ส่องกระจก 3 ท่า ก่อนตัดสินใจว่ารอบตาต้องเติม Botox ไหม?
หลายคนถูกบอกว่าต้องเติม Botox ตั้งแต่ยังไม่ได้ดูว่ารอยย่นของตัวเองมาจากอะไร ลองใช้กระจกบานเดียวแยกให้ออกก่อน แล้วค่อยคุยกับคุณหมอว่าควรเริ่มจากตัวไหน
เคยไหมคะ ไปปรึกษาเรื่องรอยย่นรอบดวงตาแล้วได้ยินคำว่า ทำตัวเดียวไม่พอนะ ต้องเติมอีกตัว กลับบ้านมาก็ยังงง ๆ ว่าตกลงของตัวเองเข้าข่ายแบบนั้นจริงไหม หรือแค่ยังไม่ได้ดูให้ละเอียดพอ
เรื่องนี้แยกได้ตั้งแต่ที่บ้านค่ะ ใช้แค่กระจกบานเดียวกับเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที บทความนี้จะพาส่องสามท่า อ่านสิ่งที่เห็นให้ออก แล้วค่อยไปคุยกับคุณหมอที่ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล ด้วยคำถามที่ตรงจุดขึ้นนะคะ
ส่องกระจกสามท่านี้ก่อน แล้วจดไว้ว่าเห็นอะไร
ก่อนไปถึงคำว่าเพิ่มหรือไม่เพิ่ม สิ่งที่ต้องรู้คือเส้นที่คุณไม่ชอบโผล่มาตอนไหน ลองยืนใต้ไฟสว่าง ๆ แล้วทำสามท่านี้ตามลำดับค่ะ
- ท่าที่ 1 หน้านิ่งสนิท ไม่ยิ้ม ไม่ขมวดคิ้ว มองตรงเข้ากระจก แล้วดูว่ายังเห็นเส้นเล็ก ๆ อยู่ไหม
- ท่าที่ 2 ยิ้มกว้างจนหางตาย่น ค้างสองวินาที แล้วปล่อยหน้ากลับมานิ่ง ดูว่าเส้นที่เพิ่งเห็นหายไปด้วยไหม
- ท่าที่ 3 เงยหน้าขึ้นนิดหนึ่งแล้วมองลงมาที่กระจก ดูว่าหนังตาบนหนักลงไหม และใต้ตามีร่องลึกกว่าเดิมหรือเปล่า
จดคำตอบสามข้อไว้ในโน้ตมือถือได้เลยค่ะ เพราะสามท่านี้แยกที่มาของเส้นได้เกือบหมด และที่มาต่างกันก็ดูแลคนละแบบ
เหตุผลที่รอบดวงตาส่งสัญญาณก่อนที่อื่นเสมอ คือผิวตรงนั้นบางกว่าบริเวณอื่นบนใบหน้าราว 5 เท่า พอน้ำในผิวและคอลลาเจนหายไป ร่องรอยจึงโผล่ให้เห็นก่อนที่อื่นค่ะ
สิ่งที่เห็นในกระจกแปลว่าอะไร แล้วควรเริ่มจากตัวไหน?
เอาคำตอบเมื่อครู่มาเทียบกับตารางนี้ได้เลยค่ะ อ่านจากซ้ายไปขวา แล้วจะเห็นว่าคำถามที่ควรถามคุณหมอเปลี่ยนไปตามสิ่งที่เห็น
| สิ่งที่คุณเห็น | มักแปลว่า | ทางที่มักเริ่มก่อน |
|---|---|---|
| ท่าที่ 1 หน้านิ่งก็ยังเห็นเส้น และเห็นชัดขึ้นในวันที่ผิวแห้ง | ผิวบางลงและขาดน้ำ | Rejuran HB เพียงตัวเดียวก็มักตอบโจทย์ในช่วงแรก |
| ท่าที่ 2 เห็นตอนยิ้ม แต่พอหน้านิ่งแล้วหายไป | เส้นที่มาจากการเคลื่อนของกล้ามเนื้อ (Dynamic wrinkle) | คุยกับแพทย์ว่าควรเสริม Botox ด้วยไหม |
| ท่าที่ 3 หนังตาดูหนัก ใต้ตามีร่องลึกลงกว่าเดิม | ผิวหย่อนและวอลลุ่มที่หายไป | อาจต้องพึ่งฟิลเลอร์หรือการลิฟติ้งเข้ามาช่วย |
แล้วตัว Rejuran HB (รีจูรัน เอชบี) รับหน้าที่อะไร มันอยู่ในกลุ่มสกินบูสเตอร์ ในหลอดผสมสาร PN (Polynucleotide) จาก DNA ของปลาแซลมอน มาพร้อมกรดไฮยาลูโรนิก (HA) และลิโดเคน ฝั่ง PN ดูแลการซ่อมเซลล์และปลุก Fibroblast ให้เดินสายใหม่ ส่วน HA อุ้มน้ำไว้ในชั้นผิว มีงานศึกษาใน PMC ( PMC11902836 ) ที่ชี้ว่า PN มีศักยภาพในการฟื้นฟูผิวค่ะ
จะเห็นว่ามันเก่งกับกรณีท่าที่ 1 เป็นหลัก ส่วนเส้นที่โผล่เฉพาะตอนขยับหน้า ต้นเหตุอยู่ที่แรงหดของกล้ามเนื้อ ซึ่งคนละชั้นกับที่สกินบูสเตอร์ทำงาน
ถ้าเริ่มจากตัวเดียวก่อน ตารางสามเดือนหน้าตาเป็นแบบไหน?
ถ้าเลือกเริ่มจากตัวเดียวก่อน ต้องกันเวลาไว้แค่ไหน ลองดูคร่าว ๆ ตามนี้ค่ะ
- รอบแรก ปกติจะวางไว้ราว 2-3 ครั้ง เว้นห่างกันครั้งละ 3-4 สัปดาห์ แล้วค่อยมานั่งดูผลกัน ซึ่งแพทย์จะประเมินเป็นรายบุคคลอีกที
- สัปดาห์แรกของแต่ละครั้ง อาจเจอผิวแดง บวม หรือรอยช้ำจาง ๆ ซึ่งมักจางลงเองในราว 3-7 วัน จึงควรเลี่ยงนัดสำคัญในเจ็ดวันแรก
- ครบชุดแล้วค่อยตัดสิน ถ้าเส้นในท่าที่ 1 นุ่มลงแต่เส้นตอนยิ้มยังเท่าเดิม นั่นคือจังหวะที่คำถามเรื่องการจับคู่จะมีคำตอบ
ข้อดีของการเรียงแบบนี้คือได้เห็นกับตาว่าตัวเดียวทำอะไรได้แค่ไหน แทนที่จะเติมสองอย่างพร้อมกันแล้วแยกไม่ออกว่าผลมาจากอะไรค่ะ
กลุ่มที่มักไปได้ดีกับการเริ่มตัวเดียวก่อน ได้แก่ คนที่รอบตาเริ่มบางลงและมีเส้นเล็ก ๆ ทั้งที่หน้านิ่ง คนที่ผิวแถบนั้นแห้งจนครีมบำรุงเอาไม่ค่อยอยู่ คนวัย 20-30 ปีที่อยากดูแลไว้ก่อนร่องจะลึก และคนที่อยากขอแค่ผิวสัมผัสดีขึ้นโดยยังไม่มีร่องลึก
เติม Botox ตอนไหนถึงเรียกว่าคุ้ม แล้วตอนไหนที่ยังไม่ต้อง?
ถ้าคำตอบคือท่าที่ 2 ชัดเจน คือเห็นตอนหัวเราะแต่หน้านิ่งแล้วหาย การจับคู่ก็เริ่มมีเหตุผลค่ะ เพราะต้นเหตุมาจากกล้ามเนื้อรอบตา (orbicularis oculi) ที่หดซ้ำ ๆ ทุกวัน
| ตัวไหน | ทำงานตรงไหน |
|---|---|
| Botox | ผ่อนแรงหดของกล้ามเนื้อรอบดวงตา เส้นที่โผล่ตอนขยับหน้าจึงเบาลง |
| Rejuran HB | ดูแลผิวที่บางและแห้ง ให้กลับมาแน่นขึ้นและผิวสัมผัสเรียบขึ้น |
สองตัวนี้อยู่คนละระดับความลึกและไม่ทับหน้าที่กัน จึงมักส่งเสริมกันเมื่อใช้ร่วม แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องเติมตั้งแต่ต้นค่ะ ถ้าท่าที่ 2 แทบไม่เห็นอะไร การเติมก็เป็นการจ่ายเพิ่มโดยไม่ได้แก้ต้นเหตุ
อีกเรื่องที่อยากให้ชั่งน้ำหนักคือ การลงเข็มแถบรอบดวงตาต้องอาศัยความแม่นยำสูงมาก ทั้งปริมาณและจุดที่ลงส่งผลกับความเป็นธรรมชาติของสีหน้าตอนยิ้มหรือพูด จึงควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญดูก่อนเสมอ ไม่ใช่ตัดสินจากคำบอกเล่าของคนรอบตัวนะคะ
ส่วนคนที่ออกมาเป็นท่าที่ 3 เป็นหลัก การเติม Botox อาจไม่ใช่คำตอบแรก เพราะที่เห็นมาจากผิวหย่อนและวอลลุ่มที่หายไป ซึ่งคนละโจทย์กัน ควรให้แพทย์ดูหน้าจริงก่อน
สรุป ใครที่ยังไม่ควรทำ และควรถามคุณหมอว่าอะไรบ้าง?
