ภาพเปรียบเทียบ Thermage FLX 300 ช็อต และ 600 ช็อต
ผิวหนัง

Thermage FLX 300 ช็อต หรือ 600 ช็อต เหมาะกับใครมากกว่ากัน?

บทความนี้เปรียบเทียบ Thermage FLX 300 ช็อต กับ 600 ช็อต ว่าเหมาะกับใครบ้าง โดยพิจารณาจากพื้นที่ใบหน้า ระดับความหย่อนคล้อย และความหนาของผิว

ติดตาม Hongdae Beautys Doctors YouTube
วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน
2นาที

เคยไหมคะที่นั่งปรึกษาทำ Thermage FLX แล้วต้องคิดว่า "300 ช็อตพอไหม หรือต้องไป 600 ช็อตถึงจะเห็นผล" บางวันส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าเส้นกรอบหน้ายังดูดี บางวันกลับรู้สึกว่าใบหน้าหย่อนคล้อยไปทั้งหน้า ยิ่งทำให้ตัดสินใจยากขึ้นไปอีก จำนวนช็อตไม่ได้หมายความว่ายิ่งมากยิ่งดีเสมอไป แต่เป็นตัวเลขที่ถูกกำหนดจากพื้นที่ที่จะทำ ความหนาของผิว และระดับความหย่อนคล้อยของแต่ละคน บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกความแตกต่างระหว่าง 300 ช็อตกับ 600 ช็อต พร้อมแนะนำแนวทางการเลือก

Thermage FLX และความหมายของ "จำนวนช็อต" คืออะไร?

Thermage FLX (เทอร์มาจ) เป็นโปรแกรมยกกระชับผิวแบบไม่ต้องผ่าตัด ทำงานด้วยพลังงาน Monopolar RF (คลื่นวิทยุความถี่สูง) ส่งความร้อนลงไปถึงชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ หนึ่งช็อตหมายถึงการยิงพลังงานลงหนึ่งจุด ดังนั้นจำนวนช็อตจึงใกล้เคียงผลรวมของพื้นที่ที่ทำและความหนาแน่นของการยิง ยิ่งพื้นที่กว้าง จำนวนช็อตก็ยิ่งเพิ่มตามธรรมชาติ และหากผิวหนาหรือหย่อนคล้อยลึก แพทย์อาจยิงซ้ำในจุดเดิมเพื่อเพิ่มความหนาแน่นของพลังงาน

เมื่อพลังงาน RF ทำให้ชั้นผิวหนังแท้ร้อนขึ้น เส้นใยคอลลาเจนจะหดตัวทันที ก่อนที่ร่างกายจะค่อย ๆ สร้างคอลลาเจนใหม่ตามมา งานวิเคราะห์เนื้อเยื่อชิ้นหนึ่งรายงานว่าหลังการรักษาคอลลาเจนจะหดตัวทันที และความหนาแน่นของคอลลาเจนกับเส้นใยอีลาสตินในชั้นผิวหนังแท้จะเพิ่มขึ้นตามมาในภายหลัง ด้วยเหตุนี้ การทำทั้งใบหน้ากับการทำเฉพาะจุด เช่น กรอบหน้าหรือกลางใบหน้า จึงต้องใช้จำนวนช็อตต่างกัน โดยทั่วไป 300 ช็อตเหมาะกับพื้นที่แคบหรือความหย่อนคล้อยเล็กน้อย ส่วน 600 ช็อตเหมาะกับพื้นที่กว้างหรือหย่อนคล้อยลึกกว่า

อะไรที่ทำให้จำนวนช็อตส่งผลต่อผลลัพธ์

ผลลัพธ์ของ Thermage FLX ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขช็อตเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าพลังงานถูกกระจายไปยังจุดไหน ความหนาแน่นเป็นอย่างไร และผิวแต่ละคนตอบสนองต่อความร้อนต่างกัน คนผิวบางอาจเห็นผลลัพธ์ได้จากจำนวนช็อตที่น้อยกว่า ส่วนคนผิวหนาอาจต้องการความหนาแน่นของพลังงานที่มากกว่าจึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจน

นอกจากนี้ ตำแหน่งของความหย่อนคล้อยก็มีผล หากอยู่ในชั้นตื้น จำนวนช็อตที่น้อยกว่าก็อาจเพียงพอ แต่หากเกี่ยวข้องกับชั้น SMAS (ชั้นพังผืดใต้ผิวหนัง ใกล้เคียงกับชั้นที่ใช้ในการทำศัลยกรรมยกกระชับ) มักต้องใช้พลังงานมากขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่ 600 ช็อตมักถูกแนะนำสำหรับผู้ที่หย่อนคล้อยลึกกว่า

เหมาะกับใครที่ควรเลือก 600 ช็อต

หากคุณตรงกับเงื่อนไขต่อไปนี้ตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป การเลือก 600 ช็อตมักช่วยให้เห็นผลลัพธ์ที่สมดุลมากกว่า

  • ต้องการทำทั้งใบหน้า ตั้งแต่หน้าผาก ขมับ กลางใบหน้า กรอบหน้า ไปจนถึงลำคอบางส่วน
  • อายุตั้งแต่ปลาย 30 ปีขึ้นไป และมีความหย่อนคล้อยลึกที่เกี่ยวข้องกับชั้น SMAS
  • ผิวค่อนข้างหนา ทำให้การยิงเพียงจุดละครั้งอาจให้ผลลัพธ์ที่ไม่ชัดเจนพอ
  • ต้องการให้เส้นกรอบหน้าและใต้คางดูกระชับขึ้นอย่างชัดเจน
  • เคยทำ RF หรือ HIFU (คลื่นอัลตราซาวด์โฟกัสความเข้มสูง) มาก่อน แต่รู้สึกว่าผลลัพธ์ยังไม่เด่นชัด

โดยเฉพาะผู้ที่แก้มหย่อน ร่องแก้มลึก และกรอบหน้าไม่ชัดพร้อมกัน การทำ 600 ช็อตกระตุ้นทั้งใบหน้าในครั้งเดียวมักสมดุลกว่าการแบ่งทำทีละจุดด้วย 300 ช็อต เพราะ Thermage ใช้ความร้อนกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนใหม่ ผลลัพธ์จึงค่อย ๆ ปรากฏภายในไม่กี่เดือน ไม่ใช่เห็นผลทันทีแบบฉับพลัน การกระตุ้นพื้นที่กว้างไว้แต่แรกช่วยให้ภาพรวมกลมกลืนขึ้นตามเวลา ผลลัพธ์อาจต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเอง

ภาพแสดงผู้ที่เหมาะกับการทำ Thermage FLX 600 ช็อตทั้งใบหน้า

เหมาะกับใครที่ 300 ช็อตก็เพียงพอ

ในทางกลับกัน หากคุณใกล้เคียงกับลักษณะต่อไปนี้ 300 ช็อตก็อาจตอบโจทย์ได้เพียงพอแล้ว

  • ต้องการทำเฉพาะจุด เช่น กรอบหน้าหรือใต้คางเท่านั้น (พื้นที่แคบกว่า)
  • อายุปลาย 20 ถึงต้น 30 ปี ทำเพื่อดูแลป้องกันก่อนที่ความหย่อนคล้อยจะลึก
  • เป็นการทำ Thermage ครั้งแรก และต้องการเริ่มจากความเข้มข้นที่เบากว่า
  • โครงหน้าค่อนข้างชัดอยู่แล้ว ต้องการกระชับเฉพาะเส้นบางจุดมากกว่าทั้งหน้า
  • วางแผนงบประมาณแบบแบ่งทำ เช่น ทำ 300 ช็อตก่อนแล้วค่อยพิจารณาเพิ่มในภายหลัง

300 ช็อตก็ถือเป็นการกระตุ้นที่มีความหมายเช่นกัน ไม่ควรมองว่า "ช็อตน้อยแปลว่าผลอ่อน" เพราะหากพื้นที่และเป้าหมายแคบอยู่แล้ว 300 ช็อตอาจเป็นตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพกว่าด้วยซ้ำ

