ผลลัพธ์ของสกินบูสเตอร์ — ไทม์ไลน์แต่ละครั้งและเหตุผลที่ได้ผลต่างกัน
ผิวหนัง

ผลลัพธ์ของสกินบูสเตอร์ — ไทม์ไลน์แต่ละครั้งและเหตุผลที่ได้ผลต่างกัน

ผลของสกินบูสเตอร์มาจากการกระตุ้นชั้นหนังแท้และชั้นไขมันให้สร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง ผมจะอธิบายไทม์ไลน์แต่ละครั้งและสาเหตุที่ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละคนครับ

วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน
5นาที
ช่อง YouTube ของ BEAUTYSDOCTORS ที่แพทย์อธิบายเรื่องความงามเกาหลีโดยตรง

วางแผนมาโซล

กำลังวางแผนมาโซลอยู่ใช่ไหม?

แชตผ่าน LINE
กลไกการทำงานของสกินบูสเตอร์ 1

ผลลัพธ์ของสกินบูสเตอร์

ไทม์ไลน์แต่ละครั้งและเหตุผลที่ได้ผลต่างกัน

ช่วงนี้ในห้องตรวจ มีคำถามหนึ่งที่ผมได้ยิน

เกือบยี่สิบครั้งต่อสัปดาห์ครับ

"ฉีดสกินบูสเตอร์แล้ว

คอลลาเจนจะถูกเติมเข้าไปในผิวเลยใช่ไหมคะ?"

ในประโยคนั้น มีความเข้าใจผิดที่สำคัญซ่อนอยู่ครับ

วันนี้ขอค่อยๆ อธิบายให้กระจ่างตั้งแต่ต้นเลยนะครับ

หลายคนยังสับสนระหว่างสกินบูสเตอร์กับฟิลเลอร์

อยู่เลยครับ

สกินบูสเตอร์คือการนำสารที่มีประโยชน์

ฉีดกระจายเป็นชั้นบางๆ เข้าไปในชั้นหนังแท้ครับ

ไม่ใช่การเพิ่มวอลุ่มเหมือนฟิลเลอร์นะครับ

ฟิลเลอร์คือการฉีดสารเป็นก้อนในจุดเดียว

เพื่อปรับรูปทรงและเพิ่มปริมาตร

ส่วนสกินบูสเตอร์คือการกระจายสารในวงกว้าง

เพื่อเปลี่ยน "สภาพผิว" โดยรวมครับ

ทำไมบางคนถึงเห็นผล

แต่บางคนไม่เห็นผลเลย?

"สกินบูสเตอร์ไม่ได้ 'ฝัง' คอลลาเจน

เข้าไปในผิวโดยตรงครับ

แต่เป็นการ 'ปลุก' ให้ผิว

สร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองครับ

ดังนั้นจึงตอบโจทย์ได้เฉพาะ

ความยืดหยุ่นและสภาพผิวชั้นตื้น

ไม่ใช่การหย่อนคล้อยในระดับลึกครับ"

— คุณหมอวียองจิน (คลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด)

มีลูกค้าบางท่านที่ทำรีจูแรนครบ 4 ครั้งแล้ว

แต่ยังรู้สึกว่าผิวหย่อนคล้อยเหมือนเดิมครับ

นั่นเป็นเพราะเข้าใจขอบเขตของการรักษาคลาดเคลื่อนครับ

เมื่อสารออกฤทธิ์กระตุ้นไฟโบรบลาสต์

ผิวจะสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาเองครับ

นั่นคือขอบเขตของผลลัพธ์ที่จะได้รับ ได้แก่

สภาพผิวในชั้นหนังแท้ ริ้วรอยเล็กๆ และความชุ่มชื้นครับ

สำหรับการหย่อนคล้อยในระดับลึก

ที่เกิดจากกล้ามเนื้อหรือชั้นไขมัน

อัลเทอร่าหรืออินโมดอาจเหมาะสมกว่าครับ

นั่นคือเหตุผลที่สัปดาห์ที่แล้ว

ผมแนะนำให้คุณลูกค้าวัย 32 ปีที่กังวลเรื่องผิวหย่อนรอบปาก

ปรึกษาเรื่องการยกกระชับก่อนสกินบูสเตอร์ครับ

ไทม์ไลน์ที่แท้จริงในแต่ละครั้งการรักษา

ความลึกของการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งที่รักษาครับ

ครั้งที่

ผลที่คาดหวัง

ความรู้สึกที่แท้จริง

ครั้งที่ 1

มอยส์เจอร์ไรเซอร์, ผิวกระจ่างขึ้น

"ดูสว่างขึ้นนิดหน่อยหรือเปล่านะ?"

