แก้มวัย 50 ยุบลงหรือไหลลง? เช็กก่อนเติมวอลลุ่ม
แก้มตอบวัย 50 ไม่ได้มาจากสาเหตุเดียว บทความนี้ชวนเช็กว่าของคุณคือยุบลงหรือไหลลง ทำไมเดือนแรกถึงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และควรคุยอะไรกับคุณหมอก่อนเริ่ม
เคยไหมคะ วันไหนที่มองกระจกแล้วรู้สึกว่าแก้มไม่เหมือนเดิม ทั้งที่น้ำหนักตัวไม่ได้ลดลงเลย บางวันคิดว่าแค่แฟบลง บางวันก็รู้สึกเหมือนทั้งหน้าเลื่อนลงมากองแถวร่องแก้ม คำถามที่ตามมาคือควรไปเติมอะไรกลับเข้าไป หรือควรไปดึงขึ้นกันแน่
คำถามนี้สำคัญกว่าที่คิด เพราะหน้าที่แฟบกับหน้าที่เลื่อนลงต้องการแผนคนละแบบ คนที่ผิดหวังกับสิ่งที่ทำไปจำนวนไม่น้อย ไม่ได้ผิดหวังเพราะของไม่ดี แต่เพราะไปแก้โจทย์คนละข้อกับที่ตัวเองมี บทความนี้ Beautystone Clinic จะชวนคุณเช็กก่อนว่าตัวเองอยู่กลุ่มไหน Juvelook Volume เข้ามาช่วยตรงจุดใด และทำไมเดือนแรกถึงมักเงียบจนน่าใจหายค่ะ
แก้มของคุณกำลังยุบลง หรือกำลังไหลลง?
ข่าวดีคือสองแบบนี้แยกกันเองได้ไม่ยากค่ะ ลองส่องกระจกตรง ๆ แล้วก้มหน้าลงนิดหนึ่ง ถ้าเงาใต้โหนกลึกขึ้นแต่ตำแหน่งของเนื้อยังอยู่ที่เดิม แปลว่าเรากำลังพูดถึงปริมาณที่หายไป แต่ถ้าเนื้อแก้มเลื่อนลงมากองจนขอบล่างของใบหน้าดูหนักขึ้น เรากำลังพูดถึงทิศทาง ซึ่งเป็นคนละโจทย์กัน
ที่แยกกันได้แบบนี้ เพราะไขมันบนใบหน้าไม่ได้มีชั้นเดียว ชั้นตื้นให้ความฟูของผิวด้านบน ส่วนชั้นลึกทำหน้าที่คล้ายเสาค้ำอยู่ข้างใต้ มีงานที่ตามถ่ายภาพ CT ของคนกลุ่มเดิมห่างกันเฉลี่ยราว 11 ปี พบว่าชั้นตื้นหายไปราว 11.3% ขณะที่ชั้นลึกหายไปถึง 18.4% เสาค้ำจึงยุบก่อนและยุบมากกว่า พอเสาเตี้ยลง ของที่วางอยู่ข้างบนย่อมเอียงตามลงมา
| สิ่งที่เห็นในกระจก | มักเป็นเรื่องปริมาณ | มักเป็นเรื่องทิศทาง |
|---|---|---|
| เงาใต้โหนกแก้ม | ลึกขึ้นแต่ตำแหน่งเนื้อคงเดิม | ตื้นขึ้นเพราะเนื้อเลื่อนลงแล้ว |
| ร่องแก้ม | เด่นขึ้นตอนยิ้มเป็นหลัก | เด่นแม้ตอนหน้านิ่ง |
| ขอบล่างของใบหน้า | ยังคมพอสมควร | ดูหนักและไม่คมเหมือนเดิม |
| ตอนนอนราบ | เงายังใกล้เคียงของเดิม | หน้าดูดีขึ้นชัดกว่าตอนยืน |
ถ้าคำตอบเทไปทางคอลัมน์ขวาเป็นส่วนใหญ่ การเติมอย่างเดียวอาจให้ภาพไม่ตรงกับที่วาดไว้ในใจ กรณีนี้คุณหมอมักชวนดูเรื่องลิฟติ้ง (Lifting) ประกอบด้วย ส่วนใครที่เทไปทางคอลัมน์กลาง ค่อยอ่านต่อว่าของที่เติมเข้าไปทำงานยังไงค่ะ
Juvelook Volume ไม่ใช่ของที่เห็นผลวันเดียว แล้วมันคืออะไร?
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือนึกว่ามันคือฟิลเลอร์ (Filler) แต่คนละกลุ่มกันค่ะ อย่างแรกใช้กรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid: HA) ดันให้เต็มตั้งแต่วันแรก ส่วนตัวนี้จัดอยู่ในคอลลาเจนบูสเตอร์ ที่ปล่อยอนุภาค PDLLA ให้ค่อย ๆ สลายแล้วชวนผิวสร้างของตัวเองขึ้นมา เทียบง่าย ๆ อย่างแรกคือสอดหมอนใบใหม่ อย่างหลังคือบำรุงดินแล้วรอต้นไม้โต
ความฟูของวันลงเข็มจึงเป็นของชั่วคราวจากตัวทำละลาย และหายไปในไม่กี่วัน ซึ่งอยู่ในแผนตั้งแต่แรก ไม่ใช่ความล้มเหลว ฝั่งหลักฐานมีงานทดลองในผิวของสัตว์ที่อายุมาก ตรวจชิ้นเนื้อสัปดาห์ที่ 8 แล้วเห็นเส้นใยแน่นขึ้นและผิวยืดหยุ่นกว่ากลุ่มควบคุม
อีกอย่างที่วัย 50 ควรเผื่อใจไว้คือ เซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ที่ทำหน้าที่ปั้นคอลลาเจน เดินช้าลงตามอายุ งานนี้จึงกินเวลาเป็นสัปดาห์ และผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลค่ะ
ทำไมเดือนแรกถึงเงียบจนน่าใจหาย?
คนที่ทักมาถามด้วยความกังวลมากที่สุด มักเป็นคนที่ผ่านครั้งแรกมาได้สองถึงสามสัปดาห์ค่ะ วันลงเข็มเห็นแก้มฟูแล้วดีใจ พอถึงวันที่สามความฟูก็หายไป จากนั้นอีกสองสัปดาห์ก็ยังไม่เห็นอะไรขยับ ความรู้สึกว่าเสียเงินฟรีเลยมาเยือนตรงช่วงนี้พอดี ทั้งที่มันคือช่วงที่เงียบที่สุดตามธรรมชาติของมันเอง
| ช่วงเวลา | ที่เห็นจากภายนอก | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ไม่กี่วันแรก | ความฟูชั่วคราวค่อย ๆ หายไป | ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นจุดตั้งต้น |
| สัปดาห์ที่ 2-4 | แทบไม่มีอะไรขยับ | อย่าเพิ่งตัดสิน และอย่าเพิ่งเร่งนัด |
| สัปดาห์ที่ 6-8 | เริ่มเห็นผลของครั้งแรก | ใช้ภาพนี้วางแผนครั้งต่อไป |
| เดือนที่ 3-4 | ภาพรวมมักเข้าที่เมื่อครบแผน | คุยกับคุณหมอเรื่องช่วงคงผล |
ถ้ารู้สึกว่าช้ากว่าที่คิด สิ่งแรกที่ควรทบทวนคือจังหวะของนัด ไม่ใช่ปริมาณต่อครั้งนะคะ เพราะการรวบนัดถัดไปให้เร็วขึ้น มักจบด้วยของที่ใช้รวมมากขึ้นโดยความรู้สึกแทบไม่ต่าง
3 ความเข้าใจผิดที่ทำให้แผนของวัย 50 เพี้ยน
สามข้อนี้เจอบ่อยที่สุดในห้องปรึกษา และทุกข้อทำให้แผนเดินผิดทางตั้งแต่ครั้งแรกค่ะ
- นึกว่าใส่เยอะทีเดียวแล้วจะเห็นผลไวกว่า ทั้งที่คอลลาเจนไม่ได้ขึ้นตามปริมาณแบบหนึ่งต่อหนึ่ง และการกองของไว้ที่เดียวมักลงเอยด้วยตุ่มนูนหรือผิวเป็นคลื่น มากกว่าจะเพิ่มสิ่งที่ตาเห็น
- นึกว่าลงตรงแก้มด้านหน้าจุดเดียวก็พอเหมือนตอนอายุน้อยกว่านี้ ทั้งที่เมื่อเสาค้ำด้านล่างเตี้ยลง การกระจายให้กว้างไปถึงโหนกข้าง ขมับ และแนวกรอบหน้า มักได้ภาพที่ดีกว่า
- นึกว่ายิ่งจบไวยิ่งคุ้ม แต่แผนของวัย 50 โดยทั่วไปมักวางไว้ราว 3-4 ครั้งขึ้นไป เว้นระยะราว 4-6 สัปดาห์ ซึ่งทั้งถี่น้อยกว่าและยาวกว่าแผนของคนวัย 30
ตัวเลขเหล่านี้เป็นกรอบกว้าง ๆ ไม่ใช่สูตรสำเร็จนะคะ ทั้งปริมาณ จุดที่ลง จำนวนรอบ และช่วงห่างของนัด ให้แพทย์ที่ตรวจผิวคุณเป็นคนกำหนด เพราะความหนาบางของเนื้อเยื่อและทิศทางการหย่อนคล้อยของแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย
ใครควรเลื่อนไว้ก่อน และควรถามอะไรที่คลินิก?
