รีวิวเทอร์มาจ — ถ้าตัดสินผลแค่สัปดาห์แรก คุณจะพลาด 6 เดือนทั้งหมด
ทำไมถึงยังตัดสินผลเทอร์มาจในสัปดาห์แรกไม่ได้? คุณหมออธิบายผ่านเคสจริง


วียองจิน
ผู้อำนวยการ
รีวิวเทอร์มาจ — ถ้าตัดสินผลแค่สัปดาห์แรก คุณจะพลาด 6 เดือนทั้งหมด
เมื่อวันอังคารสัปดาห์ที่แล้ว มีผู้รับบริการวัยกลางคนอายุกลางๆ สี่สิบมาที่ห้องตรวจของผมครับ
คุณเพิ่งทำ เทอร์มาจ FLX 600 ช็อต ที่คลินิกแห่งหนึ่งในคังนัม
ผ่านไป 2 สัปดาห์แล้วยังรู้สึกว่า "ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย" ถึงขั้นจะขอเงินคืนเลยทีเดียว
พอไปอ่านรีวิวในอินเทอร์เน็ต ก็เจอว่าครึ่งหนึ่งของรีวิวบอกว่า "ไม่เห็นผล" เหมือนกัน จึงมาถามผมว่านี่มันหลอกลวงหรือเปล่า

ทุกคนรู้จักเทอร์มาจอยู่แล้ว แต่ทำไมรีวิวถึงแตกต่างกันขนาดนี้?
เทอร์มาจ คือการยกกระชับที่ใช้พลังงาน คลื่นวิทยุ (RF) กระตุ้นความร้อนในชั้นหนังแท้ เพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดการหดตัวและการฟื้นฟูของคอลลาเจนครับ
ต่างจากอัลเทอร่า ที่ใช้คลื่นอัลตราซาวนด์เจาะตรงไปที่ชั้น SMAS โดยตรง
เทอร์มาจจะให้ความร้อนทั่วบริเวณชั้นหนังแท้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อดึงความยืดหยุ่นของผิวให้กลับคืนมาครับ
ดังนั้นจึงเหมาะกับปัญหาผิวหย่อนคล้อยและสูญเสียความยืดหยุ่น มากกว่าปัญหาหนังห้อยตกครับ
ทำไมรีวิวสัปดาห์แรกกับรีวิวเดือนที่ 6 ถึงตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิง?
ประเด็นหลักของบทความนี้
รีวิวครึ่งหนึ่งที่บอกว่า "ไม่เห็นผล" หลังทำเทอร์มาจ ล้วนเป็นการประเมินในสัปดาห์แรกหลังทำครับ
การจัดเรียงตัวใหม่ของคอลลาเจนจะเริ่มต้นจริงๆ ในเดือนที่ 3
และถึงจุดสูงสุดในเดือนที่ 6 — ถ้าตัดสินผลเร็วเกินไป คุณจะพลาดช่วงที่เห็นผลจริงทั้งหมดครับ
อ่านแค่ตัวหนังสืออาจยังนึกภาพไม่ออก แต่ถ้าดูจากเคสจริงจะเข้าใจได้ชัดเจนมากขึ้นครับ
กลับมาที่ผู้รับบริการอายุ 44 ปีที่กล่าวถึงตอนต้นครับ
คุณเป็นคนที่ทำ 600 ช็อตที่คลินิกอื่น แล้วมาหาผมตอนสัปดาห์ที่ 2 บอกว่า "ผลเป็นศูนย์"
สิ่งที่ผมทำในวันนั้นไม่ใช่การรักษา แต่เป็นการอธิบายครับ
พูดตรงๆ เลยนะครับ เทอร์มาจในช่วงวันแรกจนถึงสัปดาห์แรกหลังทำ แทบรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงได้ยากมากครับ
ความตึงเล็กน้อยที่รู้สึกได้ในช่วงนั้น ใกล้เคียงกับอาการบวมชั่วคราวจากความร้อนมากกว่าครับ
ผลจริงๆ จะปรากฏเมื่อคอลลาเจนใหม่ถูกสร้างขึ้นและจัดเรียงตัวใหม่
ซึ่งกระบวนการนี้จะเริ่มต้นอย่างจริงจังในเดือนที่ 3 หลังทำ และถึงจุดสูงสุดในเดือนที่ 6 ครับ
ดังนั้นการตัดสินว่า "ไม่เห็นผล" ตั้งแต่สัปดาห์แรก
ก็เหมือนกับการเปิดเตาอบดูแป้งขนมปังทันทีที่ใส่เข้าไป แล้วบอกว่า "ยังไม่ฟู" นั่นเองครับ

กรณีของคุณผู้นี้ ผมขอภาพถ่ายก่อนและหลังทำมาเปรียบเทียบให้ดูครับ
เมื่อนำภาพถ่ายตอนสัปดาห์ที่ 2 ที่คุณรู้สึกว่า "ไม่มีการเปลี่ยนแปลง" มาวางเทียบกับภาพก่อนทำ
จะเห็นว่าเส้นขากรรไกรเริ่มเรียบขึ้นเล็กน้อยแล้วครับ
แต่ไม่ใช่ความรู้สึก "ตึงขึ้นทันที" ที่คุณคาดหวังไว้
ความรู้สึกนั้นจะมาได้อีก 3 เดือนข้างหน้าครับ

สรุปประเด็นสำคัญจากหมอวียองจิน
เทอร์มาจไม่ใช่การรักษาที่ "ทำแล้วตึงขึ้นทันทีภายในสัปดาห์เดียว" ครับ
การจัดเรียงตัวใหม่ของคอลลาเจนจะเริ่มต้นในเดือนที่ 3 และถึงจุดสูงสุดในเดือนที่ 6
ถ้าตัดสินผลจากรีวิวสัปดาห์แรก คุณจะพลาดช่วงที่เห็นผลจริงๆ ทั้งหมดครับ
จุดสำคัญในช่วงพักฟื้น ที่แบ่งระดับความพึงพอใจของเทอร์มาจ
เมื่อดูแบบนี้แล้วคงเห็นความแตกต่างได้ชัดเจนนะครับ
จากสถิติในห้องตรวจของผม
ปีที่แล้ว ผู้รับบริการที่ทำเทอร์มาจ มีเพียงประมาณ 30% ที่บอกว่า "พึงพอใจ" ตอนเดือนที่ 1
แต่พอถามคนกลุ่มเดิมอีกครั้งตอนเดือนที่ 6 ความพึงพอใจขึ้นไปเกิน 70% ครับ
ไม่ใช่เพราะการรักษาเปลี่ยนไป แต่เพราะจุดเวลาในการประเมินเปลี่ยนไปต่างหากครับ
มีอีกเคสหนึ่ง ผู้รับบริการอายุ 55 ปีครับ
คุณทำมาจากที่อื่น แล้วมาบอกว่า "เส้นขากรรไกรดูเรียบขึ้นหน่อย แต่รู้สึกเหมือนแก้มยุบลงไปกว่าเดิม"
นี่คือความเข้าใจผิดที่พบบ่อยในรีวิวครับ
เทอร์มาจไม่ใช่การรักษาที่ลดไขมัน
แต่ถ้าทำในผู้ที่มีใบหน้าผอมหรือปริมาณวอลุ่มน้อย เมื่ออาการบวมในบริเวณที่ให้ความร้อนยุบลง อาจทำให้ดูยุบเข้าไปชั่วคราวได้ครับ
แต่ไม่ได้เป็นข้อเสียเสมอไปนะครับ
พอผ่านไป 6 เดือน คอลลาเจนจะเข้ามาเติมเต็มและผิวจะกลับมาอยู่ที่เดิมครับ
แต่ตั้งแต่ต้น ต้องประเมินประเภทใบหน้าของตัวเองให้ดี แล้วกำหนดบริเวณและจำนวนช็อตให้เหมาะสม เพื่อลดโอกาสเกิดปัญหาแบบนี้ครับ

3 คำถามที่ถามบ่อยมากก่อนทำเทอร์มาจ
Q1. กลับไปใช้ชีวิตปกติได้เมื่อไหร่? ทำแล้วไปทำงานได้เลยไหม?
A. อืม
ตอบยาวหน่อยนะครับ
ตัวการรักษาเองนั้น แต่งหน้าได้เลยในวันเดียวกัน และไม่มีผลต่อการไปทำงานวันถัดไปครับ
รอยช้ำหรือสะเก็ดแทบไม่เกิดขึ้นครับ
แต่ในช่วง 2-3 วันแรกหลังทำ อาจรู้สึกแดงเล็กน้อยหรือมีความร้อนเหลืออยู่บ้างครับ
ถ้าใส่หน้ากากก็แทบจะสังเกตไม่เห็นเลยครับ
โดยปกติผมมักแนะนำรูปแบบทำวันศุกร์ → พักสุดสัปดาห์ → กลับไปทำงานวันจันทร์
แต่ถ้าไม่สะดวก ทำตอนเย็นวันธรรมดาแล้วไปทำงานวันถัดไปก็ได้ครับ
พอได้ยินคำตอบนี้แล้ว มักจะมีคำถามต่อมาอีกครับ
Q2. ผลอยู่ได้นานแค่ไหน? หลัง 1 ปีต้องกลับมาทำใหม่ไหม?
A. อืม
ตอบยาวหน่อยนะครับ
โดยเฉลี่ยแล้วผลจะคงอยู่ประมาณ 12-18 เดือนครับ
แต่ก็มีความแตกต่างกันค่อนข้างมากในแต่ละบุคคลครับ
ความหนาของผิว
การสัมผัสรังสี UV เป็นประจำ
การเปลี่ยนแปลงน้ำหนัก
นิสัยการแสดงสีหน้า — ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลทำให้บางคนผลอยู่ได้แค่ 10 เดือน
ในขณะที่บางคนผลอยู่ได้เกือบ 2 ปีครับ
สิ่งที่ผมมักแนะนำคือ
ประเมินผลด้วยตัวเองจากภาพถ่ายตอนเดือนที่ 6
แล้วกำหนดเวลาทำซ้ำในช่วง 1-1.5 ปีตามผลที่ได้ครับ
ไม่ใช่การรักษาที่ต้องทำทุกปีครับ
ก่อนสรุป ขอเพิ่มอีกหนึ่งเรื่องครับ
Q3. มีผลข้างเคียงหรือข้อควรระวังอะไรบ้าง?
A. แต่พอเจอในห้องตรวจจริงๆ ผลข้างเคียงที่พบมากที่สุดคือ "ความคาดหวังที่ไม่ตรงกับผลลัพธ์" ครับ
ผลข้างเคียงทางการแพทย์นั้นพบได้ไม่บ่อยครับ
มีบ้างที่พบได้น้อย เช่น ผื่นแดงชั่วคราว
อาการบวมเล็กน้อย
และที่พบน้อยมากคือแผลไหม้ที่ผิว
แต่ถ้าใช้พลังงานที่เหมาะสมและความลึกที่ถูกต้อง ปัญหาแทบไม่เกิดขึ้นครับ
สิ่งที่ต้องระวังจริงๆ มีอยู่ต่างหากครับ
ผู้ที่มีใบหน้าผอมและไขมันน้อย
หรือผู้ที่มีโหนกแก้มเด่น อาจมีแก้มดูยุบลงได้ถ้าเลือกบริเวณรักษาไม่เหมาะสมครับ
นอกจากนี้ หลังทำ 2 สัปดาห์ควรหลีกเลี่ยงซาวน่า อบไอน้ำ และดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปครับ
และควรให้ความสำคัญกับการใช้กันแดดมากกว่าปกติ เพื่อให้การฟื้นฟูคอลลาเจนเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ครับ
ถ้าจะจำอะไรไปจากบทความนี้สักอย่าง — รีวิวเทอร์มาจที่ไม่บอกช่วงเวลาที่ประเมินนั้นแทบไม่มีความหมายครับ ความไม่พึงพอใจในสัปดาห์แรกกับความพึงพอใจในเดือนที่ 6 เป็นแค่คนละช่วงของการรักษาเดียวกันครับ
บทความถัดไป จะพูดถึง "วิธีตรวจสอบผลด้วยตัวเองเดือนที่ 3 หลังทำเทอร์มาจ — มุมถ่ายภาพ แสง และจุดที่ต้องเปรียบเทียบ" เพื่อช่วยให้คุณรู้ว่าตัวเองได้ผลจริงหรือไม่ได้ผลจริงๆ ผ่านการดูเคสจริงครับ นี่คือหมอวียองจินครับ