ครั้งที่ 2

สภาพผิวเรียบเนียนขึ้น

"ตอนล้างหน้ารู้สึกผิวแตกต่างไปเลย"

ครั้งที่ 3

ริ้วรอยเล็กๆ และรูขุมขนดีขึ้น

"คนรอบข้างบอกว่าผิวดีขึ้นมากเลย"

ครั้งที่ 4

ความยืดหยุ่นและความคงทนของผลลัพธ์

ขั้นตอนที่ผิวพรรณและความยืดหยุ่นเริ่มนิ่งตัว

น้อยกว่าครึ่งของลูกค้าที่พอใจหลังทำเพียง 1-2 ครั้งครับ

เนื่องจากเซลล์ต้องการเวลาในการตื่นตัว

จึงต้องถึงครั้งที่ 3 ถึงจะเริ่มรู้สึกได้ชัดเจนครับ

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้

น่าจะสงสัยเรื่องนี้อยู่นะครับ

Q1. ฉีดครั้งเดียวก็ได้ผลไหมครับ?

ความรู้สึกชุ่มชื้นจะมีครับ

แต่การสร้างคอลลาเจนจะยังไม่สะสมได้

เพื่อให้ไฟโบรบลาสต์ตื่นตัวอย่างมีนัยสำคัญ

จำเป็นต้องทำซ้ำอย่างน้อย 3 ครั้ง

ในช่วงห่างกัน 3-4 สัปดาห์

เพื่อให้ผิวจดจำการกระตุ้นนั้นได้ครับ

Q2. ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานแค่ไหนครับ?

สำหรับผู้ที่ทำครบ 4 ครั้ง

โดยเฉลี่ยผลลัพธ์คงอยู่ประมาณ 6-8 เดือนครับ

หลังจากนั้นผิวจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงตามกระบวนการชราภาพ

ดังนั้นการดูแลหลังทำด้วยการบำรุงเสริมทุก 6 เดือน

จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดครับ

Q3. มีผลข้างเคียงอย่างรอยช้ำหรือรอยไหมครับ?

เนื่องจากเป็นการฉีดด้วยเข็ม

รอยช้ำเล็กน้อยอาจคงอยู่ได้ประมาณ 1 สัปดาห์ครับ

ตุ่มนูนชั่วคราว (การจับตัวเป็นก้อน)

ก็จะหายไปเองภายใน 2-3 สัปดาห์ครับ

หากฉีดตื้นเกินไปจะเกิดตุ่มนูน หากลึกเกินไปผลลัพธ์จะไม่ดี

ดังนั้นความชำนาญของผู้ทำในการฉีดที่ความลึกที่แม่นยำ

จึงมีความสำคัญมากครับ

หากจะจำสิ่งเดียวจากบทความวันนี้

— สกินบูสเตอร์ไม่ได้ "เติม" คอลลาเจน

แต่เป็นการ "ปลุก" ให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง

และตอบโจทย์ได้อย่างแม่นยำเฉพาะปัญหาในระดับชั้นหนังแท้เท่านั้นครับ

บทความหน้า

ผมจะมาอธิบาย 'ความแตกต่างระหว่างรีจูแรน จูเวลูค และสกินบูสเตอร์ชนิดต่างๆ' ครับ

ฝากติดตามด้วยนะครับ — หมอวียองจินครับ

คำถามที่พบบ่อย

Q1. สกินบูสเตอร์ต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร?

ฟิลเลอร์คือการฉีดสารเป็นก้อนในจุดเดียวเพื่อเพิ่มปริมาตรและปรับรูปทรง ส่วนสกินบูสเตอร์คือการฉีดกระจายเป็นชั้นบางๆ เข้าสู่ชั้นหนังแท้เพื่อกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นเอง จึงเน้นปรับสภาพผิวโดยรวมมากกว่าการเพิ่มวอลุ่มค่ะ

Q2. ฉีดครั้งเดียวเห็นผลไหม?

ครั้งแรกมักให้แค่ความรู้สึกชุ่มชื้นและผิวกระจ่างขึ้นเล็กน้อย เพราะการสร้างคอลลาเจนต้องใช้เวลาสะสมค่ะ ผู้รับบริการส่วนใหญ่จะเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงชัดเจนตั้งแต่ครั้งที่ 3 เป็นต้นไป

Q3. ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผลชัดเจน?

โดยทั่วไปแนะนำให้ทำต่อเนื่องประมาณ 4 ครั้งค่ะ ครั้งที่ 1-2 จะรู้สึกถึงความชุ่มชื้นและผิวเรียบเนียนขึ้น ส่วนครั้งที่ 3-4 จะเริ่มเห็นริ้วรอยเล็กๆ และความยืดหยุ่นดีขึ้นชัดเจน

Q4. สกินบูสเตอร์ช่วยเรื่องผิวหย่อนคล้อยได้ไหม?

