ภาพปกบทความอธิบายทำไมรีวิวเทอร์มาจ 1 สัปดาห์กับ 6 เดือนถึงต่างกัน
ลิฟติ้ง

ทำเทอร์มาจแล้วยังไม่เห็นผล ต้องรอถึงเมื่อไหร่ถึงจะเห็นผลจริง?

เทอร์มาจไม่ได้ให้ผลลัพธ์ตั้งแต่วันแรกที่ทำ กระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่จะเริ่มต้นในเดือนที่ 3 และขึ้นสูงสุดในเดือนที่ 6 บทความนี้อธิบายผ่านเคสจริงว่าทำไมรีวิว 1 สัปดาห์กับ 6 เดือนถึงต่างกันมาก

ติดตาม Hongdae Beautys Doctors YouTube
วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน
2นาที

อัปเดตล่าสุด: กรกฎาคม 2026

เคยเป็นไหม? อ่านรีวิวเทอร์มาจ (Thermage) แล้วเจอคนละครึ่งที่บอกว่า 'ทำไปแล้วไม่เห็นอะไรเปลี่ยน' ทั้งที่จ่ายเงินไปหลายหมื่นบาท จนเริ่มสงสัยว่าตกลงเทอร์มาจได้ผลจริงหรือแค่การตลาดกันแน่

ความจริงแล้วรีวิวที่บอกว่า 'ไม่เห็นผล' ส่วนใหญ่มักมาจากการประเมินตัวเองเร็วเกินไป เพราะกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ในผิวยังไม่เริ่มทำงานเต็มที่ในช่วงสัปดาห์แรกหลังทำ บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปดูเคสจริงในคลินิกว่าทำไมรีวิว 1 สัปดาห์กับ 6 เดือนถึงต่างกันเป็นคนละเรื่อง พร้อมสิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจทำค่ะ

Thermage (เทอร์มาจ) คืออะไร ทำงานยังไง

Thermage FLX (เทอร์มาจ) คือหัตถการที่ใช้พลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูงแบบ Monopolar RF ให้ความร้อนกับชั้นผิวหนังแท้เป็นบริเวณกว้าง เพื่อกระตุ้นให้คอลลาเจนที่มีอยู่เดิมหดตัว พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเส้นใหม่ตามมาในภายหลัง

จุดที่ต่างจาก Ulthera (อัลเทอร่า) ซึ่งใช้พลังงานอัลตราซาวด์เจาะจงไปที่ชั้น SMAS โดยตรง คือเทอร์มาจให้ความร้อนกับผิวหนังแท้ทั้งชั้นแบบกระจายทั่วพื้นที่มากกว่าเจาะลึกไปชั้นเดียว จึงมักเหมาะกับปัญหาผิวหย่อนคล้อยแบบทั่วผิวและความกระชับที่ลดลง มากกว่าอาการหย่อนคล้อยที่มีมวลไขมันตกลงมาอย่างชัดเจน

ทำไมรีวิว 1 สัปดาห์กับ 6 เดือนถึงเหมือนคนละเรื่อง

นี่คือจุดที่คนไข้จำนวนมากเข้าใจผิด เทอร์มาจไม่ได้ให้ผลแบบทำเสร็จแล้วหน้าตึงทันที ในสัปดาห์แรกหลังทำมักแทบไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ความรู้สึกกระชับเล็กน้อยที่บางคนรู้สึกได้ในช่วงนี้ ส่วนใหญ่มาจากอาการบวมชั่วคราวจากความร้อน ไม่ใช่ผลลัพธ์จริงจากคอลลาเจน

กระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่เพิ่งเริ่มทำงานอย่างจริงจังตั้งแต่ประมาณเดือนที่ 3 หลังทำ และมักขึ้นสูงสุดในเดือนที่ 6 การตัดสินว่า 'ไม่ได้ผล' ตั้งแต่สัปดาห์แรกจึงเปรียบเหมือนการเปิดเตาอบดูขนมปังทันทีที่ใส่เข้าไป แล้วบอกว่าไม่ฟู ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาที่แป้งจะขึ้นตัว