ภาพแสดงผู้ที่เหมาะกับการทำ Thermage FLX 300 ช็อตเฉพาะจุด

ปัจจัยอื่นนอกจากจำนวนช็อตที่มีผลต่อผลลัพธ์

การตัดสินใจดูแค่จำนวนช็อตอาจยังไม่ครบถ้วน เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ไม่น้อย

  • ฝีมือและการวางแผนของแพทย์ผู้ทำหัตถการ การกระจายพลังงานไปยังจุดต่าง ๆ ส่งผลโดยตรงต่อความสมดุลของผลลัพธ์
  • ระดับพลังงานที่ใช้ (Level) แม้เป็น 600 ช็อตเท่ากัน ระดับพลังงานต่างกันก็ทำให้ความลึกของการกระตุ้นต่างกัน
  • ชนิดของหัวทิป (Tip) เช่น Face Tip, Eye Tip และ Body Tip แต่ละแบบเหมาะกับตำแหน่งและรูปแบบการกระตุ้นต่างกัน
  • ระยะห่างระหว่างการทำ โดยทั่วไปแนะนำเว้นระยะประมาณ 12-18 เดือน หากทำถี่เกินไปอาจสะสมความร้อนจนเป็นภาระต่อผิว
  • การตอบสนองของคอลลาเจนในแต่ละบุคคล ผลลัพธ์ที่เห็นในช่วง 8-12 สัปดาห์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน

ก่อนตัดสินใจ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสภาพผิวและระดับความหย่อนคล้อยของคุณโดยตรง เพราะแม้จะเป็นจำนวนช็อตเท่ากัน แพทย์แต่ละท่านอาจออกแบบระดับพลังงานและการกระจายจุดต่างกัน การเปรียบเทียบแค่ "จำนวนช็อตคูณราคา" จึงยังไม่พอสำหรับการคาดการณ์ผลลัพธ์

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ

หลังทำ Thermage FLX อาจมีรอยแดงหรือรู้สึกอุ่น ๆ บริเวณที่ทำ ซึ่งมักหายได้เองภายใน 1-3 วัน บางกรณีอาจมีอาการบวมเล็กน้อยต่อเนื่องสักระยะ หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดมากผิดปกติหรืออาการไม่ดีขึ้นตามเวลาที่คาดไว้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้ที่มีเครื่องกระตุ้นหัวใจหรืออุปกรณ์โลหะฝังในร่างกาย และผู้ที่มีการอักเสบหรือติดเชื้อที่ผิวหนัง อาจไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้ ควรแจ้งประวัติสุขภาพและยาที่ใช้อยู่กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ครบก่อนตัดสินใจทำหัตถการ ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจ

ภาพแสดงผลข้างเคียงและข้อควรระวังหลังทำ Thermage FLX

สรุป

จำนวนช็อตของ Thermage FLX ไม่ใช่เรื่องที่ยิ่งมากยิ่งดีเสมอไป แต่เป็นตัวเลือกที่ควรเลือกให้เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการทำ ระดับความหย่อนคล้อย และความหนาของผิวของแต่ละคน หากต้องการทำทั้งใบหน้าหรือมีความหย่อนคล้อยลึก 600 ช็อตมักช่วยให้ผลลัพธ์ดูสมดุลกว่า ส่วนผู้ที่ต้องการทำเฉพาะจุดหรือดูแลเชิงป้องกัน 300 ช็อตก็เพียงพอ อย่างไรก็ตาม แม้จำนวนช็อตจะเท่ากัน ผลลัพธ์ก็ยังขึ้นอยู่กับระดับพลังงาน การวางแผนของแพทย์ และการตอบสนองของแต่ละบุคคลด้วย

หากคุณกำลังกังวลเรื่องควรเลือก 300 ช็อตหรือ 600 ช็อตดี ทักมาปรึกษาได้เลยนะคะ ที่ BeautyStone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล เราพร้อมให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมินสภาพผิวของคุณโดยตรง แอด LINE มาปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

คำถามที่พบบ่อย

Q1. ทำ 600 ช็อตแล้วจะได้ผลลัพธ์เป็นสองเท่าของ 300 ช็อตไหม?

ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบทวีคูณโดยตรงค่ะ หากพื้นที่เดียวกันได้รับการกระตุ้นเพียงพอแล้วด้วย 300 ช็อต ส่วนที่เพิ่มขึ้นใน 600 ช็อตมักถูกกระจายไปยังบริเวณอื่นแทน หากพื้นที่ที่ต้องการทำแคบ 300 ช็อตอาจมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่หากพื้นที่กว้าง 600 ช็อตมักให้ผลลัพธ์ที่สมดุลกว่า ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

Q2. เป็นการทำ Thermage ครั้งแรก เริ่มด้วย 600 ช็อตเลยได้ไหม?

หากระดับความหย่อนคล้อยและพื้นที่ที่ต้องการทำเหมาะกับ 600 ช็อต ก็สามารถเริ่มได้ค่ะ แต่หลายคนเลือกเริ่มจาก 300 ช็อตก่อน เพื่อลดความกังวลเรื่องความเจ็บและระยะพักฟื้น แล้วค่อยพิจารณาปรับจำนวนช็อตในครั้งต่อไปตามผลลัพธ์ที่เห็น ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินระดับความไวต่อความเจ็บและตารางเวลาของคุณก่อนตัดสินใจ

Q3. ทำ 300 ช็อตแล้วรู้สึกว่าผลลัพธ์ยังไม่พอ สามารถทำเพิ่มอีก 300 ช็อตทันทีได้ไหม?

ไม่แนะนำให้ทำเพิ่มในช่วงเวลาใกล้กันค่ะ Thermage เป็นหัตถการที่ผลลัพธ์จากการสร้างคอลลาเจนใหม่มักเห็นชัดในช่วง 8-12 สัปดาห์ จึงควรรอประเมินผลลัพธ์อย่างน้อย 3 เดือนก่อนพิจารณาทำเพิ่ม การทำถี่เกินไปอาจทำให้เกิดการสะสมของความร้อนจนเป็นภาระต่อผิว

Q4. จำนวนช็อตเท่ากัน ทำที่ไหนก็ได้ผลลัพธ์เหมือนกันไหม?

ไม่จำเป็นค่ะ แม้จำนวนช็อตจะเท่ากัน แต่ระดับพลังงานและการกระจายจุดที่แพทย์แต่ละท่านออกแบบอาจแตกต่างกัน ดังนั้นแทนที่จะเปรียบเทียบแค่จำนวนช็อตและราคา การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ประเมินสภาพผิวของคุณโดยตรงจะช่วยให้คาดการณ์ผลลัพธ์ได้แม่นยำกว่า

บทความแนะนำ

ภาพหน้าปกเรื่องอาการบวมหลังทำหัตถการกับการดูแลด้วยอาหารผิวหนัง

อาการบวมหลังทำหัตถการ ลดได้ด้วยอาหารและโซเดียมไหม

อาการบวมที่เกิดขึ้นหลังทำหัตถการความงามอาจบรรเทาลงหรือยืดเยื้อได้ตามอาหารที่เรากิน บทความนี้ชวนดูเรื่องโซเดียม น้ำ และอาหารที่ช่วย จากมุมมองการดูแลตัวเองอย่างใจเย็น

ผู้หญิงกังวลว่าทำเลเซอร์โทนนิงแล้วผิวดูเข้มขึ้นหรือเป็นด่างผิวหนัง

เลเซอร์โทนนิงแล้วทำไมสีผิวถึงเข้มขึ้นหรือเป็นด่างชั่วคราว?

หลายคนทำเลเซอร์โทนนิงเพื่อให้ฝ้าหรือจุดด่างจางลง แต่กลับเห็นผิวเข้มขึ้นหรือเป็นด่างในช่วงแรก บทความนี้จะพาไปดูว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้

ผู้หญิงกังวลเรื่องการเลือกหัวทิป Potenza ให้เหมาะกับผิวผิวหนัง

Potenza มีหัวทิปหลายแบบ แต่ละหัวต่างกันยังไง แล้วผิวเราเหมาะกับหัวไหน?

Potenza เป็นเครื่อง RF ไมโครนีดเดิลที่หัวทิปแต่ละแบบทำหน้าที่ต่างกัน บทความนี้จะพาไปดูว่าหัวแบบไหนเหมาะกับปัญหาผิวแบบไหน เพื่อให้เข้าใจก่อนตัดสินใจ

บทความล่าสุด

ภาพหน้าปกเรื่องอาการบวมหลังทำหัตถการกับการดูแลด้วยอาหารผิวหนัง

อาการบวมหลังทำหัตถการ ลดได้ด้วยอาหารและโซเดียมไหม

อาการบวมที่เกิดขึ้นหลังทำหัตถการความงามอาจบรรเทาลงหรือยืดเยื้อได้ตามอาหารที่เรากิน บทความนี้ชวนดูเรื่องโซเดียม น้ำ และอาหารที่ช่วย จากมุมมองการดูแลตัวเองอย่างใจเย็น

ภาพหน้าปกเรื่องดาวน์ไทม์ Potenza และการฟื้นตัววันต่อวันลิฟติ้ง

ดาวน์ไทม์ Potenza นานแค่ไหน ฟื้นตัววันต่อวันอย่างไร

หลังทำ Potenza รอยแดง สะเก็ดเล็ก ๆ และบวมจะค่อย ๆ ยุบลงตามวันอย่างไร บทความนี้เรียบเรียงไทม์ไลน์การฟื้นตัวและจุดดูแลในแต่ละช่วงให้เข้าใจแบบสบายใจ

ภาพหน้าปกเรื่องการทำ InMode FX ในหน้าร้อนและการดูแลผิวจากแดดลิฟติ้ง

InMode FX หน้าร้อนทำได้ไหม ดูแลผิวจากแดดหลังทำอย่างไร

หน้าร้อนทำ InMode FX ได้ไหม และหลังทำควรจัดการกับแดด เหงื่อ และการออกไปข้างนอกอย่างไรเพื่อเลี่ยงรอยคล้ำ บทความนี้ค่อย ๆ เรียบเรียงให้เข้าใจแบบสบายใจ

ภาพหน้าปกอธิบายว่าผลของ Oligio X อยู่ได้นานแค่ไหนและควรทำซ้ำเมื่อไหร่ลิฟติ้ง

Oligio X ผลอยู่ได้นานแค่ไหน ควรทำซ้ำเมื่อไหร่

หลังทำ Oligio X หลายคนสงสัยว่าความกระชับจะอยู่ได้นานแค่ไหน และควรกลับมาทำซ้ำเมื่อไหร่ดี บทความนี้จะช่วยแยกให้เห็นชัดจากมุมของการสร้างคอลลาเจนใหม่ค่ะ

ภาพหน้าปกอธิบายความต่างของความลึกที่ความร้อนจาก Onda และ Shurink ลงถึงลิฟติ้ง

Onda กับ Shurink ต่างกันอย่างไร ความร้อนลงลึกแค่ไหน

Onda และ Shurink เป็นทรีตเมนต์กระชับผิวเหมือนกัน แต่วิธีส่งผ่านความร้อนและความลึกที่ลงถึงต่างกันมาก บทความนี้จะช่วยแยกให้เห็นชัดว่าแต่ละเครื่องเหมาะกับใครค่ะ

ผู้หญิงกังวลว่าทำเลเซอร์โทนนิงแล้วผิวดูเข้มขึ้นหรือเป็นด่างผิวหนัง

เลเซอร์โทนนิงแล้วทำไมสีผิวถึงเข้มขึ้นหรือเป็นด่างชั่วคราว?

หลายคนทำเลเซอร์โทนนิงเพื่อให้ฝ้าหรือจุดด่างจางลง แต่กลับเห็นผิวเข้มขึ้นหรือเป็นด่างในช่วงแรก บทความนี้จะพาไปดูว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors