ร่องแก้ม 5 แบบ แบบไหนควรเติม แบบไหนควรลด?
ร่องแก้มที่มองเห็นคล้ายกันอาจมาจากเส้นที่พับซ้ำ ไขมันที่เลื่อนลงมา หรือผิวที่หย่อนทั้งหน้า บทความนี้แยกให้เห็น 5 แบบ พร้อมแนวทางที่มักเหมาะกับแต่ละแบบ

วางแผนมาโซล
กำลังวางแผนมาโซลอยู่ใช่ไหม?
เคยไหมคะ ส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าร่องแก้มชัดขึ้นทุกปี เลยตั้งใจไว้ว่าถ้าไปคลินิกเมื่อไหร่ ก็คงฉีดฟิลเลอร์ (Filler) ตรงร่องนั่นแหละ
แต่ร่องแก้มที่ดูคล้ายกันจากภายนอก จริง ๆ แล้วมาจากคนละสาเหตุ บางคนมาจากเส้นที่พับซ้ำจนเป็นร่อง บางคนมาจากไขมันที่เลื่อนมากองอยู่ด้านบน และบางคนมาจากผิวทั้งหน้าที่หย่อนลงพร้อมกัน
พอต้นเหตุต่างกัน แนวทางที่เหมาะก็ต่างกันตามไปด้วย การเติมลงไปตรงร่องโดยไม่ดูต้นเหตุ บางครั้งจึงทำให้ข้างปากดูหนาขึ้นแทนที่เงาจะจางลง
บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณไปแยกร่องแก้มออกเป็น 5 แบบ พร้อมแนะนำแนวทางการดูแลที่มักเหมาะกับแต่ละแบบ เพื่อให้คุยกับคุณหมอได้ตรงจุดขึ้นค่ะ
ร่องแก้มไม่ได้มีแบบเดียว ทำไมฟิลเลอร์อย่างเดียวถึงไม่พอ?
คำตอบสั้น ๆ คือ ร่องแก้มเป็นผลลัพธ์ที่มองเห็น ไม่ใช่ต้นเหตุ การเลือกวิธีจึงต้องเริ่มจากคำถามว่าร่องนั้นเกิดจากอะไร
คำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดในห้องตรวจคือ ฉีดฟิลเลอร์ตรงร่องเลยได้ไหม คำตอบขึ้นอยู่กับว่าร่องนั้นเป็นแบบไหน เพราะบางแบบต้องเติม บางแบบต้องลด และบางแบบต้องกลับไปดูแลความแน่นของผิวทั้งหน้าก่อน
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าใช้วิธีเดียวกับทุกแบบ ผลที่ได้มักไม่เท่ากัน บางคนพอใจมาก บางคนรู้สึกว่าหน้าดูหนักขึ้นทั้งที่ร่องยังอยู่ที่เดิม จุดต่างจึงอยู่ที่การประเมินก่อนลงมือ ไม่ใช่ตัวสารที่เลือก

