โบท็อกซ์ตัวเดียวกัน แล้วทำไมหน้าผากกับกรามถึงฉีดต่างกัน?
สรุปสั้นๆ เรื่องเหตุผลที่ราคาโบท็อกซ์แตกต่างกันตามบริเวณ พร้อมจำนวนยูนิตที่เหมาะสมและเวลาประเมินผลในแต่ละจุด


วียองจิน
ผู้อำนวยการ
เวลาที่ลองหาข้อมูลเรื่องโบท็อกซ์ มักเจอราคาแบบนี้บ่อยๆ ว่า "หน้าผาก 40 บาท โบท็อกซ์กราม 300 บาท" หลายคนงงว่าทำไมชื่อเดียวกันแต่ราคาต่างกันขนาดนี้ และทำไมผลที่ได้ถึงต่างกันในแต่ละบริเวณ
โบท็อกซ์* แม้จะเป็นยาตัวเดียวกัน แต่ผลลัพธ์จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่าฉีดที่ไหน ถ้าฉีดในกล้ามเนื้อแสดงสีหน้า ริ้วรอยจะลดลง แต่ถ้าฉีดในกล้ามเนื้อที่มีมวล เช่น กล้ามเนื้อบด รูปหน้าจะดูเรียวขึ้น ดังนั้นแต่ละบริเวณจึงมีจำนวนยูนิต ความลึก และความถี่ในการฉีดที่แตกต่างกันครับ
โบท็อกซ์* (Botulinum Toxin): โปรตีนที่ยับยั้งสัญญาณการหดตัวของกล้ามเนื้อชั่วคราว เมื่อฉีดในกล้ามเนื้อแสดงสีหน้าอย่างร่องคิ้วหรือหน้าผาก จะช่วยลดริ้วรอย ส่วนถ้าฉีดในกล้ามเนื้อที่มีมวล เช่น โบท็อกซ์กรามหรือน่อง จะช่วยลดขนาดของกล้ามเนื้อนั้นๆ ครับ
เมื่ออ่านบทความนี้แล้ว คุณจะได้รู้...
· ความแตกต่างของจุดประสงค์ในการฉีดโบท็อกซ์ระหว่างกล้ามเนื้อแสดงสีหน้าและกล้ามเนื้อที่มีมวล
· เหตุผลที่จำนวนยูนิต (unit) แตกต่างกันในแต่ละบริเวณ
· ความถี่และเวลาที่เหมาะสมในการประเมินผลในแต่ละจุด
· ผลข้างเคียงที่พบบ่อยและข้อควรระวัง 24 ชั่วโมงหลังฉีด
กล้ามเนื้อแสดงสีหน้าและกล้ามเนื้อที่มีมวลมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันครับ
โบท็อกซ์ที่ฉีดบริเวณหน้าผาก ร่องคิ้ว และหางตา มีจุดประสงค์เพื่อลดการเคลื่อนไหวโดยยับยั้งสัญญาณจากเส้นประสาทไปยังกล้ามเนื้อชั่วคราว ริ้วรอยแนวตั้งที่เกิดจากการขมวดคิ้วบ่อยๆ ริ้วรอยเล็กๆ ที่หางตาเวลายิ้ม และริ้วรอยแนวนอนบนหน้าผากเวลาแสดงความประหลาดใจ ล้วนเกิดจากการที่กล้ามเนื้อแสดงสีหน้าดึงรั้งซ้ำๆ ครับ

ในทางตรงกันข้าม โบท็อกซ์ที่ฉีดบริเวณกรามและน่อง มีจุดประสงค์เพื่อลดมวลกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อกรามของคนที่ชอบกัดฟันหรือเคี้ยวแน่น หรือกล้ามเนื้อน่องของคนที่ยืนทำงานทั้งวัน จะแข็งและโตขึ้นตามเวลา ทำให้รูปร่างดูใหญ่ขึ้นครับ
ยาตัวเดียวกันแต่จุดประสงค์ต่างกัน เกณฑ์การประเมินผลจึงต่างกันด้วย หน้าผากดูจากว่าริ้วรอยลดลงแค่ไหนหลังจาก 2 สัปดาห์ ส่วนโบท็อกซ์กรามดูจากว่าเส้นรอบวงด้านข้างของหน้าลดลงแค่ไหนหลังจาก 1-2 เดือนครับ
จำนวนยูนิต (unit) คือหัวใจสำคัญของความแตกต่างด้านราคาครับ
หลายคนมักถามว่าทำไมโบท็อกซ์ตัวเดียวกันแต่ราคาต่างกันมาก คำตอบอยู่ที่จำนวนยูนิตครับ เพราะโบท็อกซ์คิดราคาตาม หน่วย (unit) ไม่ใช่ต่อขวด (vial) และเนื่องจากขนาดของกล้ามเนื้อที่ต้องการกระตุ้นแตกต่างกันในแต่ละบริเวณ จำนวนยูนิตจึงแตกต่างกันตามธรรมชาติครับ
| บริเวณ | ยูนิตต่อข้าง | รวมสองข้าง |
|---|---|---|
| ร่องคิ้ว | — | 15~25 |
| หน้าผาก | — | 10~20 |
| หางตา | 8~12 | 16~24 |
| โบท็อกซ์กราม | 25~40 | 50~80 |
| น่อง | 50~80 | 100~160 |
ที่ราคาหน้าผากกับโบท็อกซ์กรามต่างกันมาก เป็นเพราะจำนวนยูนิตต่างกัน 2-4 เท่า สำหรับน่องซึ่งเป็นกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ รวมสองข้างมักเกิน 100 ยูนิตเป็นเรื่องปกติครับ ดังนั้นยิ่งบริเวณใหญ่ก็ยิ่งแพงขึ้นตามธรรมชาติ
สิ่งที่ควรระวังคือโบท็อกซ์กรามและน่องที่โฆษณาราคาถูกผิดปกติ หากฉีดในปริมาณยูนิตที่น้อยกว่าที่ควร ผลลัพธ์จะอยู่ได้ไม่นาน และมีความเสี่ยงที่จะเกิดความไม่สมมาตรได้มากขึ้นด้วยครับ

ความถี่ในการฉีดก็ต้องกำหนดต่างกันในแต่ละบริเวณด้วยครับ
การบอกว่าโบท็อกซ์ฉีดทุก 6 เดือนนั้นไม่ตรงกับทุกบริเวณเสมอไป กล้ามเนื้อแสดงสีหน้าและกล้ามเนื้อที่มีมวลมีอัตราการฟื้นตัวจากยาที่ต่างกัน และระยะเวลาที่ผลลัพธ์จากการฉีดครั้งเดียวอยู่ได้นั้นก็ต่างกันในแต่ละบริเวณด้วยครับ
- หน้าผาก ร่องคิ้ว หางตา — โดยทั่วไปทุก 3-4 เดือน (กล้ามเนื้อที่ใช้บ่อยในการแสดงสีหน้า ฟื้นตัวเร็วกว่าครับ)
- โบท็อกซ์กราม — โดยทั่วไปทุก 4-6 เดือน (3 ครั้งแรกเว้นช่วงสั้น หลังจากนั้นขยายช่วงเวลาให้ห่างขึ้น)
- น่อง — โดยทั่วไปทุก 6-9 เดือน (กล้ามเนื้อขนาดใหญ่ฟื้นตัวช้ากว่าครับ)
โดยเฉพาะโบท็อกซ์กราม มักมีรีวิวว่า "ผลหายไปแล้วภายใน 1 เดือน" ความจริงแล้วไม่ใช่ผลหายไป แต่เป็นเพราะกล้ามเนื้อต้องใช้เวลาในการลดขนาด ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของรูปกรอบหน้าจะเห็นได้ชัดเจนเมื่อผ่านไปประมาณ 2 เดือนครับ การประเมินผลที่แม่นยำควรทำที่ช่วง 1-2 เดือนครับ

แนวทางการรักษาของเราคือดูบริเวณและพฤติกรรมการแสดงสีหน้าก่อนแนะนำการรักษาใดๆ ครับ
ที่คลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด เราไม่รีบตัดสินใจเรื่องโบท็อกซ์ทันที แต่จะพิจารณาก่อนว่ากล้ามเนื้อส่วนไหนแข็งตัวมากกว่า และพฤติกรรมการแสดงสีหน้าในชีวิตประจำวันเป็นอย่างไร จากนั้นจึงกำหนดจำนวนยูนิตร่วมกัน แม้แต่โบท็อกซ์กรามเดียวกัน จำนวนยูนิตที่เหมาะสมก็ต่างกันขึ้นอยู่กับแรงเคี้ยว และแม้แต่หน้าผากเดียวกัน ตำแหน่งที่ต้องฉีดก็ต่างกันขึ้นอยู่กับนิสัยการยกคิ้วครับ นี่ไม่ใช่การรักษาที่จบในครั้งเดียว แต่เป็นแนวทางการดูแลที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงในแต่ละครั้งและปรับจำนวนยูนิตให้เหมาะสมต่อไปครับ
ผลข้างเคียงที่ควรระวังก็แตกต่างกันในแต่ละบริเวณด้วยครับ
แม้จะเป็นโบท็อกซ์ตัวเดียวกัน แต่ผลข้างเคียงที่ต้องระวังก็ต่างกันในแต่ละบริเวณ การรู้ไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้ตัดสินใจได้ว่า "อาการนี้ปกติไหม" หลังการรักษาครับ
- หน้าผาก — คิ้วตก ถ้าฉีดสูงเกินไป กล้ามเนื้อที่ยกคิ้วจะอ่อนแรง ทำให้ตาดูหนักและหนังตาหย่อนได้
- ร่องคิ้ว — หนังตาบนตก ถ้ายาแพร่ไปถึงกล้ามเนื้อที่ยกหนังตาบน อาจทำให้ตาข้างหนึ่งดูตกชั่วคราว
- โบท็อกซ์กราม — มุมปากไม่สมมาตร ถ้ายาไปโดนกล้ามเนื้อข้างเคียง เวลายิ้มข้างหนึ่งอาจยกขึ้นได้น้อยกว่า
- น่อง — รู้สึกไม่สะดวกในการเดิน กล้ามเนื้ออาจอ่อนแรงชั่วคราว ทำให้ขาหนักตอนขึ้นลงบันไดในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกครับ
ส่วนใหญ่เป็นปฏิกิริยาชั่วคราวที่หายได้เองภายใน 2-6 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการนอนราบหรือการนวดในช่วง 24 ชั่วโมงหลังการรักษาเพื่อความปลอดภัย เพราะจะช่วยลดโอกาสที่ยาจะแพร่ไปยังกล้ามเนื้อที่ไม่ต้องการได้ครับ
การบันทึกจำนวนยูนิตและผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับตัวเองในแต่ละครั้ง จะช่วยให้การรักษาครั้งต่อไปมีเสถียรภาพมากขึ้น เช่น ร่องคิ้ว 20 ยูนิต โบท็อกซ์กราม 2 ข้าง 60 ยูนิต หากบันทึกไว้แบบนี้ เมื่อผลลัพธ์ไม่ดีพอก็จะปรับยูนิตในครั้งต่อไปได้ง่ายขึ้นครับ บทความนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลทั่วไป จำนวนยูนิตที่เหมาะสมกับพฤติกรรมการแสดงสีหน้าและระดับการพัฒนาของกล้ามเนื้อแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์โดยตรงครับ
คำถามที่พบบ่อย
Q. เพิ่งจะฉีดโบท็อกซ์ครั้งแรก เริ่มที่หน้าผากได้เลยไหมครับ?
A. สำหรับคนที่มีการแสดงสีหน้าเยอะ หน้าผากมักเป็นจุดที่รู้สึกไม่หนักใจเท่าร่องคิ้วหรือโบท็อกซ์กราม เพราะใช้ยูนิตน้อยและแม้ผลจะหมดก็แทบไม่เห็นความผิดธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม หน้าผากต้องอาศัยประสบการณ์ของผู้ทำเพื่อหลีกเลี่ยงคิ้วตก สำหรับมือใหม่ แนะนำให้ปรึกษาในการตรวจรักษาที่สามารถสังเกตพฤติกรรมการแสดงสีหน้าได้ด้วยครับ
Q. ดูเหมือนผลหมดไปภายในเดือนเดียว ยาเป็นของปลอมหรือเปล่าครับ?
A. ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีดครับ หน้าผากและร่องคิ้วปกติผลอยู่ได้ 3-4 เดือน แต่สำหรับโบท็อกซ์กราม การที่จะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในเดือนแรกเป็นเรื่องปกติ การประเมินผลโบท็อกซ์กรามที่แม่นยำควรทำที่ช่วง 2 เดือนครับ ถ้าดูบันทึกจำนวนยูนิตจากครั้งก่อนและกำหนดครั้งต่อไปจากที่เดิม จะช่วยให้หาสาเหตุที่รู้สึกว่าผลอยู่ได้สั้นได้ง่ายขึ้นครับ
Q. กำลังวางแผนจะตั้งครรภ์ ฉีดล่วงหน้าได้ไหมครับ?
A. ไม่แนะนำให้ฉีดระหว่างตั้งครรภ์ครับ ถ้ามีโอกาสตั้งครรภ์ ควรแจ้งแพทย์ก่อนรับการรักษา และถ้าเป็นไปได้แนะนำให้หลีกเลี่ยงการฉีดอย่างน้อย 3 เดือนก่อนพยายามตั้งครรภ์ การปรับช่วงเวลาให้เหมาะกับตารางและระยะเวลาการรักษาควรปรึกษาแพทย์โดยตรงครับ
Q. แต่ก่อนได้ผลดีมาก แต่ตอนนี้รู้สึกว่าผลอยู่ได้สั้นลงเรื่อยๆ ยาเริ่มไม่ออกฤทธิ์แล้วหรือเปล่าครับ?
A. มีบางกรณีที่ผลสั้นลงเพราะร่างกายสร้างภูมิต้านทาน แต่ส่วนใหญ่มักเกิดจากการฉีดถี่เกินไปหรือใช้ยูนิตไม่เพียงพอครับ สำหรับโบท็อกซ์กราม โดยทั่วไปแนะนำให้รักษาช่วงห่าง 4-6 เดือนในช่วง 3 ครั้งแรก หลังจากนั้นถ้าผลอยู่ได้นานขึ้นก็ค่อยขยายช่วงเวลาออกไป ถ้าผลลัพธ์อยู่ได้สั้นลงเรื่อยๆ แนะนำให้นำบันทึกการรักษามาปรึกษาแพทย์โดยตรงครับ