จากสถิติในคลินิกของเรา ผู้ที่ทำเทอร์มาจและประเมินความพึงพอใจในเดือนที่ 1 มีสัดส่วนพอใจอยู่ที่ประมาณ 30% แต่เมื่อสอบถามคนกลุ่มเดียวกันอีกครั้งในเดือนที่ 6 สัดส่วนความพึงพอใจขยับขึ้นไปมากกว่า 70% ทั้งที่เป็นการทำครั้งเดียวกัน สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่ตัวหัตถการ แต่คือช่วงเวลาที่ประเมินผล

ช่วงเวลาประเมินสัดส่วนความพึงพอใจโดยประมาณ
เดือนที่ 1 หลังทำประมาณ 30%
เดือนที่ 6 หลังทำมากกว่า 70%

ตัวเลขนี้ไม่ได้แปลว่าเทอร์มาจ 'ช้า' แต่สะท้อนกลไกทางชีววิทยาที่คอลลาเจนต้องใช้เวลาสร้างและจัดเรียงตัวใหม่จริง ๆ

ภาพแสดงกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่หลังทำเทอร์มาจตั้งแต่เดือนที่ 3 ถึงเดือนที่ 6

เคสจริง: ทำไมบางคนรู้สึกว่าแก้มยุบลงช่วงแรก

มีอีกเคสหนึ่งที่พบบ่อยในการปรึกษา คือคนไข้ที่ทำเทอร์มาจจากคลินิกอื่นมาก่อน แล้วรู้สึกว่าเส้นหน้าดูกระชับขึ้นก็จริง แต่กลับรู้สึกว่าแก้มยุบลงกว่าเดิม ความรู้สึกนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก และมักเกิดจากความเข้าใจผิดเรื่องกลไกของเทอร์มาจ

เทอร์มาจไม่ใช่หัตถการที่ลดปริมาณไขมันใต้ผิวหนัง แต่สำหรับคนที่มีไขมันใต้ผิวค่อนข้างน้อยอยู่แล้วหรือมีรูปหน้าที่โหนกแก้มค่อนข้างเด่นชัด เมื่ออาการบวมจากความร้อนหลังทำยุบตัวลง อาจทำให้รู้สึกว่าใบหน้าดูตอบหรือยุบลงชั่วคราวมากกว่าที่คาดไว้

จุดนี้ไม่ได้แปลว่าเทอร์มาจไม่เหมาะกับคนกลุ่มนี้เสมอไป แต่หมายความว่าการเลือกบริเวณและจำนวนช็อตต้องพิจารณาจากรูปหน้าจริงของแต่ละคนตั้งแต่ต้น เพื่อลดโอกาสเกิดความรู้สึกแบบนี้ และเมื่อผ่านไปจนถึงเดือนที่ 6 ที่คอลลาเจนใหม่เริ่มเข้าที่ ความรู้สึกยุบตัวชั่วคราวนี้มักดีขึ้นตามไปด้วยค่ะ

ภาพแสดงเคสที่รู้สึกว่าแก้มยุบลงชั่วคราวหลังทำเทอร์มาจ

เทอร์มาจเหมาะกับใคร ต้องระวังอะไรเป็นพิเศษ

เทอร์มาจเหมาะกับคนที่กังวลเรื่องผิวหย่อนคล้อยหรือความกระชับของผิวโดยรวมลดลง มากกว่าคนที่ต้องการยกกระชับโครงหน้าที่หย่อนคล้อยชัดเจนแบบมีมวลไขมันตกลงมา ซึ่งอาจต้องพิจารณาหัตถการอื่นร่วมด้วยตามดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

สิ่งที่ควรพูดคุยกับแพทย์ให้ชัดเจนก่อนทำ ได้แก่ ปริมาณไขมันใต้ผิวหน้าในปัจจุบัน โครงหน้าและตำแหน่งโหนกแก้ม รวมถึงเป้าหมายที่คาดหวังจริง เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อการเลือกบริเวณและจำนวนช็อตที่เหมาะสม การประเมินตั้งแต่ต้นอย่างละเอียดช่วยลดโอกาสเกิดความรู้สึกไม่ตรงกับที่คาดหวังในภายหลังได้มาก

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังหลังทำเทอร์มาจ

สิ่งที่พบบ่อยที่สุดหลังทำเทอร์มาจในทางปฏิบัติไม่ใช่ผลข้างเคียงรุนแรง แต่คือความคาดหวังที่ไม่ตรงกับระยะเวลาจริงของผลลัพธ์ตามที่อธิบายไปข้างต้น ผลข้างเคียงทางการแพทย์ที่แท้จริงพบได้ไม่บ่อยนัก

อาจมีรอยแดงหรือรู้สึกอุ่น ๆ บริเวณที่ทำเล็กน้อยในช่วง 2-3 วันแรก ซึ่งมักดีขึ้นได้เองโดยไม่ต้องดูแลเป็นพิเศษ ในบางกรณีอาจมีอาการบวมเล็กน้อย และในกรณีที่พบได้น้อยมากอาจเกิดรอยไหม้ที่ผิวหนังได้หากตั้งค่าพลังงานหรือความลึกไม่เหมาะสม ซึ่งมักไม่เกิดขึ้นหากทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญภายใต้การตั้งค่ามาตรฐาน หากมีอาการผิดปกติ เช่น บวมมากผิดปกติหรือรอยแดงลุกลามต่อเนื่อง ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที ไม่ควรปล่อยไว้หรือดูแลด้วยตัวเอง

ในช่วง 2 สัปดาห์หลังทำ ควรเลี่ยงซาวน่า อบไอน้ำ และการดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก และควรเพิ่มความระมัดระวังเรื่องการปกป้องผิวจากแสงแดดมากกว่าปกติ เพราะมีผลโดยตรงต่อกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ที่กำลังดำเนินอยู่

เทอร์มาจอยู่ได้นานแค่ไหน ต้องทำซ้ำทุกกี่เดือน

โดยเฉลี่ยแล้วผลลัพธ์จากเทอร์มาจมักอยู่ได้ประมาณ 12-18 เดือน แต่ระยะเวลานี้แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลค่อนข้างมาก ขึ้นอยู่กับความหนาของผิว การโดนแสงแดดสะสม การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว และพฤติกรรมการแสดงออกทางสีหน้าในชีวิตประจำวัน บางคนอาจอยู่ได้เพียงประมาณ 10 เดือน ขณะที่บางคนอาจอยู่ได้ใกล้เคียง 2 ปี

แนวทางที่มักแนะนำคือ ประเมินผลลัพธ์อีกครั้งในเดือนที่ 6 โดยเปรียบเทียบภาพถ่ายก่อนและหลังทำ จากนั้นจึงพิจารณาช่วงเวลาทำซ้ำในช่วงประมาณ 1 ปีถึง 1 ปีครึ่ง ตามผลลัพธ์ที่เห็นจริง เทอร์มาจจึงไม่ใช่หัตถการที่ต้องทำซ้ำทุกปีเป็นประจำเสมอไป

ภาพแสดงระยะเวลาที่ผลลัพธ์เทอร์มาจอยู่ได้และช่วงเวลาทำซ้ำ

สรุป

รีวิวเทอร์มาจที่บอกว่าไม่ได้ผลส่วนใหญ่มักเป็นการประเมินในช่วงสัปดาห์แรก ก่อนที่กระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่จะเริ่มทำงานจริงในเดือนที่ 3 และขึ้นสูงสุดในเดือนที่ 6 ความรู้สึกยุบตัวหรือแบนลงชั่วคราวในบางคนก็มักดีขึ้นเมื่อผ่านช่วงเวลานี้ไปเช่นกัน

ทั้งนี้ผลลัพธ์และระยะเวลาที่เห็นผลอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและโครงหน้าของแต่ละคน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจ BeautyStone Clinic ตั้งอยู่ย่านฮับจอง กรุงโซล มีช่องทางปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายผ่าน LINE หากคุณกำลังอ่านรีวิวเทอร์มาจแล้วสับสนว่าตกลงได้ผลจริงไหม แอด LINE มาปรึกษาคุณหมอได้เลยนะคะ

คำถามที่พบบ่อย

Q1. ทำเทอร์มาจแล้วกี่เดือนถึงจะเห็นผลจริง?

โดยทั่วไปกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่จะเริ่มทำงานอย่างจริงจังตั้งแต่ประมาณเดือนที่ 3 หลังทำ และมักขึ้นสูงสุดในเดือนที่ 6 ค่ะ การประเมินผลตั้งแต่สัปดาห์แรกอาจยังเร็วเกินไป ผลลัพธ์ที่แท้จริงจึงควรดูตั้งแต่ช่วงเดือนที่ 3 เป็นต้นไป

Q2. ทำเทอร์มาจแล้วรู้สึกยังไง เจ็บไหม?

ระหว่างทำมักรู้สึกอุ่น ๆ ที่ผิวสลับกับความรู้สึกคล้ายโดนหนังยางดีดเบา ๆ ในบางจังหวะ ความรู้สึกนี้แตกต่างกันไปในแต่ละคนตามความไวของผิว หลังทำอาจมีรอยแดงหรือความรู้สึกอุ่นเล็กน้อยในช่วง 2-3 วันแรก ซึ่งมักดีขึ้นได้เอง

Q3. เทอร์มาจอยู่ได้นานแค่ไหน ต้องทำซ้ำทุกกี่เดือน?

โดยเฉลี่ยผลลัพธ์มักอยู่ได้ประมาณ 12-18 เดือน แต่แตกต่างกันไปตามสภาพผิวและพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละคนค่ะ แนะนำให้ประเมินผลอีกครั้งในเดือนที่ 6 ก่อนตัดสินใจว่าจะทำซ้ำในช่วงปีถึงปีครึ่งถัดไปหรือไม่

Q4. ทำเทอร์มาจแล้วทำไมรู้สึกว่าแก้มยุบลงกว่าเดิม?

เทอร์มาจไม่ได้ลดปริมาณไขมันใต้ผิวหนัง แต่สำหรับคนที่มีไขมันใต้ผิวค่อนข้างน้อยอยู่แล้ว เมื่ออาการบวมจากความร้อนยุบตัวลง อาจรู้สึกว่าแก้มดูตอบชั่วคราวมากกว่าที่คาดไว้ ความรู้สึกนี้มักดีขึ้นเมื่อคอลลาเจนใหม่เริ่มเข้าที่ในเดือนที่ 6 ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเลือกบริเวณและจำนวนช็อตให้เหมาะกับรูปหน้าตั้งแต่ต้นอีกครั้ง

บทความแนะนำ

ผู้หญิงรู้สึกว่าผิวหย่อนคล้อยเร็วผิดปกติในช่วงที่เครียดสะสมลิฟติ้ง

ผิวหย่อนเพราะความเครียดเรื้อรัง RF Lifting ช่วยได้จริงไหม?

ช่วงที่เครียดหนัก ๆ แล้วรู้สึกว่าผิวหย่อนคล้อยเร็วผิดปกติ จริง ๆ แล้วสองอย่างนี้เกี่ยวข้องกันได้ บทความนี้จะพาไปดูว่าความเครียดเรื้อรังทำให้ผิวเสียความกระชับยังไง และ RF Lifting เข้ามาช่วยตรงไหน

คุณแม่หลังคลอดกำลังพิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะกับการทำ Ultherapyลิฟติ้ง

หลังคลอดหน้าหย่อน ทำ Ultherapy ตอนให้นมได้ไหม?

หลังคลอดแล้วรู้สึกว่ากรอบหน้าไม่คมเหมือนเดิม ผิวดูไม่แน่นเท่าก่อน บทความนี้จะพาไปดูว่าช่วงให้นมทำ Ultherapy ได้ไหม และควรเริ่มเมื่อไหร่ถึงจะเหมาะ

ภาพหน้าปกเรื่องดาวน์ไทม์ Potenza และการฟื้นตัววันต่อวันลิฟติ้ง

ดาวน์ไทม์ Potenza นานแค่ไหน ฟื้นตัววันต่อวันอย่างไร

หลังทำ Potenza รอยแดง สะเก็ดเล็ก ๆ และบวมจะค่อย ๆ ยุบลงตามวันอย่างไร บทความนี้เรียบเรียงไทม์ไลน์การฟื้นตัวและจุดดูแลในแต่ละช่วงให้เข้าใจแบบสบายใจ

บทความล่าสุด

ผู้หญิงที่มีโรคประจำตัวกำลังพิจารณาการทำหัตถการความงามผิวหนัง

มีโรคประจำตัวหรือกินยาอยู่ ทำหัตถการความงามได้ไหม?

ถ้าคุณเป็นเบาหวาน ความดันสูง หรือกินยาละลายลิ่มเลือดอยู่ แล้วอยากทำหัตถการความงาม บทความนี้จะพาไปดูว่าต้องระวังอะไร และควรบอกคลินิกเรื่องอะไรบ้าง

ผู้หญิงรู้สึกว่าผิวหย่อนคล้อยเร็วผิดปกติในช่วงที่เครียดสะสมลิฟติ้ง

ผิวหย่อนเพราะความเครียดเรื้อรัง RF Lifting ช่วยได้จริงไหม?

ช่วงที่เครียดหนัก ๆ แล้วรู้สึกว่าผิวหย่อนคล้อยเร็วผิดปกติ จริง ๆ แล้วสองอย่างนี้เกี่ยวข้องกันได้ บทความนี้จะพาไปดูว่าความเครียดเรื้อรังทำให้ผิวเสียความกระชับยังไง และ RF Lifting เข้ามาช่วยตรงไหน

ผู้หญิงกำลังปรึกษาแพทย์เรื่องสกินบูสเตอร์กับการสูบบุหรี่ก่อนทำผิวหนัง

สูบบุหรี่ทำ Rejuran เห็นผลช้าลงจริงไหม?

ถ้าคุณสูบบุหรี่แล้วกำลังคิดจะทำสกินบูสเตอร์อย่าง Rejuran คำถามที่ว่าคอลลาเจนจะฟื้นตัวช้าลงไหมเป็นเรื่องที่หลายคนกังวลใจ บทความนี้จะพาไปดูว่าบุหรี่ส่งผลต่อการสร้างคอลลาเจนยังไง และจะดูแลให้ผลลัพธ์ดีขึ้นได้อย่างไร

ภาพปกอธิบาย Juvelook Volume สำหรับหน้าตอบหลังลดน้ำหนักผิวหนัง

ลดน้ำหนักแล้วหน้าตอบ เติมด้วย Juvelook Volume ได้ไหม

พอลดน้ำหนักสำเร็จ แต่แก้มและกลางใบหน้ากลับตอบจนดูโทรมกว่าเดิม Juvelook Volume ช่วยพยุงด้วยแนวคิดแบบไหน มาทำความเข้าใจกันแบบง่าย ๆ ค่ะ

คุณแม่หลังคลอดกำลังพิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะกับการทำ Ultherapyลิฟติ้ง

หลังคลอดหน้าหย่อน ทำ Ultherapy ตอนให้นมได้ไหม?

หลังคลอดแล้วรู้สึกว่ากรอบหน้าไม่คมเหมือนเดิม ผิวดูไม่แน่นเท่าก่อน บทความนี้จะพาไปดูว่าช่วงให้นมทำ Ultherapy ได้ไหม และควรเริ่มเมื่อไหร่ถึงจะเหมาะ

ภาพหน้าปกเรื่องอาการบวมหลังทำหัตถการกับการดูแลด้วยอาหารผิวหนัง

อาการบวมหลังทำหัตถการ ลดได้ด้วยอาหารและโซเดียมไหม

อาการบวมที่เกิดขึ้นหลังทำหัตถการความงามอาจบรรเทาลงหรือยืดเยื้อได้ตามอาหารที่เรากิน บทความนี้ชวนดูเรื่องโซเดียม น้ำ และอาหารที่ช่วย จากมุมมองการดูแลตัวเองอย่างใจเย็น

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors