ผลลัพธ์ของสกินบูสเตอร์ — ไทม์ไลน์แต่ละครั้งและเหตุผลที่ได้ผลต่างกัน
ผลของสกินบูสเตอร์มาจากการกระตุ้นชั้นหนังแท้และชั้นไขมันให้สร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง ผมจะอธิบายไทม์ไลน์แต่ละครั้งและสาเหตุที่ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละคนครับ


วียองจิน
ผู้อำนวยการ

ผลลัพธ์ของสกินบูสเตอร์
ไทม์ไลน์แต่ละครั้งและเหตุผลที่ได้ผลต่างกัน
ช่วงนี้ในห้องตรวจ มีคำถามหนึ่งที่ผมได้ยิน
เกือบยี่สิบครั้งต่อสัปดาห์ครับ
"ฉีดสกินบูสเตอร์แล้ว
คอลลาเจนจะถูกเติมเข้าไปในผิวเลยใช่ไหมคะ?"
ในประโยคนั้น มีความเข้าใจผิดที่สำคัญซ่อนอยู่ครับ
วันนี้ขอค่อยๆ อธิบายให้กระจ่างตั้งแต่ต้นเลยนะครับ
หลายคนยังสับสนระหว่างสกินบูสเตอร์กับฟิลเลอร์
อยู่เลยครับ
สกินบูสเตอร์คือการนำสารที่มีประโยชน์
ฉีดกระจายเป็นชั้นบางๆ เข้าไปในชั้นหนังแท้ครับ
ไม่ใช่การเพิ่มวอลุ่มเหมือนฟิลเลอร์นะครับ
ฟิลเลอร์คือการฉีดสารเป็นก้อนในจุดเดียว
เพื่อปรับรูปทรงและเพิ่มปริมาตร
ส่วนสกินบูสเตอร์คือการกระจายสารในวงกว้าง
เพื่อเปลี่ยน "สภาพผิว" โดยรวมครับ
ทำไมบางคนถึงเห็นผล
แต่บางคนไม่เห็นผลเลย?
"สกินบูสเตอร์ไม่ได้ 'ฝัง' คอลลาเจน
เข้าไปในผิวโดยตรงครับ
แต่เป็นการ 'ปลุก' ให้ผิว
สร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองครับ
ดังนั้นจึงตอบโจทย์ได้เฉพาะ
ความยืดหยุ่นและสภาพผิวชั้นตื้น
ไม่ใช่การหย่อนคล้อยในระดับลึกครับ"
— คุณหมอวียองจิน (คลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด)
มีลูกค้าบางท่านที่ทำรีจูแรนครบ 4 ครั้งแล้ว
แต่ยังรู้สึกว่าผิวหย่อนคล้อยเหมือนเดิมครับ
นั่นเป็นเพราะเข้าใจขอบเขตของการรักษาคลาดเคลื่อนครับ
เมื่อสารออกฤทธิ์กระตุ้นไฟโบรบลาสต์
ผิวจะสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาเองครับ
นั่นคือขอบเขตของผลลัพธ์ที่จะได้รับ ได้แก่
สภาพผิวในชั้นหนังแท้ ริ้วรอยเล็กๆ และความชุ่มชื้นครับ
สำหรับการหย่อนคล้อยในระดับลึก
ที่เกิดจากกล้ามเนื้อหรือชั้นไขมัน
อัลเทอร่าหรืออินโมดอาจเหมาะสมกว่าครับ
นั่นคือเหตุผลที่สัปดาห์ที่แล้ว
ผมแนะนำให้คุณลูกค้าวัย 32 ปีที่กังวลเรื่องผิวหย่อนรอบปาก
ปรึกษาเรื่องการยกกระชับก่อนสกินบูสเตอร์ครับ
ไทม์ไลน์ที่แท้จริงในแต่ละครั้งการรักษา
ความลึกของการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งที่รักษาครับ
ครั้งที่ | ผลที่คาดหวัง | ความรู้สึกที่แท้จริง |
ครั้งที่ 1 | มอยส์เจอร์ไรเซอร์, ผิวกระจ่างขึ้น | "ดูสว่างขึ้นนิดหน่อยหรือเปล่านะ?" |
ครั้งที่ 2 | สภาพผิวเรียบเนียนขึ้น | "ตอนล้างหน้ารู้สึกผิวแตกต่างไปเลย" |
ครั้งที่ 3 | ริ้วรอยเล็กๆ และรูขุมขนดีขึ้น | "คนรอบข้างบอกว่าผิวดีขึ้นมากเลย" |
ครั้งที่ 4 | ความยืดหยุ่นและความคงทนของผลลัพธ์ | ขั้นตอนที่ผิวพรรณและความยืดหยุ่นเริ่มนิ่งตัว |
น้อยกว่าครึ่งของลูกค้าที่พอใจหลังทำเพียง 1-2 ครั้งครับ
เนื่องจากเซลล์ต้องการเวลาในการตื่นตัว
จึงต้องถึงครั้งที่ 3 ถึงจะเริ่มรู้สึกได้ชัดเจนครับ
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้
น่าจะสงสัยเรื่องนี้อยู่นะครับ
Q1. ฉีดครั้งเดียวก็ได้ผลไหมครับ?
ความรู้สึกชุ่มชื้นจะมีครับ
แต่การสร้างคอลลาเจนจะยังไม่สะสมได้
เพื่อให้ไฟโบรบลาสต์ตื่นตัวอย่างมีนัยสำคัญ
จำเป็นต้องทำซ้ำอย่างน้อย 3 ครั้ง
ในช่วงห่างกัน 3-4 สัปดาห์
เพื่อให้ผิวจดจำการกระตุ้นนั้นได้ครับ
Q2. ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานแค่ไหนครับ?
สำหรับผู้ที่ทำครบ 4 ครั้ง
โดยเฉลี่ยผลลัพธ์คงอยู่ประมาณ 6-8 เดือนครับ
หลังจากนั้นผิวจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงตามกระบวนการชราภาพ
ดังนั้นการดูแลหลังทำด้วยการบำรุงเสริมทุก 6 เดือน
จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดครับ
Q3. มีผลข้างเคียงอย่างรอยช้ำหรือรอยไหมครับ?
เนื่องจากเป็นการฉีดด้วยเข็ม
รอยช้ำเล็กน้อยอาจคงอยู่ได้ประมาณ 1 สัปดาห์ครับ
ตุ่มนูนชั่วคราว (การจับตัวเป็นก้อน)
ก็จะหายไปเองภายใน 2-3 สัปดาห์ครับ
หากฉีดตื้นเกินไปจะเกิดตุ่มนูน หากลึกเกินไปผลลัพธ์จะไม่ดี
ดังนั้นความชำนาญของผู้ทำในการฉีดที่ความลึกที่แม่นยำ
จึงมีความสำคัญมากครับ
หากจะจำสิ่งเดียวจากบทความวันนี้
— สกินบูสเตอร์ไม่ได้ "เติม" คอลลาเจน
แต่เป็นการ "ปลุก" ให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง
และตอบโจทย์ได้อย่างแม่นยำเฉพาะปัญหาในระดับชั้นหนังแท้เท่านั้นครับ
บทความหน้า
ผมจะมาอธิบาย 'ความแตกต่างระหว่างรีจูแรน จูเวลูค และสกินบูสเตอร์ชนิดต่างๆ' ครับ
ฝากติดตามด้วยนะครับ — หมอวียองจินครับ