เช็ก 5 แบบของร่องแก้ม คุณเป็นแบบไหน?
ในทางปฏิบัติ ร่องแก้มมักถูกแบ่งได้เป็น 5 แบบตามลักษณะที่มองเห็นและต้นเหตุ ตารางด้านล่างช่วยให้เทียบกับหน้าตัวเองได้เร็วขึ้น
| แบบของร่องแก้ม | ลักษณะที่สังเกตเห็น | แนวทางที่มักเหมาะ |
|---|---|---|
| แบบเส้นลึก | เส้นบางแต่ลึกเหมือนรอยพับบนกระดาษ เห็นได้แม้ไม่ยิ้ม | ฟิลเลอร์เนื้อนุ่มอย่าง Belotero Soft ที่กระจายตัวได้ละเอียด |
| แบบริ้วซ้อน | ไม่ลึกมาก แต่เมกอัปลงร่องง่ายและผิวดูไม่เรียบ | Sculptra ที่ทำงานผ่านการกระตุ้นคอลลาเจนของผิวเอง |
| แบบไขมันสะสม | ดูเหมือนร่องยุบ แต่จริง ๆ คือแก้มกองลงมาจนเกิดเงา | ลดปริมาตรส่วนเกินก่อน เช่น ยาฉีดสลายไขมัน (Lipolysis Injection) |
| แบบผิวไม่แน่น | ร่องไม่ลึก แต่ทั้งแก้ม กรอบหน้า และมุมปากดูหย่อนพร้อมกัน | สกินบูสเตอร์อย่าง Juvelook เพื่อเพิ่มความแน่นของผิวโดยรวม |
| แบบวัยที่เปลี่ยนไป | ผิวบางลง วอลลุ่มลด และหย่อนคล้อยมาพร้อมกัน ร่องจึงลึกและกว้าง | Thermage FLX ที่ใช้คลื่นความถี่วิทยุกระชับชั้นผิวหนังแท้ |
หลายคนไม่ได้อยู่ในแบบเดียวเป๊ะ ๆ แต่เป็นสองแบบผสมกัน เช่น ผิวไม่แน่นร่วมกับไขมันที่เลื่อนลง กรณีแบบนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมักจัดลำดับให้ว่าควรเริ่มจากอะไรก่อน

ร่องเส้นลึกกับริ้วซ้อน ดูแลต่างกันยังไง
สองแบบนี้ถูกสับสนกันบ่อยที่สุด เพราะอยู่ตำแหน่งเดียวกัน แต่โครงสร้างข้างใต้ต่างกันคนละเรื่อง
แบบเส้นลึกคือร่องที่เป็นเส้นเดียวชัดเจน บางแต่ลึก มักพบในคนผิวบางและผิวที่ไม่แน่นเท่าเดิม กรณีนี้การเติมเนื้อฟิลเลอร์ที่นุ่มและกระจายตัวได้ละเอียดอย่าง Belotero Soft มักช่วยให้เส้นดูตื้นลงโดยที่สีหน้ายังเป็นธรรมชาติ
แบบริ้วซ้อนต่างออกไป เพราะไม่ได้เป็นเส้นเดียว แต่เป็นริ้วเล็ก ๆ หลายชั้นวางซ้อนกัน อาการที่คุ้นกันดีคือเมกอัปลงร่องตั้งแต่ยังไม่ถึงเที่ยง กรณีนี้การเติมลงไปตรง ๆ มักไม่ตอบโจทย์เท่าการฟื้นความแน่นของผิว
Sculptra จึงมักถูกหยิบมาใช้กับแบบริ้วซ้อน เพราะทำงานผ่านการกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมา ผลลัพธ์จึงค่อยเป็นค่อยไปในระดับสัปดาห์ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงในวันเดียว

ร่องแก้มจากไขมันสะสมกับจากผิวหย่อน แยกยังไง?
จุดสังเกตง่าย ๆ คือลองเอียงหน้าลงเล็กน้อยแล้วดูว่าเงาชัดขึ้นไหม ถ้าเงาเปลี่ยนตามท่าทางชัดเจน มักเกี่ยวกับปริมาตรที่เลื่อนลงมามากกว่าผิวที่ยุบลงจริง
แบบไขมันสะสมคือกรณีที่แก้มมีปริมาตรมากอยู่แล้ว แล้วเลื่อนลงมากองเหนือแนวร่อง ทำให้เกิดเงาทับซ้อน ถ้าเติมเข้าไปอีกในจุดนี้ หน้าอาจดูกว้างขึ้นและไม่เป็นธรรมชาติ แนวทางที่ตรงกว่าจึงเป็นการลดปริมาตรส่วนเกินก่อน
แบบผิวไม่แน่นคือกรณีที่ร่องไม่ได้ลึกมาก แต่ทั้งแก้ม กรอบหน้า และมุมปากดูหย่อนลงพร้อมกัน การเติมเฉพาะจุดจึงแก้ได้แค่บางส่วน สกินบูสเตอร์อย่าง Juvelook ที่ช่วยเรื่องความแน่นของผิวโดยรวมมักเหมาะกว่าในระยะยาว
ส่วนแบบวัยที่เปลี่ยนไปมักมาพร้อมกันทั้งสามอย่าง คือผิวบางลง วอลลุ่มลดลง และหย่อนคล้อย กรณีนี้ Thermage FLX ที่ใช้คลื่นความถี่วิทยุ (RF) กระชับชั้นผิวหนังแท้มักถูกวางไว้เป็นฐานก่อน แล้วจึงพิจารณาการเติมเฉพาะจุดตามความจำเป็น

