สกินบูสเตอร์ใต้ตา — ผลลัพธ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ แต่ขึ้นอยู่กับความเข้มข้น
สกินบูสเตอร์ใต้ตา: ความเข้มข้นที่เหมาะสม สำคัญกว่าการเลือกผลิตภัณฑ์


วียองจิน
ผู้อำนวยการ
สกินบูสเตอร์ใต้ตา — ผลลัพธ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ แต่ขึ้นอยู่กับความเข้มข้น
ขอสรุปให้เลยตั้งแต่ต้นครับ
สกินบูสเตอร์ใต้ตา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้ผลิตภัณฑ์อะไร
แต่ขึ้นอยู่กับว่าความเข้มข้นที่ฉีดเข้าไปนั้นเหมาะสมหรือเปล่า ครับ
ในบทความนี้ผมจะอธิบายให้ฟังว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น

สกินบูสเตอร์ใต้ตา คิดว่าทุกที่ทำเหมือนกันหมดใช่ไหมครับ?
สกินบูสเตอร์ใต้ตา คือการฉีดสาร PN (Polynucleotide) หรือ HA (Hyaluronic Acid) เข้าสู่ชั้นหนังแท้โดยตรง
เพื่อเพิ่มคุณภาพผิว ความหนา และความสามารถในการกักเก็บความชุ่มชื้นของผิวครับ
ต่างจากฟิลเลอร์ใต้ตาที่มักถูกพูดถึงไปพร้อมกัน
สกินบูสเตอร์ไม่ได้เติมวอลุ่ม แต่เน้นเปลี่ยนแปลงคุณภาพผิวจากภายในครับ
จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาหมองคล้ำใต้ตาประเภท "เห็นเส้นเลือดโปร่งใส"
หรือเกิดจากผิวที่บางลงโดยเฉพาะครับ
มีผลิตภัณฑ์หลายชนิดในกลุ่มนี้ ทั้งรีจูแรนอาย จูเวลูค ไรเดนซิล และกลุ่ม Exosome
แต่จริงๆ แล้ว ตัวแปรที่สำคัญกว่าการเลือกผลิตภัณฑ์มีอยู่อีกอย่างหนึ่งครับ
รีจูแรนเหมือนกัน ทำไมคนหนึ่งบวมอยู่อาทิตย์ แต่อีกคนวันรุ่งขึ้นดูปกติแล้ว?
ข้อมูลเชิงลึกจากคุณหมอวียองจิน
สำหรับสกินบูสเตอร์ใต้ตา การปรับความเข้มข้นสำคัญกว่าการเลือกผลิตภัณฑ์ครับ
รีจูแรนเหมือนกัน แต่ถ้าฉีดในความเข้มข้นปกติ อาการบวมอาจอยู่ 1–2 สัปดาห์
แต่ถ้าเจือจาง 50% วันรุ่งขึ้นก็ดูเป็นธรรมชาติแล้วครับ
สำหรับท่านที่ค้นหาสกินบูสเตอร์ใต้ตาแล้วเข้ามาอ่านบทความนี้
คงเคยอ่านรีวิวแล้วรู้สึกสับสนใช่ไหมครับ
มีทั้งรีวิว "ฉีดรีจูแรนอายแล้วบวมอยู่อาทิตย์นึง"
และ "วันรุ่งขึ้นดูเป็นธรรมชาติมาก" ลอยอยู่ในอินเทอร์เน็ตพร้อมกันเลยครับ
ผลิตภัณฑ์เดียวกัน แล้วทำไมผลถึงต่างกันขนาดนี้?
เรื่องนี้อธิบายได้ไม่ยากครับ ไม่ใช่ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ แต่เป็นความแตกต่างของความเข้มข้น
ถ้าฉีดรีจูแรนอายในความเข้มข้นมาตรฐาน (20 mg/ml) เข้าใต้ตาโดยตรง
โมเลกุล PN จะดึงน้ำเข้าสู่ชั้นหนังแท้ ทำให้ช่วง 1–2 สัปดาห์แรกดูบวมได้ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติครับ
ผิวใต้ตามีความหนาเพียงประมาณ 0.5 มม.
ซึ่งบางที่สุดบนใบหน้า จึงทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนกว่าบริเวณอื่นครับ

ดังนั้น เวลาฉีดบริเวณใต้ตา ผมมักเจือจางด้วยน้ำเกลือประมาณ 50% ก่อนครับ
เมื่อลดความเข้มข้น PN ลงครึ่งหนึ่ง แรงดึงน้ำในระยะแรกก็ลดลงด้วย
ทำให้วันรุ่งขึ้นแทบไม่มีอาการบวมให้เห็นครับ
แต่จะเพิ่มจำนวนครั้งขึ้น 1 ครั้ง เพื่อให้ปริมาณรวมเท่าเดิมครับ

มีสิ่งหนึ่งที่ต้องบอกให้ทราบด้วยครับ
เมื่อเจือจางแล้ว ความเข้มข้นของการกระตุ้นคอลลาเจนต่อครั้งย่อมลดลงตามธรรมชาติ
ดังนั้นจึงใช้เวลานานขึ้นเล็กน้อยกว่าจะเห็นผลครับ
แต่สำหรับท่านที่ต้องทำงานหรือใช้ชีวิตปกติได้เลยหลังทำ
วิธีนี้เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์กว่ามากครับ
สรุปจากคุณหมอวียองจิน
สำหรับสกินบูสเตอร์ใต้ตา "ใช้ผลิตภัณฑ์อะไร" เป็นเพียงประมาณ 30% ของผลลัพธ์ครับ
อีก 70% ที่เหลือ ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นและความลึกในการฉีด
รีจูแรนอายเหมือนกัน แต่ความเข้มข้น 100% กับที่เจือจาง 50% ถือเป็นการทำที่แตกต่างกันครับ
ใต้ตาที่บุ๋มลึกกับหมองคล้ำ ต้องใช้ความเข้มข้นและวิธีการที่ต่างกันครับ
เคสแบบนี้เจอบ่อยมาก จึงขอแยกเขียนไว้ให้ชัดเจนครับ
สัปดาห์ที่แล้วมีลูกค้าอายุ 38 ปีมาพบผม
บอกว่า "อยากเติมใต้ตาที่บุ๋มลึกด้วยรีจูแรนอาย"
พอให้ดูกระจกแล้วคุณเองก็ยอมรับครับ
จริงๆ แล้วเคสนี้ไม่ใช่หมองคล้ำ แต่เป็นร่องน้ำตา (Tear Trough) ที่บุ๋มลึกมากครับ
สกินบูสเตอร์ไม่สามารถเติมเต็มความบุ๋มตรงนั้นได้นะครับ
เพราะ PN คือสารปรับปรุงคุณภาพผิว ไม่ใช่สารสร้างวอลุ่มครับ
วันนั้นจึงปฏิเสธการทำสกินบูสเตอร์
และแนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์ร่องน้ำตาแบบอนุรักษ์นิยม ต่ำกว่า 1 cc ก่อน
แล้วค่อยมาทำสกินบูสเตอร์เพื่อปรับโทนสีที่เหลืออยู่อีก 3 เดือนถัดไปครับ
ถ้าสลับลำดับ อาการบวมจากฟิลเลอร์จะซ้อนทับกัน
ทำให้ต้องใช้ชีวิตอยู่กับหน้าตาที่ดูไม่ปกตินานเกือบเดือนเลยครับ
แล้วเราอยู่ในกลุ่มไหนล่ะ?


สกินบูสเตอร์ใต้ตา — 3 คำถามที่ได้รับบ่อยที่สุดในห้องตรวจ
Q1. ต้องทำสกินบูสเตอร์ใต้ตากี่ครั้งถึงจะเห็นผล?
A. ถ้าดูจากข้อมูลทางคลินิก คำตอบชัดเจนครับ คือแนะนำ 3–4 ครั้ง
แต่จากที่เห็นในห้องตรวจ มีผู้ป่วย 2–3 คนต่อสัปดาห์ที่บอกว่า "อยากลองแค่ครั้งเดียวก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ"
ถ้าใช้ความเข้มข้นแบบเจือจาง มีประมาณ 2 ใน 10 คนที่พอใจหลังจากทำครั้งเดียว
อีก 8 คนต้องทำ 2–3 ครั้งถึงจะรู้สึกได้ถึงความแตกต่างด้วยตัวเองครับ
ถ้าเปรียบรูปถ่าย จะเห็นความเปลี่ยนแปลงหลังครั้งแรกได้
แต่ตาของตัวเองมักสังเกตยาก ซึ่งเป็นเรื่องปกติของบริเวณนี้ครับ
และหลังจากพูดเรื่องนี้จบ มักจะตามมาด้วยคำถามต่อไปนี้ครับ
Q2. ค่าใช้จ่ายต่อครั้งค่อนข้างสูง ผลอยู่ได้นานแค่ไหนครับ?
A. ตอนแรกผมก็คิดว่าน่าจะอยู่ได้ประมาณหนึ่งปีครับ แต่จากการติดตามผลจริง พบว่า 6–9 เดือนคือช่วงที่สมจริงกว่า
เพราะบริเวณใต้ตา กล้ามเนื้อแสดงสีหน้า (Orbicularis Oculi) เคลื่อนไหวหลายหมื่นครั้งต่อวันครับ
ทำให้อายุการใช้งานสั้นกว่าสกินบูสเตอร์ในบริเวณอื่น
โดยทั่วไปในปีแรกจะทำ 3 ครั้ง
และตั้งแต่ปีที่สองเป็นต้นไป มักมาบูสติ้งทุก 6 เดือนครับ
ก่อนจบมีอีกจุดหนึ่งที่สำคัญมากครับ
Q3. ต้องเตรียมรับมือกับผลข้างเคียงหรือรอยช้ำมากแค่ไหน?
A. ตอบตรงๆ เลยครับ
รอยช้ำมักจะเกิดขึ้นเกือบทุกราย
เพราะใต้ผิวบริเวณนี้มีเส้นเลือดเล็กๆ อยู่เป็นร่างแหหนาแน่น แม้จะใช้แคนนูลาก็ยังโดนบ้างครับ
แต่ถ้าเลือกตำแหน่งได้ดี รอยช้ำมักหายใน 3–5 วัน และกลบได้ด้วยคอนซีลเลอร์ครับ
สิ่งที่ต้องระวังจริงๆ คือการอุดตันของเส้นเลือดภายในเบ้าตา
แม้จะเกิดน้อยมาก ประมาณ 0.05% แต่ก็ไม่ใช่ 0% ครับ
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงใช้แคนนูลาเสมอสำหรับบริเวณใต้ตา โดยไม่มีข้อยกเว้นครับ
ถ้าจะจำสิ่งเดียวจากบทความนี้ — ไม่ใช่ว่าใช้สกินบูสเตอร์อะไร แต่ให้ถามว่าความเข้มข้นที่ใช้นั้น ถูกปรับให้เหมาะกับความหนาของผิวใต้ตาของคุณหรือเปล่าครับ
บทความหน้าจะพูดถึง 'สกินบูสเตอร์ใต้ตาและฟิลเลอร์ร่องน้ำตา ทำพร้อมกันในวันเดียวได้ไหม' ครับ จะมาโชว์เคสให้ดูว่าในห้องตรวจแยกแยะอย่างไรว่าใครทำพร้อมกันได้ และใครต้องแยกทำ นี่คือ หมอวียองจิน ครับ