ก่อนจองคิว มีรายการที่ควรเช็กด้วยค่ะ กลุ่มด้านล่างยังไม่เหมาะกับการทำแถบรอบดวงตา ควรคุยกับแพทย์ก่อนเสมอ
- อยู่ระหว่างตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร
- มีแผลติดเชื้อหรืออาการอักเสบตรงตำแหน่งที่จะลงเข็ม
- เคยแพ้ส่วนผสมใน Rejuran HB โดยเฉพาะ PN ที่ได้จากปลาแซลมอน
- มีภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติที่ยังคุมอาการไม่ได้
และหลังทำ ถ้าเจออาการที่ผิดไปจากเดิม หรือรู้สึกว่าการมองเห็นเปลี่ยนไป ควรกลับไปพบแพทย์โดยเร็ว ไม่ต้องรอให้ถึงนัดถัดไปค่ะ
สรุปคือ เส้นตอนหน้านิ่งกับเส้นตอนยิ้มเป็นคนละเรื่อง คำว่าต้องเพิ่มอีกตัวจะมีความหมายก็ต่อเมื่อรู้แล้วว่าตัวเองอยู่กลุ่มไหน ลองส่องสามท่า จดคำตอบ แล้วยกไปให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญช่วยดูก่อนตัดสินใจนะคะ
- ท่าไหนของหนูที่เห็นชัดที่สุด และคุณหมอเห็นตรงกันไหม
- ถ้าเริ่มตัวเดียวก่อน ควรประเมินผลกันตอนครั้งที่เท่าไหร่
- ถ้าจะจับคู่ ควรทำพร้อมกันวันเดียว หรือแยกวันดีกว่า
งบที่ต้องเตรียมจะขยับตามจำนวนรอบและตัวที่เลือกจับคู่ด้วย จึงบอกเป็นตัวเลขเดียวไม่ได้ รายละเอียดดูได้ที่หน้า /th/price และหน้า /th/promotion นะคะ
หากกังวลกับร่องรอยรอบดวงตาและไม่แน่ใจว่าควรเริ่มตรงไหน ทักเข้ามาทาง LINE เพื่อคุยกับคุณหมอที่ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล ได้เลยนะคะ คุยกันก่อนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายนะคะ
คำถามที่พบบ่อย
ส่องกระจกแล้วเห็นทั้งท่าที่ 1 และท่าที่ 2 ควรทำยังไงดี?
กรณีนี้เจอบ่อยค่ะ ปกติจะเรียงตามว่าอันไหนรบกวนใจมากกว่า แล้วให้แพทย์ดูหน้าจริงว่าควรเริ่มจากตัวไหน และจะแยกวันหรือทำพร้อมกัน
ทำรอบตาแล้วช้ำง่ายกว่าที่อื่นจริงไหม?
จริงค่ะ เพราะผิวบริเวณนั้นบางกว่าที่อื่นมาก จึงมีโอกาสเห็นรอยช้ำได้ง่ายกว่า โดยทั่วไปมักจางลงเองใน 3-7 วัน จึงควรเผื่อเวลาไว้ก่อนมีนัดสำคัญ
อายุยังไม่ถึง 30 ทำเร็วไปหรือเปล่า?
ไม่จำเป็นต้องรอให้ร่องลึกก่อนค่ะ วัย 20-30 ปีเป็นช่วงที่หลายคนเลือกดูแลไว้ก่อน แต่ควรให้แพทย์ดูสภาพผิวจริงว่าจำเป็นแค่ไหนตอนนี้
ควรกันเวลาไว้กี่วันก่อนงานสำคัญ?
แนะนำให้เผื่ออย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ค่ะ เพราะผิวแดงหรือรอยช้ำจาง ๆ มักใช้เวลาราว 3-7 วันกว่าจะเข้าที่ และแต่ละคนฟื้นตัวไม่เท่ากัน


