ฟิลเลอร์สะโพก — ทำคนเดียวไม่มีทางได้เส้นสายที่เป็นธรรมชาติ
ทำไมฟิลเลอร์สะโพกอย่างเดียวถึงไม่พอ — ต้องจับคู่กับสคัลพทราถึงจะได้วอลุ่มที่เป็นธรรมชาติจริงๆ


วียองจิน
ผู้อำนวยการ
ฟิลเลอร์สะโพก — ทำคนเดียวไม่มีทางได้เส้นสายที่เป็นธรรมชาติ
พอหน้าร้อนผ่านไปแล้วเริ่มหยิบเสื้อผ้าหนาๆ ออกมาใส่
ก็จะมีคนไข้เดินเข้าคลินิกมาบอกว่า "สะโพกเว้าเข้ามากเลยครับ ใส่กางเกงแล้วทรงไม่สวยเลย"
แล้วก็มักจะถามว่า "แค่ฉีดฟิลเลอร์เติมด้านข้างนิดหน่อย น่าจะพอแล้วใช่ไหมครับ?"
ซึ่งเป็นคำถามที่เข้าใจได้มากครับ
วันนี้ผมจะมาอธิบายให้ฟังว่าทำไมคำตอบนั้นถึงถูกแค่ครึ่งเดียว
มาค่อยๆ ทำความเข้าใจกันครับ
ฟิลเลอร์สะโพก — ชื่อเหมือนกัน แต่บทบาทต่างกัน
ฟิลเลอร์สะโพกคือการฉีดฟิลเลอร์วอลุ่มกลุ่มไฮยาลูโรนิกแอซิด
เข้าไปในบริเวณที่สะโพกเว้าหรือบริเวณวอลุ่มด้านบน
เพื่อเติมเส้นสายที่ขาดหายไปครับ
ต่างจากฟิลเลอร์หน้าตรงที่สะโพกมีพื้นที่กว้างกว่ามาก
และเป็นบริเวณที่รับน้ำหนัก จึงต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความหนืดสูงและคงทนนานกว่า
แต่ตรงนี้แหละที่หลายคนเข้าใจผิดครับ
การใช้ฟิลเลอร์อย่างเดียวเพื่อ "เพิ่มขนาดสะโพกทั้งหมด"
นั้นทำได้ยากมากในทางปฏิบัติครับ
พูดให้ตรงคือฟิลเลอร์มีหน้าที่ "เกลาเส้นสาย"
ส่วนวอลุ่มโดยรวมต้องอาศัยวิธีอื่นเข้าช่วยครับ
ทำไมหวังพึ่งแค่ฟิลเลอร์สะโพกอย่างเดียวถึงดูไม่เป็นธรรมชาติ
เรื่องนี้มันมีความซับซ้อนอยู่นิดนึงครับ
นั่นคือสะโพกเป็นบริเวณที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา
ไม่ว่าจะนั่งลุก หรือเดิน
กล้ามเนื้อและชั้นไขมันต้องเคลื่อนไหวไปพร้อมกันจึงจะดูเป็นธรรมชาติ
แต่ฟิลเลอร์โดยพื้นฐานแล้วเป็นสารที่ "อยู่นิ่ง" ในตำแหน่งที่ฉีดครับ
ถ้าฉีดกระจุกอยู่จุดเดียวมากเกินไป
ตอนนั่งอาจรู้สึกถึงก้อนได้
หรือตอนยืนเส้นสายอาจดูแข็งและเป็นธรรมชาติน้อยลงครับ
ขอเล่าเคสของคนไข้อายุต้น 30 ที่มาเดือนที่แล้วสักหน่อยนะครับ
เธอไปฉีดฟิลเลอร์ที่บริเวณสะโพกเว้าถึง 40cc ในครั้งเดียวที่คลินิกอื่น
แล้วพอผ่านไปประมาณ 3 เดือน
ก็รู้สึกว่าตอนนั่งด้านหนึ่งมันโป่งออกมาผิดปกติจึงมาปรึกษาครับ
ในความเห็นของผม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ
แต่อยู่ที่การใช้ "ฟิลเลอร์อย่างเดียว" โดยไม่มีตัวช่วยอื่นครับ
ชั้นไขมันใต้ผิวหนังบริเวณสะโพกหนากว่าใบหน้า 3–5 เท่า
ดังนั้นถ้าจะเติมด้วยฟิลเลอร์อย่างเดียว ปริมาณที่ต้องใช้จะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ
และความเสี่ยงที่จะเกิดก้อนก็ยิ่งสูงขึ้นตามครับ
ดังนั้นวิธีที่ผมใช้เป็นประจำคือ
การทำฟิลเลอร์ร่วมกับสคัลพทราครับ
สคัลพทราประกอบด้วยสาร PLLA (Poly-L-Lactic Acid)
ซึ่งหลังจากฉีดเข้าไปแล้วจะค่อยๆ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของร่างกายเองในช่วงหลายเดือนครับ
กล่าวคือ ฟิลเลอร์ทำหน้าที่ "เติมส่วนที่เว้าในทันที"
ส่วนสคัลพทราทำหน้าที่ "เพิ่มวอลุ่มโดยรวมในพื้นที่กว้างอย่างนุ่มนวล"
ความลึกที่ฉีดก็ต่างกันด้วยครับ
ฟิลเลอร์ฉีดลงไปในชั้นไขมันส่วนลึก (ประมาณ 15–25 มม.)
ส่วนสคัลพทราจะฉีดในชั้นที่ตื้นกว่าและให้กระจายออกในวงกว้างครับ
การแบ่งระดับความลึกแบบนี้แหละ
ที่ทำให้ได้เส้นสายที่เป็นธรรมชาติทั้งตอนนั่งและตอนยืนครับ
ฟิลเลอร์สะโพก = เกลาเส้นสาย
สคัลพทรา = เพิ่มวอลุ่มโดยรวม
ทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวมักได้ผลลัพธ์ที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ
เมื่อใช้ร่วมกันจึงจะได้สะโพกที่เส้นสายสวยงามและดูเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริงครับ
ผลลัพธ์ฟิลเลอร์สะโพก — คำแนะนำแตกต่างกันตามแต่ละประเภท
แต่ละเคสจะแตกต่างกันออกไปครับ
โดยทั่วไปผมแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ ดังนี้ครับ
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะดีเสมอไปนะครับ
สคัลพทราต้องรอเวลาให้ผลลัพธ์ออกมา
ประมาณ 3–4 เดือนครับ
สำหรับใครที่มีทริปหรือถ่ายงานภายในหนึ่งเดือน
แนะนำให้ทำฟิลเลอร์ก่อน แล้วค่อยเริ่มสคัลพทราทีหลังครับ
แต่สำหรับคนที่ต้องการ "เส้นสายที่เป็นธรรมชาติและอยู่ได้นาน"
การใช้ทั้งสองอย่างร่วมกันยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดครับ
3 คำถามที่ถูกถามมากที่สุดในคลินิกเรื่องฟิลเลอร์สะโพก
Q1. ฉีดฟิลเลอร์แล้วนั่งได้ปกติไหมครับ?
A. วันที่ทำหัตถการควรหลีกเลี่ยงการนั่งนานๆ ครับ
ฟิลเลอร์ที่ฉีดเข้าไปจะใช้เวลาประมาณ 48 ชั่วโมงในการปรับตัวเข้าที่ครับ
ถ้าน้ำหนักกดทับบริเวณจุดเดิมในช่วงนั้น
ทรงอาจถูกบีบจนเสียรูปได้ครับ
กลับไปใช้ชีวิตปกติได้ตั้งแต่วันถัดไป
แต่แนะนำให้หลีกเลี่ยงการขับรถระยะไกลหรือนั่งเก้าอี้แข็งประมาณ 3 วันครับ
Q2. ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ และคงอยู่ได้นานแค่ไหนครับ?
A. ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ฉีดและผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นหลักครับ
ฟิลเลอร์สะโพกอย่างเดียวมักใช้ประมาณ 20–40cc
และระยะเวลาที่คงอยู่อยู่ที่ประมาณ 12–18 เดือนครับ
ในกรณีที่ใช้ร่วมกับสคัลพทรา
เนื่องจากมีผลจากการสร้างคอลลาเจนด้วย หลายคนได้ผลลัพธ์นานกว่า 2 ปีครับ
ค่าใช้จ่ายที่แน่นอนต้องดูสภาพจริงก่อนถึงจะแจ้งได้
ทางคลินิกจะแนะนำหลังจากประเมินรูปร่างในการปรึกษาครับ
Q3. กังวลเรื่องผลข้างเคียงครับ
A. พูดตรงๆ เลยนะครับ
ฟิลเลอร์สะโพกใช้ปริมาณมากกว่าบริเวณใบหน้า
ดังนั้นรอยช้ำและอาการบวมจึงอยู่นานกว่าครับ
โดยทั่วไปจะยุบลงภายใน 1–2 สัปดาห์
และอาจเกิดความรู้สึกเป็นก้อนหรือความไม่สมมาตรได้ในบางราย
ดังนั้นต้องมาติดตามผลที่คลินิกหลังทำ 1 เดือนโดยไม่ขาดครับ
ผลข้างเคียงรุนแรงอย่างภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือด
สามารถป้องกันได้เกือบทั้งหมดหากฉีดถูกชั้นตามหลักกายวิภาคศาสตร์อย่างแม่นยำครับ
ปรึกษาผ่านแชทก่อนมาที่คลินิกก็ได้ครับ