สกินบูสเตอร์เหมาะกับการดูแลสภาพผิวชั้นตื้นและริ้วรอยเล็กๆ ไม่ใช่การแก้ปัญหาหย่อนคล้อยระดับลึกที่เกิดจากกล้ามเนื้อหรือชั้นไขมันค่ะ หากมีปัญหาหย่อนคล้อยลึกควรปรึกษาแพทย์เรื่องหัตถการยกกระชับเพิ่มเติม

บทความแนะนำ

มีสิวอยู่ทำเลเซอร์หรือลิฟติ้งได้เลยไหม? จังหวะสำคัญที่ต้องรู้ผิวหนัง

มีสิวอยู่ ทำเลเซอร์หรือลิฟติ้งได้เลยไหม? จังหวะสำคัญที่ต้องรู้

เวลาสิวขึ้นมาพอดีกับนัดทำหัตถการ หลายคนสงสัยว่าควรเลื่อนนัดหรือทำได้เลย จริงๆ แล้วขึ้นอยู่กับประเภทหัตถการและความรุนแรงของสิวในขณะนั้น ไม่ใช่ทุกอย่างที่ต้องรอค่ะ

ผิวแพ้ง่ายที่เข้าเกณฑ์ทำ Laser Toning ได้และไม่ได้ผิวหนัง

ผิวแพ้ง่ายทำ Laser Toning ได้ไหม? เช็กเกณฑ์ก่อนตัดสินใจ

ผิวแพ้ง่ายไม่ได้แปลว่าทำ Laser Toning ไม่ได้เสมอไปค่ะ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าตัวเองเข้าเกณฑ์ไหน และควรเตรียมผิวอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด

กลไกการทำงานของ Rejuran HB PN และ HA ในผิวรอบดวงตาผิวหนัง

Rejuran HB ทำรอบดวงตาตัวเดียวพอไหม หรือต้องจับคู่กับอะไรเพิ่ม?

บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่ารอยย่นรอบดวงตาแบบไหนที่ Rejuran HB จัดการได้คนเดียว และแบบไหนที่ควรใช้ร่วมกับ Botox หรือตัวอื่น พร้อมแนะนำแนวทางการตัดสินใจที่ตรงกับสภาพผิวของคุณนะคะ

บทความล่าสุด

InMode FX เจ็บแค่ไหน ครีมชาช่วยได้จริงไหมลิฟติ้ง

InMode FX เจ็บแค่ไหน? ครีมชาช่วยได้จริงไหม

InMode FX เป็นที่พูดถึงมากในแง่ความรู้สึกระหว่างทำ ว่าเจ็บหรือไม่เจ็บ ครีมชาช่วยได้แค่ไหน บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณเข้าใจทุกอย่างก่อนตัดสินใจนัดค่ะ

Oligio X บวมแดงหายกี่วัน timeline ฟื้นตัวลิฟติ้ง

Oligio X บวมและแดงหายเองได้ภายในกี่วัน?

หลังทำ Oligio X อาการบวมเล็กน้อยและรอยแดงเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ โดยส่วนใหญ่มักทุเลาลงภายใน 2-3 วัน บทความนี้จะพาคุณดู timeline การฟื้นตัวแบบวันต่อวัน พร้อมอธิบายว่าอาการแบบไหนที่ควรแจ้งแพทย์ค่ะ

Potenza หลังทำล้างหน้า แต่งหน้าได้เมื่อไหร่ลิฟติ้ง

Potenza หลังทำแล้วล้างหน้า แต่งหน้าได้เมื่อไหร่ดี?

หลังทำ Potenza (Microneedle RF) รูเข็มเล็ก ๆ บนผิวต้องการเวลาฟื้นตัว การรู้ว่าเมื่อไหร่ถึงเริ่มล้างหน้าและแต่งหน้าได้ช่วยให้การฟื้นตัวราบรื่นขึ้น บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปดูไทม์ไลน์ที่ควรรู้ค่ะ

Sofwave vs Thermage FLX เปรียบเทียบอัลตราซาวด์กับ RF liftingลิฟติ้ง

Sofwave vs Thermage FLX ต่างกันยังไง? อัลตราซาวด์กับ RF ใครเหมาะกับใคร

Sofwave และ Thermage FLX เป็นสองตัวเลือกยอดนิยมสำหรับการยกกระชับแบบไม่ต้องผ่าตัด แต่ใช้พลังงานคนละชนิด เข้าถึงผิวในความลึกที่ต่างกัน บทความนี้จะพาไปเจาะลึกความแตกต่างและแนะนำว่าควรเลือกตัวไหนให้เหมาะกับสภาพผิวและความต้องการของคุณค่ะ

มีสิวอยู่ทำเลเซอร์หรือลิฟติ้งได้เลยไหม? จังหวะสำคัญที่ต้องรู้ผิวหนัง

มีสิวอยู่ ทำเลเซอร์หรือลิฟติ้งได้เลยไหม? จังหวะสำคัญที่ต้องรู้

เวลาสิวขึ้นมาพอดีกับนัดทำหัตถการ หลายคนสงสัยว่าควรเลื่อนนัดหรือทำได้เลย จริงๆ แล้วขึ้นอยู่กับประเภทหัตถการและความรุนแรงของสิวในขณะนั้น ไม่ใช่ทุกอย่างที่ต้องรอค่ะ

Titanium Lifting ช่วยเรื่องรูปหน้าและผิวแดงได้ด้วยจริงไหมรูปหน้าและวอลุ่ม

Titanium Lifting ช่วยเรื่องรูปหน้าและผิวแดงได้ด้วยจริงไหม

หลายคนทำ Titanium Lifting เพราะอยากยกกระชับ แต่กลับรู้สึกว่าไลน์กรามคมขึ้นและผิวแดงลดลงด้วย บทความนี้อธิบายว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น และคาดหวังได้แค่ไหนค่ะ

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors