Juvelook Volume หรือ Ellanse แบบไหนเหมาะกับแก้มตอบของคุณ?
ไม่ต้องหาว่าตัวไหนดีกว่า แต่มาสำรวจว่าแบบไหนเหมาะกับเงื่อนไขของคุณ ทั้งระดับแก้มตอบ ความไว ความยาวนาน และการแก้ไขทีหลัง

วางแผนมาโซล
กำลังวางแผนมาโซลอยู่ใช่ไหม?
ถ้าคุณอ่านข้อมูลเรื่องแก้มตอบมาพอสมควรแล้ว และค่อนข้างแน่ใจว่าอยากเติมวอลลุ่มให้แก้มกลับมาดูอิ่มขึ้น สิ่งที่มักค้างคาใจต่อมาก็คือ ระหว่าง Juvelook Volume กับ Ellanse ควรเลือกตัวไหนดี ทั้งคู่ต่างเป็นคอลลาเจนบูสเตอร์ที่คนพูดถึงพอ ๆ กัน ยิ่งไล่อ่านรีวิวก็ยิ่งลังเล เพราะแต่ละที่ก็เชียร์กันไปคนละทาง
จริง ๆ แล้วคำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่าตัวไหนดีกว่า แต่อยู่ที่ว่าตัวไหนเข้ากับเงื่อนไขของคุณมากกว่า ทั้งสภาพแก้ม ความคาดหวังเรื่องความไวและความยาวนาน ไปจนถึงความสบายใจเรื่องการแก้ไขทีหลัง บทความนี้ Beautystone Clinic จะไม่ได้มาชี้ว่าตัวไหนชนะ แต่จะชวนคุณค่อย ๆ สำรวจตัวเองทีละข้อ เพื่อให้พอเห็นภาพว่าแบบไหนน่าจะใช่สำหรับคุณ ไปดูกันเลยค่ะ
ก่อนตัดสินใจ ลองถามตัวเอง 4 ข้อนี้ก่อน
ก่อนจะไปดูรายละเอียดของแต่ละตัว ลองตั้งคำถามกับตัวเองสัก 4 ข้อก่อน เพราะคำตอบเหล่านี้จะช่วยกรองตัวเลือกให้แคบลงได้เร็วกว่าการนั่งไล่อ่านสเปกทีละบรรทัด และทำให้ตอนไปคุยกับแพทย์ได้ตรงจุดขึ้น
- แก้มตอบของคุณอยู่ในระดับไหน น้อย ปานกลาง หรือค่อนข้างลึก
- คุณอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงเร็ว หรือเน้นให้ผลอยู่ได้นานเป็นหลัก
- ถ้าผลออกมาไม่ถูกใจ คุณอยากมีทางแก้ไขทีหลังไหม
- คุณสะดวกกลับมาดูแลซ้ำบ่อยแค่ไหน และงบประมาณอยู่ในกรอบใด
ไม่มีคำตอบไหนถูกหรือผิดค่ะ แต่ยิ่งคุณตอบตัวเองได้ชัดเท่าไร การพูดคุยกับคุณหมอก็จะยิ่งเร็วและตรงกับสิ่งที่คุณต้องการมากขึ้น ในหัวข้อถัด ๆ ไปเราจะค่อย ๆ ไล่ดูทีละแกน
แก้มตอบของคุณอยู่ระดับไหน?
ระดับความตอบของแก้มเป็นจุดตั้งต้นที่ดีในการคัดตัวเลือก เพราะปริมาณวอลลุ่มที่ต้องเติมและลักษณะการชวนผิวสร้างคอลลาเจนจะไม่เท่ากันตามความลึกของร่องหรือความแบนของแก้ม
- แก้มตอบระดับน้อยถึงปานกลาง มักเป็นช่วงที่แก้มเริ่มดูแบนลงหรือกรอบหน้าไม่คมเท่าเดิม กลุ่มนี้หลายคนเลือก Juvelook Volume เพราะมี HA ช่วยให้รู้สึกฟูขึ้นได้ไว และปรับแต่งได้ง่าย
- แก้มตอบระดับปานกลางถึงค่อนข้างลึก ที่อยากได้โครงหน้าชัดและคงอยู่นาน Ellanse มักถูกหยิบมาพูดถึง เพราะ PCL สลายช้าและช่วยพยุงโครงได้ยาวกว่า
- ถ้าไม่แน่ใจว่าตัวเองอยู่ระดับไหน นี่คือจุดที่ควรให้แพทย์ประเมินหน้าจริง เพราะบางครั้งสิ่งที่เรามองว่าตอบลึก อาจเป็นเรื่องของการหย่อนคล้อยที่ต้องดูแลคนละแบบ
ทั้งนี้แนวโน้มข้างต้นเป็นเพียงภาพกว้างเพื่อให้พอเห็นทิศทาง ผลจริงยังขึ้นกับโครงหน้าและสภาพผิวของแต่ละคน การประเมินหน้าต่อหน้ากับแพทย์จึงยังจำเป็นเสมอค่ะ
อยากเห็นผลไว หรืออยากให้อยู่ได้นาน?
แกนที่คนลังเลมากที่สุดคือเรื่องความไวกับความยาวนาน ซึ่งจริง ๆ แล้วต้นตอมาจากธรรมชาติของส่วนผสมที่ไม่เหมือนกัน ไม่ใช่เรื่องว่าตัวไหนแรงกว่าตัวไหน
จุดเด่นของ Juvelook Volume คือรวมทั้ง HA ชนิดไม่เชื่อมขวางและ PDLLA ไว้ในเข็มเดียว ตัว HA ทำหน้าที่เติมความอิ่มให้สัมผัสได้ตั้งแต่ช่วงต้น ส่วน PDLLA จะทยอยชวนให้ผิวผลิตคอลลาเจนขึ้นเองในราวเดือนแรกถึงเดือนที่สาม ภาพรวมจึงมักคงอยู่ประมาณหนึ่งถึงสองปี และการมี HA ปนอยู่ยังเปิดช่องให้จูนรูปทีหลังได้คล่องกว่า
อีกฝั่งหนึ่ง Ellanse วางน้ำหนักไปที่ PCL ที่บรรจุอยู่ในเนื้อ gel เพราะ PCL ใช้เวลาสลายนานกว่า แรก ๆ ความเปลี่ยนแปลงจึงมาแบบเนียน ๆ เนื่องจากไม่มี HA คอยเสริมความฟูให้ในทันที ข้อแลกเปลี่ยนคือมักอยู่ได้ยาวกว่า โดยเฉลี่ยราวสองถึงสี่ปี และในช่วงนั้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ก็ถูกกระตุ้นให้ค่อย ๆ สานคอลลาเจนชุดใหม่ขึ้นมาด้วย
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าคุณให้ค่ากับการเห็นความเปลี่ยนแปลงไว ๆ บวกความยืดหยุ่น Juvelook Volume มักตอบโจทย์กว่า แต่ถ้าให้น้ำหนักกับการทำครั้งเดียวแล้วอยู่ยาว ไม่ต้องแวะกลับมาบ่อย Ellanse ก็น่าสนใจกว่า มีงานวิจัยรองรับว่าคอลลาเจนบูสเตอร์กลุ่ม biostimulator ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของคอลลาเจนในชั้นผิวได้ (งานวิจัย PMC9233565) กระนั้นความไวและอายุของผลที่แต่ละคนได้รับก็ต่างกันไปตามสภาพผิวและการดูแลตัวเองค่ะ
ถ้าเปลี่ยนใจทีหลัง แก้ไขได้แค่ไหน?
ข้อนี้สำคัญมากแต่หลายคนมักมองข้าม โดยเฉพาะคนที่เพิ่งทำครั้งแรก เพราะ ความง่ายในการแก้ไข ของสองตัวนี้ห่างกันชัดเจน และเป็นเรื่องที่ควรถามตัวเองก่อนตัดสินใจ
ฝั่ง Juvelook Volume มีองค์ประกอบ HA ที่สลายได้ด้วยยาไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase) หากรูปที่ออกมายังไม่ถูกใจหรืออยากขยับ ก็ยังพอมีทางจัดการตรงส่วนนั้น ทำให้คนที่ยังไม่มั่นใจหรือลองเป็นครั้งแรกรู้สึกอุ่นใจกว่า ขณะที่ Ellanse ตัว PCL ไม่มียาสลายจำเพาะ การไปแก้ทีหลังจึงยุ่งยากกว่า และต้องพึ่งการวางแผนที่รอบคอบของแพทย์ตั้งแต่เข็มแรก
ด้วยเหตุนี้ ถ้าคุณเป็นมือใหม่ที่อยากลองแบบไม่หักโหม หลายคนจึงเริ่มจากตัวที่ขยับแก้ได้ง่ายก่อน แล้วค่อยชั่งใจตัวที่อยู่ยาวขึ้นในรอบถัดไป ลองดูภาพรวมข้อดีและข้อควรพิจารณาของทั้งคู่เทียบกันได้ในตารางด้านล่างค่ะ
| เงื่อนไขของคุณ | แนวโน้มที่มักเหมาะ |
|---|---|
| อยากเห็นผลไว / ทำครั้งแรก / อยากปรับแก้ได้ | Juvelook Volume |
| อยากให้ผลอยู่นาน / ไม่อยากนัดซ้ำบ่อย | Ellanse |
| แก้มตอบน้อยถึงปานกลาง | Juvelook Volume |
| แก้มตอบปานกลางถึงค่อนข้างลึก | Ellanse |
ใครที่ควรชะลอไว้ก่อน และต้องเตรียมใจเรื่องอะไร?
ไม่ว่าจะเลือกตัวไหน ก็มีบางสถานการณ์ที่ควรเลื่อนการทำออกไปก่อน เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองค่ะ ลองเช็กว่าตอนนี้คุณเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่งด้านล่างหรือไม่
- อยู่ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมลูก
- มีโรคในกลุ่มภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ หรือภูมิคุ้มกันต่ำ
- ตรงตำแหน่งที่จะลงเข็มมีการอักเสบหรือติดเชื้ออยู่
- เคยแพ้สารประกอบในตัวผลิตภัณฑ์มาก่อน
เรื่องผลข้างเคียง สิ่งที่พบได้บ่อยหลังฉีดทั้งคู่คือรอยแดง อาการบวม หรือจ้ำเขียวตรงจุดที่ลงเข็ม ซึ่งโดยมากจะค่อย ๆ จางไปเองภายในไม่กี่วัน บางรายอาจคลำเจอตุ่มแข็งเม็ดเล็ก (Granuloma) อยู่ใต้ชั้นผิว ซึ่งมักโยงกับการลงเข็มผิดระดับความลึก ถ้าสังเกตเห็นอะไรที่ดูผิดสังเกตหรือรู้สึกไม่สบายใจ แนะนำให้กลับไปหาแพทย์เพื่อตรวจดู อย่าเพิ่งบีบหรือแกะเองนะคะ
ส่วนการดูแลตัวเองในวันแรก ควรงดกดคลึงใบหน้าและกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกเยอะ พร้อมทากันแดดสม่ำเสมอเพื่อถนอมผิว ยิ่งเป็น Ellanse ที่ตามไปแก้ทีหลังได้ยาก การนั่งวางแผนกับแพทย์ตั้งแต่ต้นและทำตามคำแนะนำก็ยิ่งมีน้ำหนัก
สรุป แล้วแบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?
สรุปสั้น ๆ ค่ะ Juvelook Volume ได้เปรียบเรื่องเห็นผลไวจาก HA และขยับแก้ได้ง่าย เข้ากับคนที่อยากเริ่มแบบยืดหยุ่นและแก้มตอบไม่มาก ส่วน Ellanse เด่นเรื่องผลที่ทนอยู่ได้นานจาก PCL เข้ากับคนที่ไม่อยากแวะกลับมาบ่อยและรับเงื่อนไขเรื่องการแก้ที่ยุ่งยากกว่าได้
อย่างที่ย้ำมาตลอด ผลของแต่ละคนไม่เท่ากัน มันแปรไปตามสภาพแก้ม โครงหน้า และวิธีดูแลตัวเองหลังทำ ทางที่วางใจได้ที่สุดคือให้แพทย์ช่วยประเมินหน้าจริงก่อนเคาะเลือก ส่วนตัวเลขราคาและโปรโมชันล่าสุด ดูได้จากหน้า /th/price กับ /th/promotion
ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าแก้มตอบสไตล์คุณควรไปทาง Juvelook Volume หรือ Ellanse ทักเข้ามาคุยกันก่อนได้เลยนะคะ ที่ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล เรายินดีให้คำปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงแอด LINE เข้ามาเล่าลักษณะแก้มและเป้าหมายที่อยากได้ แล้วให้คุณหมอช่วยดูแนวทางที่พอดีกับคุณค่ะ
คำถามที่พบบ่อย
Juvelook Volume กับ Ellanse ต่างกันหลัก ๆ ตรงไหน?
ต่างที่ส่วนผสมและจังหวะการออกฤทธิ์ค่ะ ฝั่งหนึ่งใช้ PDLLA คู่กับ HA จึงเห็นความฟูได้ไวและขยับแก้ง่ายกว่า อีกฝั่งใช้ PCL ที่ผลมาแบบเนียน ๆ แต่มักคงอยู่ได้นานกว่า
ทำครั้งแรก ควรเริ่มจากตัวไหนดี?
คนที่เพิ่งเริ่มหลายคนมักเลือกตัวที่ขยับแก้ได้ง่ายไว้ก่อน เพราะยังไม่มั่นใจในผล แต่ตัวที่พอดีกับคุณจริง ๆ ต้องดูจากสภาพแก้ม จึงควรให้แพทย์ประเมินก่อนตัดสินใจค่ะ
ผลอยู่ได้นานแค่ไหน?
คร่าว ๆ ฝั่ง PDLLA+HA มักอยู่ได้ราวหนึ่งถึงสองปี ส่วนฝั่ง PCL ราวสองถึงสี่ปี แต่ตัวเลขจริงต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นกับสภาพผิวและการดูแลตัวเองค่ะ
เจ็บไหม และดูแลตัวเองยังไงหลังทำ?
อาจรู้สึกตึงหรือมีรอยแดงบวมเล็กน้อยได้ ซึ่งมักดีขึ้นเองในไม่กี่วัน วันแรกเลี่ยงกดคลึงหน้าและออกกำลังหนัก ทากันแดดสม่ำเสมอ หากมีอะไรผิดสังเกตควรกลับไปหาแพทย์ค่ะ









