู้สึกว่ากรอบหน้าขยับขึ้นแล้ว แต่ผิวยังดูเหมือนเดิม ในทางกลับกัน ถ้าลง 1.5 มิลลิเมตรอย่างเดียว ผิวจะดูเรียบขึ้นแต่แนวที่หย่อนยังอยู่ที่เดิม คุณค่าจริงของ Oligio Tight จึงอยู่ที่การผสมความลึกให้เข้ากับหน้าของแต่ละคน

ความลึก 1.5 3.0 และ 4.5 มิลลิเมตร แต่ละชั้นทำงานกับอะไร
| ความลึก | ชั้นที่พลังงานไปถึง | มักใช้กับปัญหาแบบไหน |
|---|---|---|
| 1.5 มิลลิเมตร | ชั้นหนังแท้ระดับกลาง | ริ้วรอยตื้น รูขุมขน และผิวที่ดูไม่เรียบเนียน |
| 3.0 มิลลิเมตร | รอยต่อระหว่างหนังแท้ชั้นลึกกับชั้นไขมัน | ความอิ่มของแก้มที่ลดลง และร่องที่เริ่มลึกขึ้น |
| 4.5 มิลลิเมตร | ชั้น SMAS | ความหย่อนคล้อย และกรอบหน้าที่ไม่คมเหมือนเดิม |
พอเห็นตารางนี้แล้วจะเข้าใจว่า ทำไมคำถามที่ว่าใช้กี่ช็อตถึงตอบอะไรได้ไม่มาก สมมติว่าทำ 300 ช็อตเท่ากันสองคน คนหนึ่งลง 4.5 มิลลิเมตรไป 200 ช็อตแล้วที่เหลือลง 3.0 อีกคนแบ่งเท่า ๆ กันสามชั้น ผลลัพธ์ที่ออกมาย่อมเป็นคนละแบบ
สิ่งที่ควรคุยกับแพทย์จึงไม่ใช่ตัวเลขรวม แต่เป็นการแบ่งช็อตลงแต่ละความลึกในแต่ละบริเวณ ทั้งนี้แพทย์จะเป็นผู้ประเมินเป็นรายบุคคลจากสภาพผิวและโครงหน้าจริง

เหมาะกับใคร และใครที่ควรพิจารณาทางอื่นก่อน
Oligio Tight มักตอบโจทย์คนที่อยากดูแลทั้งผิวและความหย่อนไปพร้อมกัน โดยเฉพาะคนที่เคยทำ HIFU มาแล้วรู้สึกว่าผลเริ่มเบาลงเพราะลงความลึกเดิมซ้ำ ๆ การจัดแผนความลึกใหม่มักให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป
แต่ก็มีเคสที่ควรชะลอไว้ก่อน เคยมีคนไข้วัยห้าสิบต้น ๆ เดินเข้ามาบอกว่าอยากทำรวดเดียวให้จบ พอดูจริง ๆ แล้วปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ชั้น SMAS แต่เป็นร่องแก้มและร่องมุมปากที่ลงตัวแล้ว ร่วมกับผิวที่บางลง กรณีแบบนี้ HIFU อย่างเดียวมักไปไม่ถึงเส้นที่เจ้าตัวอยากได้ แผนที่แนะนำจึงเป็นสองขั้น คือดูแลด้วยหัตถการกลุ่มคลื่นวิทยุก่อน แล้วค่อยใช้ Oligio Tight ที่ระดับ 1.5 และ 3.0 มิลลิเมตรมาเก็บพื้นผิวทีหลัง
- ผิวบางและมีไขมันบนใบหน้าน้อย ควรระวังการลง 4.5 มิลลิเมตรมากเกินไป เพราะแก้มอาจดูยุบลง
- เพิ่งทำ HIFU ตัวอื่นมา โดยทั่วไปมักเว้นราว 4 เดือนก่อนเริ่มแผนใหม่
- กำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือมีการอักเสบติดเชื้อที่ผิวบริเวณที่จะทำ ควรเลื่อนออกไปก่อน
- มีโลหะฝังหรือเครื่องกระตุ้นหัวใจ ควรแจ้งแพทย์ก่อนเสมอ

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังที่ควรรู้ก่อนทำ
โดยทั่วไป Oligio Tight มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงรุนแรงน้อย อาการที่พบบ่อยคือผิวแดง บวมเล็กน้อย และรู้สึกระบมเวลาเคี้ยวหรือกดโดน ซึ่งมักหายได้เองภายใน 1-3 วัน หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
อีกเรื่องที่มักเข้าใจผิดคือคำว่าทำแล้วหน้าเล็กลงเพราะผอมลง จริง ๆ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือไขมันบางส่วนถูกสลาย เพราะการลงที่ 4.5 มิลลิเมตรจะผ่านชั้นไขมันที่อยู่เหนือ SMAS ด้วย คนที่หน้าบางอยู่แล้วจึงควรคุมสัดส่วนช็อตที่ระดับนี้ ไม่อย่างนั้นแก้มอาจดูโทรมลงแทนที่จะกระชับขึ้น
ส่วนความอยู่ได้นาน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ราว 6-9 เดือนสำหรับผลจากการหดตัวของคอลลาเจน ส่วนคอลลาเจนที่สร้างใหม่จะอยู่ต่อได้นานกว่านั้น เมื่อครบราวหนึ่งปีจึงไม่ได้กลับไปเท่าจุดเริ่มต้นเสียทีเดียว หลายคนเลือกกลับมาเก็บบางบริเวณที่ราวเดือนที่ 6 ซึ่งมักดูต่อเนื่องกว่า ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ค่าใช้จ่ายที่คลินิกในกรุงโซลดูได้ที่ หน้าราคา และอาจเปลี่ยนแปลงได้

สรุป อยู่ที่การแบ่งความลึก ไม่ใช่จำนวนช็อต
สรุปสั้น ๆ Oligio Tight เป็น HIFU ที่เลือกความลึก 1.5 3.0 และ 4.5 มิลลิเมตรได้ภายในการทำครั้งเดียว ผลลัพธ์จึงไม่ได้ตัดสินกันที่จำนวนช็อต แต่อยู่ที่ว่าช็อตเหล่านั้นถูกแบ่งลงชั้นไหน ในบริเวณไหน
ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสภาพผิวและโครงหน้าก่อนตัดสินใจ
หากคุณกำลังลังเลว่ากรอบหน้าที่ดูไม่คมเหมือนเดิมควรเริ่มจากชั้นไหน ทักมาเล่าให้เราฟังได้เลยนะคะ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แอด LINE มาปรึกษาคุณหมอได้เลย