ช่วงแรกหลังลงเข็มอาจเจอผิวแดง บวม หรือจ้ำจาง ๆ ตรงจุดที่ทำ ส่วนใหญ่จางไปเองใน 1-3 วัน บางคนคลำเจอเม็ดเล็ก ๆ ซึ่งมักนิ่มลงในภายหลัง แต่ถ้าเจอบวมผิดปกติ ปวดขึ้นเรื่อย ๆ สีผิวเปลี่ยน หรือมีไข้ ให้รีบพบแพทย์ ส่วนกลุ่มด้านล่างควรเลื่อนไว้ก่อน
- ตั้งครรภ์อยู่ หรือกำลังให้นมลูก
- จุดที่จะลงเข็มมีสิวอักเสบ ผื่น หรือการติดเชื้ออยู่
- เคยแพ้ส่วนผสมของตัวผลิตภัณฑ์
- เป็นคนที่แผลนูนหรือคีลอยด์ขึ้นง่าย
- โรคภูมิต้านตนเองยังคุมไม่ค่อยได้ หรือกินยากลุ่มต้านการแข็งตัวของเลือดอยู่
ในวันปรึกษา คำถามที่ช่วยได้มากที่สุดไม่ใช่ต้องใช้กี่ซีซี แต่เป็นสามข้อนี้ คือหน้าของฉันเป็นเรื่องปริมาณหรือทิศทางมากกว่ากัน ถ้ามีเรื่องทิศทางด้วย ควรวางลิฟติ้ง (Lifting) ไว้ตรงไหนของแผน และครั้งถัดไปควรห่างเท่าไหร่กับผิวแบบฉัน สามคำถามนี้พาบทสนทนาไปไกลกว่าการถามราคาอย่างเดียวมากค่ะ
ที่ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล คุณหมอจะดูเป็นรายคนว่าชั้นไหนของคุณที่หายไป และควรเริ่มจากอะไรก่อน ส่วนตัวเลขค่าใช้จ่ายดูได้ที่หน้ารวมราคาและโปรโมชัน เป็นราคาคลินิกในกรุงโซลที่ปรับเปลี่ยนได้
สรุปคือก่อนถามว่าจะเติมเท่าไหร่ ควรตอบให้ได้ก่อนว่าแก้มของคุณกำลังยุบหรือกำลังไหล เพราะคำตอบนั้นกำหนดทั้งแผนและความคาดหวัง ถ้ายังลังเลว่าหน้าตัวเองอยู่กลุ่มไหน แอด LINE มาเล่าให้คุณหมอฟังก่อนได้เลย ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ
คำถามที่พบบ่อย
ฉีดครั้งแรกไปสามสัปดาห์ ยังไม่เห็นอะไรเลย ผิดปกติไหม?
ยังอยู่ในช่วงที่เงียบที่สุดค่ะ ความฟูของวันแรกเป็นของชั่วคราวและหายไปแล้ว ส่วนสิ่งที่มาจากคอลลาเจนมักเริ่มเห็นในช่วงสัปดาห์ที่ 6-8 ตรงนี้จึงยังไม่ใช่จุดที่ควรสรุปว่าได้ผลหรือไม่ได้ผล
หน้าหย่อนด้วย เติมอย่างเดียวพอไหม?
ถ้าเนื้อเลื่อนลงชัดแล้ว การเติมอย่างเดียวมักให้ภาพไม่ตรงกับที่หวังค่ะ ปริมาณกลับมาก็จริง แต่ทิศทางยังอยู่ที่เดิม กรณีนี้ควรให้คุณหมอดูว่าจะวางลิฟติ้ง (Lifting) ไว้ตรงไหน
ขอใส่เยอะ ๆ ทีเดียวให้จบได้ไหม?
ไม่แนะนำค่ะ เพราะของที่ใส่เพิ่มไม่ได้แปลงเป็นผลแบบหนึ่งต่อหนึ่ง และการกองไว้จุดเดียวเสี่ยงเจอตุ่มนูนหรือผิวเป็นคลื่นมากกว่า การแบ่งเป็นหลายครั้งตามที่คุณหมอวางไว้จึงเป็นแนวทางปกติ