ผลลัพธ์เห็นเมื่อไหร่ อยู่ได้นานแค่ไหน?
จังหวะที่เห็นผลต่างกันตามวิธี ฟิลเลอร์มักเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่วันแรก ส่วน Sculptra, Juvelook และ Thermage FLX จะค่อย ๆ ชัดขึ้นในระดับสัปดาห์ เพราะทำงานผ่านการสร้างคอลลาเจนของผิวเอง
| แนวทาง | ระยะเวลาโดยทั่วไป |
|---|---|
| ฟิลเลอร์ | ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี |
| Sculptra | ประมาณ 1-2 ปี |
| สกินบูสเตอร์และยาฉีดสลายไขมัน | แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล |
| Thermage FLX | ประมาณ 1 ปี |
ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ และการดูแลตัวเอง จำนวนครั้งและระยะห่างที่เหมาะสมแพทย์จะเป็นผู้ประเมินเป็นรายบุคคล
หลายคนถามว่าอายุ 20 ปลาย ๆ เริ่มดูแลได้หรือยัง คำตอบคือเริ่มได้ เพราะคนผิวบางหรือมีแก้มมากบางคนเห็นร่องตั้งแต่ช่วงนั้น การดูแลไว้ก่อนตั้งแต่ร่องยังตื้นมักทำให้ผลออกมาดูเป็นธรรมชาติกว่า

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ
โดยรวมแล้วแนวทางเหล่านี้มักกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เลย ฟิลเลอร์ สกินบูสเตอร์ และยาฉีดสลายไขมันมักแทบไม่มีช่วงพักฟื้น ส่วน Thermage FLX อาจมีผิวแดงอยู่ช่วงสั้น ๆ หลังทำ
อาการที่พบได้คือรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยในบริเวณที่ทำ ซึ่งมักหายได้เองภายใน 1-3 วัน หากมีอาการบวมมากผิดปกติ ปวดรุนแรง หรือผิวเปลี่ยนสีผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
ข้อควรระวังที่พบบ่อยที่สุดคือการเติมมากเกินไปในรอบเดียว บริเวณข้างปากเป็นจุดที่ขยับตลอดเวลาเวลาพูดและยิ้ม การใส่ปริมาณน้อยแต่ลงชั้นให้ถูกต้องจึงมักให้ผลที่ดูเป็นธรรมชาติกว่าการเติมให้เต็มตั้งแต่ครั้งแรก
กลุ่มที่ควรเลื่อนออกไปก่อนหรือปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ ได้แก่ กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร มีการอักเสบหรือแผลบริเวณที่จะทำ และผู้ที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของสารเติมเต็ม ควรแจ้งประวัติให้ครบก่อนเข้ารับการประเมิน
สรุป เลือกแนวทางให้ตรงกับแบบของร่องแก้ม
สรุปสั้น ๆ ร่องแก้มที่เห็นเหมือนกันมาจากคนละต้นเหตุ แบบเส้นลึกเน้นเติมให้ละเอียด แบบริ้วซ้อนเน้นฟื้นคอลลาเจน แบบไขมันสะสมเน้นลดปริมาตรส่วนเกิน แบบผิวไม่แน่นเน้นความแน่นทั้งหน้า และแบบวัยที่เปลี่ยนไปมักเริ่มจากการกระชับเป็นฐาน
ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจ
หากคุณกำลังกังวลว่าร่องแก้มชัดขึ้นทุกปีจนไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจากตรงไหน ทักแอด LINE มาปรึกษาคุณหมอที่ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซลได้เลยนะคะ ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย





