ทำไมแสงแดดฤดูร้อนกับฤดูหนาวถึงต่างกัน — ความแตกต่างระหว่าง UVA และ UVB
ความแตกต่างของรังสี UV ในแต่ละฤดูกาล แยกให้ชัดระหว่าง UVA และ UVB ครับ


วียองจิน
ผู้อำนวยการ
ทำไมแสงแดดฤดูร้อนกับฤดูหนาวถึงต่างกัน — ความแตกต่างระหว่าง UVA และ UVB
หลายคนทากันแดดทุกวันในช่วงฤดูร้อน แต่พอเข้าฤดูหนาวก็เริ่มละเลยไปครับ คิดว่า "แดดอ่อนลงแล้วคงไม่เป็นไร" แต่จริงๆ แล้วในฤดูหนาวก็ยังมีรังสี UV ที่ต้องระวังอยู่นะครับ เพราะรังสี UV ในฤดูร้อนและฤดูหนาวนั้นส่งผลต่อผิวในรูปแบบที่แตกต่างกันครับ
สรุปสั้นๆ ครับ ในฤดูร้อน UVB จะมีความเข้มข้นมากขึ้น ส่วนฤดูหนาว สัดส่วนของ UVA จะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสองชนิดส่งผลต่อผิวในแบบที่ต่างกัน ดังนั้นการป้องกันแสงแดดจึงต้องปรับให้เหมาะกับแต่ละฤดูกาลด้วยครับ
ความแตกต่างสำคัญระหว่าง UVA และ UVB
รังสี UV แบ่งตาม ความยาวคลื่นออกเป็น UVA, UVB และ UVC ครับ โดยรังสีที่เดินทางมาถึงผิวหนังเราได้จริงๆ คือ UVA (ประมาณ 95%) และ UVB (ประมาณ 5%)
UVB มีความยาวคลื่นสั้นและพลังงานสูงครับ ออกฤทธิ์ที่ชั้นหนังกำพร้า ทำให้เกิด ผิวไหม้แดด การสะสมของเม็ดสีผิว และความเสียหายต่อ DNA ครับ อาการผิวแดงเกรียมในช่วงหน้าร้อนนั้นเกิดจาก UVB นี่เองครับ ค่า SPF ที่เห็นบนผลิตภัณฑ์กันแดดคือตัววัดประสิทธิภาพในการป้องกัน UVB ครับ
UVA มีความยาวคลื่นที่ยาวกว่าและพลังงานน้อยกว่า แต่สามารถเจาะลึกเข้าไปในผิวได้มากกว่าครับ ทะลุถึงชั้นหนังแท้ ทำให้คอลลาเจนสลายตัวและเกิดริ้วรอยจากแสงแดด (Photoaging) ครับ แม้จะไม่ทำให้ผิวไหม้แดดในทันที แต่ถ้าสะสมนานหลายปีจะทำให้เกิดริ้วรอย ผิวหย่อนคล้อย และจุดด่างดำได้ครับ ค่า PA (หรือ PPD) คือตัววัดประสิทธิภาพในการป้องกัน UVA ครับ
สัดส่วน UV ที่แตกต่างกันในแต่ละฤดูกาล
ในฤดูร้อน ดวงอาทิตย์อยู่สูงและ สัดส่วน UVB จะเพิ่มขึ้นอย่างมากครับ ค่าดัชนี UV สูงเกิน 8 ในช่วงเวลากลางวันบ่อยมาก ความเสี่ยงผิวไหม้แดดสูงสุด และการสะสมของเม็ดสีผิวเกิดขึ้นเร็วที่สุดในช่วงนี้ครับ
ในฤดูหนาว ดวงอาทิตย์อยู่ต่ำและ UVB จะลดลงอย่างเห็นได้ชัดครับ ค่าดัชนี UV อยู่ที่ประมาณ 2–3 เท่านั้น นั่นจึงเป็นที่มาของความเชื่อว่า "หน้าหนาวไม่ต้องทากันแดดก็ได้" ครับ
อย่างไรก็ตาม UVA มีความผันแปรตามฤดูกาลน้อยมากครับ แม้จะออกไปข้างนอกแค่ 1 ชั่วโมงในหน้าหนาว ความเสียหายจาก Photoaging ที่เกิดจาก UVA ก็ยังคงสะสมอยู่เรื่อยๆ ครับ นอกจากนี้ในฤดูหนาว แสงที่สะท้อนจากหิมะยังเพิ่มปริมาณ UV ที่ผิวได้รับอีกด้วยครับ และในวันที่มีเมฆมาก UVA ก็ยังทะลุผ่านเมฆมาได้เกือบทั้งหมดครับ
ผลลัพธ์คือความเสียหายต่อผิวในแต่ละฤดูกาลต่างกัน
ลักษณะความเสียหายในฤดูร้อนจะเห็นได้ชัดทันทีครับ ผิวแดง แล้วคล้ำขึ้นในอีกไม่กี่วัน และจุดสีเข้มจะปรากฏชัดในอีกไม่กี่สัปดาห์ครับ รอยดำที่ฟื้นตัวได้ยากก็จะเพิ่มมากขึ้นครับ
ลักษณะความเสียหายในฤดูหนาวจะค่อยๆ สะสมอย่างช้าๆ ครับ มองไม่เห็นในทันที แต่คอลลาเจนในชั้นหนังแท้กำลังถูกสลายทีละน้อยทุกวันครับ เมื่อมองย้อนหลังในช่วง 5–10 ปี จะเห็นว่าริ้วรอยและผิวหย่อนคล้อยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนครับ
จึงสรุปได้ว่าฤดูร้อนสะสมความเสียหายด้านเม็ดสีผิวเป็นหลัก ส่วนฤดูหนาวสะสมความเสียหายด้านริ้วรอยและความชราของผิวเป็นหลักครับ
การเลือกกันแดดให้เหมาะกับแต่ละฤดูกาล
ในฤดูร้อนควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มี SPF 50 และ PA+++ ขึ้นไปครับ เนื่องจาก UVB มีความเข้มข้นสูง ค่า SPF สูงจึงมีความสำคัญมากครับ ควบคู่กับการเลือกสูตร Waterproof และหมั่นทาซ้ำสม่ำเสมอด้วยครับ
ในฤดูหนาว SPF 30 และ PA+++ ก็เพียงพอในหลายกรณีครับ ค่า SPF อาจลดลงได้ แต่ ค่า PA (การป้องกัน UVA) ควรรักษาไว้ในระดับเดิมครับ การเปลี่ยนมาใช้สูตรที่มีมอยส์เจอร์ไรเซอร์เพียงพอจะช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นขึ้นด้วยครับ
ถ้าเลิกทากันแดดในฤดูหนาวเลย ความเสียหายจาก UVA ก็จะสะสมทุกวันครับ ค่า SPF อาจลดลงได้ แต่การไม่ทากันแดดเลยนั้นเป็นคนละเรื่องกันครับ
สิ่งที่ควรดูแลเพิ่มเติมนอกจากกันแดด
กันแดดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถป้องกัน UV ได้ทั้งหมดครับ มีสิ่งอื่นที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพได้เมื่อใช้ร่วมกันครับ
หมวก หมวกปีกกว้างช่วยลดปริมาณ UV ที่ใบหน้าได้มากกว่า 50% ครับ ใช้ได้ผลดีทั้งในฤดูร้อนและฤดูหนาวครับ
แว่นกันแดด การได้รับ UV บริเวณรอบดวงตา ส่งผลต่อทั้งความชราของดวงตาและริ้วรอยรอบตาจาก Photoaging ครับ คุ้มค่าที่จะสวมใส่ตลอดทั้งสี่ฤดูกาลครับ
วิตามิน C เซรั่ม ใช้ร่วมกับกันแดดช่วย ลด Oxidative Stress จากรังสี UV ที่เหลืออยู่ได้ครับ เพิ่มเข้าไปในรูทีนตอนเช้า ผลลัพธ์จะสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ครับ
ความเสียหายจาก UV ที่สะสมมา — ฟื้นฟูได้ไหม
ถ้า Photoaging เกิดขึ้นแล้ว จะสามารถฟื้นฟูได้ไหมครับ คำตอบคือได้บางส่วนครับ
ความเสียหายด้านเม็ดสีผิว สามารถฟื้นฟูได้บางส่วนด้วยหัตถการด้านสี เช่น เลเซอร์โทนนิ่ง, ไอพีแอล, พิโคเลเซอร์ ครับ แต่ถ้าได้รับ UV ซ้ำหลังทำหัตถการก็อาจกลับมาได้ครับ ดังนั้นการผสมผสานระหว่างหัตถการและการป้องกันแสงแดดจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดผลลัพธ์ครับ
ความเสียหายด้านริ้วรอยและผิวหย่อนคล้อย สามารถฟื้นฟูได้บางส่วนด้วย หัตถการกระตุ้นคอลลาเจน เช่น ไฮฟู, คลื่นวิทยุ (RF), และสกินบูสเตอร์คอลลาเจนครับ เนื่องจากเป็นกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่มาทดแทนที่สลายไปแล้ว จึงต้องใช้เวลาพอสมควรครับ
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปนะครับ สำหรับการเลือกหัตถการที่เหมาะกับระดับ Photoaging ของแต่ละคน ควรปรึกษาแพทย์โดยตรงเพื่อความปลอดภัยครับ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
คำถามที่พบบ่อย
Q. วันที่มีเมฆมากก็ต้องทากันแดดด้วยไหมครับ
A. ต้องทาครับ เพราะ UVA สามารถทะลุผ่านเมฆมาได้เกือบทั้งหมด ความเสียหายจาก Photoaging จึงยังคงสะสมอยู่ทุกวันครับ
Q. หน้าหนาวใช้ SPF 30 เพียงพอไหมครับ
A. ถ้าออกไปข้างนอกในชีวิตประจำวันไม่เกิน 1–2 ชั่วโมง ก็เพียงพอครับ แต่ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าค่า PA (ป้องกัน UVA) อยู่ที่ +++ ขึ้นไปด้วยครับ
Q. อยู่ในร่มก็ต้องทากันแดดด้วยไหมครับ
A. ถ้านั่งใกล้หน้าต่างบานใหญ่เป็นเวลานาน ก็ควรทาครับ กระจกทั่วไปสามารถป้องกัน UVB ได้ แต่ UVA ยังทะลุผ่านได้มากกว่า 50% ครับ ถ้านั่งทำงานใกล้กระจกหน้าต่าง การป้องกันแสงแดดก็ยังจำเป็นอยู่ครับ







