ภาพประกอบคอลลาเจนบูสเตอร์ Juvelook SB, Juvelook Volume และ Rejuran ต่างกันที่ชั้นผิว
ผิวหนัง

คอลลาเจนบูสเตอร์ SB, Volume, Rejuran ต่างกันตรงไหน

คอลลาเจนบูสเตอร์ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ตัวเดียว แต่มีทั้ง Juvelook SB, Juvelook Volume และ Rejuran ที่ฉีดลงคนละชั้นผิวและให้ผลลัพธ์ตรงกับปัญหาคนละแบบ

วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน · 6 กันยายน 2026
7นาที
ช่อง YouTube ของ BEAUTYSDOCTORS ที่แพทย์อธิบายเรื่องความงามเกาหลีโดยตรง

วางแผนมาโซล

กำลังวางแผนมาโซลอยู่ใช่ไหม?

แชตผ่าน LINE

อัปเดตล่าสุด: กรกฎาคม 2026

เคยฉีดคอลลาเจนบูสเตอร์ไปแล้วหลายครั้ง แต่รู้สึกว่าปัญหาที่กังวลใจยังไม่หายไปไหมคะ บางคนฉีดจนผิวดูมีออร่าขึ้น แต่แก้มที่ยุบหรือร่องลึกที่กังวลกลับไม่เปลี่ยนแปลงเลย

สาเหตุอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวสารที่ฉีดไม่ดีพอ แต่อยู่ที่ชั้นผิวที่ฉีดไม่ตรงกับปัญหาที่มีต่างหาก เพราะคอลลาเจนบูสเตอร์แต่ละชนิดถูกออกแบบมาให้เข้าไปกระตุ้นคนละชั้นผิว แม้จะอยู่ในกลุ่มเดียวกันหรือมาจากแบรนด์เดียวกันก็ตาม

บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกความแตกต่างของคอลลาเจนบูสเตอร์แต่ละชนิด ทั้ง Juvelook SB, Juvelook Volume และ Rejuran พร้อมแนะนำแนวทางเลือกให้ตรงกับปัญหาผิวของคุณค่ะ

คอลลาเจนบูสเตอร์ (Collagen Booster) คืออะไร ทำไมไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ตัวเดียว

คอลลาเจนบูสเตอร์เป็นกลุ่มสารฉีดที่กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นเองทีละน้อย ต่างจากฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกที่เข้าไปเติมเต็มปริมาตรได้ทันที การเห็นความเปลี่ยนแปลงจึงต้องใช้เวลาและอาศัยการฉีดต่อเนื่องมากกว่า

ส่วนประกอบหลักมักเป็นสารกระตุ้นที่สลายตัวได้เองตามธรรมชาติ เช่น PDLLA, PCL หรือ PN ซึ่งมีความเข้มข้นในการกระตุ้นเนื้อเยื่อสูงกว่าสกินบูสเตอร์ทั่วไปที่เน้นเติมความชุ่มชื้นเป็นหลัก

จุดที่หลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่าคอลลาเจนบูสเตอร์เป็นผลิตภัณฑ์ตัวเดียว ทั้งที่จริงแล้วเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีทั้ง Juvelook SB, Juvelook Volume และ Rejuran ซึ่งแต่ละตัวถูกฉีดลงในชั้นผิวที่ต่างกัน จึงให้ผลลัพธ์ที่ตรงกับปัญหาคนละแบบ แม้จะถูกเรียกรวม ๆ ว่าคอลลาเจนบูสเตอร์เหมือนกันก็ตาม

เจาะลึกความต่าง Juvelook SB vs Juvelook Volume vs Rejuran ต่างกันที่ชั้นผิว

ลองนึกภาพการทาสีบ้านหลังเดียวกัน ทาผนังกับทาเพดานย่อมให้ผลลัพธ์คนละแบบ แม้จะใช้สีชนิดเดียวกันก็ตาม คอลลาเจนบูสเตอร์ก็เช่นกัน ตัวยาอาจอยู่ในกลุ่มใกล้เคียงกัน แต่ความลึกที่ฉีดต่างกันทำให้ผลลัพธ์ออกมาคนละจุด

Juvelook SB ฉีดลงชั้นหนังแท้ส่วนบนซึ่งเป็นชั้นตื้น จึงเห็นผลชัดกับริ้วรอยเล็ก ผิวหยาบไม่เรียบ และความกระชับของพื้นผิวโดยรวม

Juvelook Volume ฉีดลึกกว่านั้น เกือบถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง จึงเหมาะกับปัญหาที่เกิดจากการสูญเสียมวลใต้ผิว เช่น แก้มยุบ ขมับตอบ หรือร่องแก้มบนที่ลึกขึ้นตามวัย

ส่วน Rejuran ใช้สาร PN ที่สกัดจาก DNA ปลาแซลมอน ทำงานต่างออกไปจากสองตัวก่อน คือเน้นซ่อมแซมโครงสร้างชั้นหนังแท้ที่เสื่อมสภาพโดยตรง จึงเหมาะกับรูขุมขนกว้าง รอยแผลเป็นจากสิว หรือผิวที่บางลงจนรู้สึกว่าไม่แข็งแรงเหมือนก่อน

ในการให้คำปรึกษาที่คลินิก มักพบเคสที่ฉีดคอลลาเจนบูสเตอร์จากที่อื่นมาแล้วหลายครั้ง ผิวเริ่มมีออร่าขึ้นบ้าง แต่แก้มที่ยุบยังคงเดิมไม่เปลี่ยน เมื่อตรวจดูประวัติการรักษาก็พบว่าฉีดแต่ชนิดที่เข้าชั้นผิวบนอย่างเดียว ทั้งที่ปัญหาหลักที่กังวลคือโครงสร้างใต้ผิวที่ยุบตัวลึกกว่านั้นมาก ชั้นที่ฉีดไม่ตรงกับปัญหา ผลลัพธ์จึงออกมาไม่ตรงใจ

ภาพแสดงชั้นผิวที่ฉีด Juvelook SB และ Juvelook Volume ต่างความลึกกัน

เหมาะกับปัญหาแบบไหน เทียบให้ดูชัด ๆ

สรุปเป็นตารางเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายขึ้นค่ะ

ชนิดชั้นผิวที่ฉีดเหมาะกับปัญหา
Juvelook SBชั้นหนังแท้ส่วนบนริ้วรอยเล็ก ผิวหยาบ ความกระชับผิวชั้นบน
Juvelook Volumeเหนือชั้นไขมันใต้ผิวหนังแก้มยุบ ขมับตอบ ร่องแก้มบนที่ลึกขึ้น
Rejuranซ่อมแซมชั้นหนังแท้ (PN จาก DNA ปลาแซลมอน)รูขุมขนกว้าง รอยแผลเป็นจากสิว ผิวบางลง

ทั้งนี้ปัญหาผิวของแต่ละคนมักไม่ได้อยู่ที่จุดเดียว การปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินชั้นผิวจริงจึงช่วยเลือกชนิดที่ตรงจุดกว่าการเลือกตามชื่อแบรนด์เพียงอย่างเดียว

อายุเท่าไหร่ควรเลือกตัวไหน ผสมหลายตัวคุ้มไหม

คนที่อายุประมาณ 30 ต้น ๆ และมีปัญหาแค่ริ้วรอยเล็กหรือพื้นผิวผิวไม่เรียบ มักเลือกใช้ SB หรือ Rejuran เพียงตัวเดียวก็เพียงพอในหลายกรณี

แต่พอเข้าสู่วัย 40 ขึ้นไปที่มักมีปัญหาแก้มยุบหรือโครงหน้าเสียร่วมด้วย การผสมกลุ่ม Volume เข้าไปมักให้ผลลัพธ์ที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากกว่า

การผสมหลายชนิดย่อมทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น แต่สำหรับบางคน การเลือกชั้นให้ตรงตั้งแต่ครั้งแรกกลับคุ้มค่ากว่าการฉีดชนิดเดียวไปเรื่อย ๆ นานหลายเดือนโดยไม่เห็นผลตรงจุด

อีกเรื่องที่ควรเข้าใจตรงกันคือราคาที่ต่างกันมากระหว่างแต่ละชนิด ไม่ได้แปลว่าตัวที่แพงกว่าจะ "ดีกว่า" เสมอไป ส่วนใหญ่เป็นเพราะปริมาณและความเข้มข้นของสารที่ต่างกัน หากปัญหาคือริ้วรอยเล็ก การเลือกตัวที่แพงในกลุ่ม Volume ก็อาจไม่ตอบโจทย์เท่ากับเลือกให้ตรงกับปัญหาจริงตั้งแต่แรก ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไปตามแต่ละคลินิก ควรสอบถามรายละเอียดกับแพทย์ก่อนตัดสินใจ

ภาพแสดงการเลือกคอลลาเจนบูสเตอร์ให้เหมาะกับช่วงอายุและปัญหาผิว

ต้องฉีดกี่ครั้ง ห่างกันแค่ไหนถึงเห็นผล

จำนวนครั้งที่แนะนำแตกต่างกันไปตามชนิดของผลิตภัณฑ์ แต่โดยทั่วไปการฉีดเพียง 1-2 ครั้งมักยังไม่มากพอที่จะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงชัดเจนด้วยตัวเอง

ส่วนใหญ่มักฉีดห่างกันประมาณ 3-4 สัปดาห์ต่อครั้ง และเริ่มรู้สึกว่า "เปลี่ยนไปจริง" ตั้งแต่ครั้งที่ 3 เป็นต้นไป การเทียบรูปถ่ายก่อนและหลังจะช่วยให้เห็นความแตกต่างชัดเจนกว่าการสังเกตด้วยตาเปล่า

ทั้งนี้จำนวนครั้งและระยะเวลาที่เห็นความเปลี่ยนแปลงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเองร่วมด้วย

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ

หลังฉีดอาจมีรอยช้ำ บวม หรือก้อนเล็ก ๆ ใต้ผิวบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

กลุ่ม Volume ฉีดลึกกว่ากลุ่ม SB จึงมีโอกาสเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของหลอดเลือดสูงกว่าเล็กน้อย ความชำนาญของแพทย์ผู้ฉีดจึงสำคัญมากกับตัวนี้

สำหรับ Rejuran ที่มีส่วนประกอบ PN จาก DNA ปลาแซลมอน หากมีประวัติแพ้ปลาแซลมอน ควรแจ้งแพทย์ก่อนฉีดทุกครั้ง

อีกความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือคิดว่าฉีดคอลลาเจนบูสเตอร์ครั้งเดียวแล้วคอลลาเจนจะคงอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ แต่ในความเป็นจริงผลลัพธ์ไม่ได้อยู่ถาวรไปตลอด คอลลาเจนที่ถูกกระตุ้นขึ้นจะค่อย ๆ ลดลงตามเวลา จึงจำเป็นต้องฉีดซ้ำเป็นระยะเพื่อคงผลลัพธ์ไว้

ภาพแสดงข้อควรระวังและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังฉีดคอลลาเจนบูสเตอร์

สรุป

คอลลาเจนบูสเตอร์ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ตัวเดียว แต่เป็นกลุ่มที่มี Juvelook SB, Juvelook Volume และ Rejuran ซึ่งฉีดลงคนละชั้นผิวและให้ผลลัพธ์ตรงกับปัญหาคนละแบบ สิ่งสำคัญกว่าการเลือกตามชื่อแบรนด์คือการรู้ก่อนว่าปัญหาที่กังวลจริง ๆ คือริ้วรอยผิวชั้นบน แก้มยุบจากมวลใต้ผิว หรือผิวที่บางลงจากอายุ

ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินชั้นผิวและปัญหาที่แท้จริงก่อนตัดสินใจเลือกชนิดที่เหมาะกับตัวเอง

หากคุณกำลังสงสัยว่าตัวเองเหมาะกับคอลลาเจนบูสเตอร์ชนิดไหน ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ที่ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล แอด LINE มาปรึกษาคุณหมอได้เลยนะคะ

คำถามที่พบบ่อย

Q1. คอลลาเจนบูสเตอร์ต้องฉีดกี่ครั้งถึงเห็นผลชัด?

โดยทั่วไปฉีดเพียง 1-2 ครั้งมักยังรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงไม่ชัดเจน ส่วนใหญ่มักฉีดห่างกันประมาณ 3-4 สัปดาห์ต่อครั้ง และเริ่มสังเกตเห็นความต่างตั้งแต่ครั้งที่ 3 เป็นต้นไป ทั้งนี้ระยะเวลาที่เห็นความเปลี่ยนแปลงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลค่ะ

Q2. ราคาที่ต่างกันมากระหว่างแต่ละชนิด แพงกว่าแปลว่าดีกว่าเสมอไปไหม?

ไม่เสมอไปค่ะ ราคาที่ต่างกันส่วนใหญ่มาจากปริมาณและความเข้มข้นของสารที่ต่างกัน ไม่ได้แปลว่าตัวที่แพงกว่าจะเหมาะกับทุกปัญหา สิ่งสำคัญกว่าคือเลือกชนิดที่ตรงกับปัญหาที่กังวลจริง ๆ ก่อนเทียบราคา ค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไปตามแต่ละคลินิก ควรสอบถามแพทย์โดยตรง

Q3. มีผลข้างเคียงหรือข้อควรระวังอะไรที่ควรรู้ก่อนฉีด?

หลังฉีดอาจมีรอยช้ำ บวม หรือก้อนเล็ก ๆ ใต้ผิว ซึ่งมักหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ กลุ่ม Volume ที่ฉีดลึกกว่ามีโอกาสเสี่ยงต่อหลอดเลือดสูงกว่าเล็กน้อย ส่วนผู้ที่มีประวัติแพ้ปลาแซลมอนควรแจ้งแพทย์ก่อนฉีด Rejuran ทุกครั้ง หากมีอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

Q4. ฉีดคอลลาเจนบูสเตอร์แล้วผลลัพธ์จะอยู่แบบนี้ตลอดไปเลยไหม?

ผลลัพธ์ไม่ได้อยู่ถาวรไปตลอดนะคะ คอลลาเจนที่ถูกกระตุ้นขึ้นจะค่อย ๆ ลดลงตามเวลา จึงจำเป็นต้องฉีดซ้ำเป็นระยะเพื่อคงผลลัพธ์ไว้ ความถี่ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ประเมินเป็นรายบุคคล

บทความแนะนำ

วิธีประเมินงบและวางแผนค่าใช้จ่ายสกินบูสเตอร์ทั้งโปรแกรมผิวหนัง

สกินบูสเตอร์คุ้มไหม? วิธีประเมินงบและวางแผนค่าใช้จ่ายทั้งโปรแกรม

หลายคนเห็นราคาสกินบูสเตอร์ต่อครั้งแล้วคิดว่าพอรับได้ แต่พอนับโปรแกรมทั้งหมดแล้วตัวเลขสูงกว่าที่คาด บทความนี้ Beautystone Clinic จะช่วยให้คุณคำนวณงบรวม อ่านใบเสนอราคาให้ออก และประเมินว่าสกินบูสเตอร์คุ้มกับสภาพผิวของคุณจริง ๆ ไหมค่ะ

Titanium Lifting ถึงเวลานัดครั้งถัดไปหรือยัง อ่านสัญญาณผิวก่อนคอลลาเจนเสื่อมผิวหนัง

Titanium Lifting ถึงเวลานัดครั้งถัดไปหรือยัง? อ่านสัญญาณผิว

คอลลาเจนจาก Titanium Lifting ไม่ได้เสื่อมพร้อมกัน แต่ผิวจะส่งสัญญาณก่อนล่วงหน้าเสมอ บทความนี้สอนวิธีอ่านสัญญาณเหล่านั้น เพื่อให้คุณนัดครั้งถัดไปได้ในเวลาที่เหมาะสมที่สุดค่ะ

Potenza RF Microneedling ทำกี่ครั้ง ห่างกันแค่ไหน อ่านสัญญาณผิวก่อนนัดครั้งถัดไปผิวหนัง

Potenza ทำกี่ครั้ง ห่างกันแค่ไหน? อ่านสัญญาณผิวก่อนนัดครั้งถัดไป

ก่อนนัดครั้งถัดไปของ Potenza มีสัญญาณสามอย่างที่ผิวจะบอกว่าพร้อมแล้วหรือยัง ได้แก่ รอยแดงที่หายสนิท เนื้อผิวที่เริ่มกระชับขึ้น และความชุ่มชื้นที่คืนมา บทความนี้จะพาคุณอ่านสัญญาณเหล่านั้นและวางแผนโปรแกรมร่วมกับแพทย์ได้อย่างมั่นใจค่ะ

บทความล่าสุด

วิธีประเมินงบและวางแผนค่าใช้จ่ายสกินบูสเตอร์ทั้งโปรแกรมผิวหนัง

สกินบูสเตอร์คุ้มไหม? วิธีประเมินงบและวางแผนค่าใช้จ่ายทั้งโปรแกรม

หลายคนเห็นราคาสกินบูสเตอร์ต่อครั้งแล้วคิดว่าพอรับได้ แต่พอนับโปรแกรมทั้งหมดแล้วตัวเลขสูงกว่าที่คาด บทความนี้ Beautystone Clinic จะช่วยให้คุณคำนวณงบรวม อ่านใบเสนอราคาให้ออก และประเมินว่าสกินบูสเตอร์คุ้มกับสภาพผิวของคุณจริง ๆ ไหมค่ะ

ร้อยไหมหน้าผากอันตรายไหม รู้ความเสี่ยงและสัญญาณที่บอกว่าควรเลือกวิธีอื่นลิฟติ้ง

ร้อยไหมหน้าผากอันตรายไหม? รู้ความเสี่ยงและสัญญาณควรเลือกวิธีอื่น

ก่อนตัดสินใจร้อยไหมหน้าผาก ควรรู้ก่อนว่ามีความเสี่ยงอะไรบ้าง และหน้าผากแบบไหนที่ร้อยไหมช่วยได้จริง บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณเข้าใจสัญญาณเตือนและทางเลือกที่เหมาะกับสภาพหน้าผากของคุณค่ะ

Titanium Lifting ถึงเวลานัดครั้งถัดไปหรือยัง อ่านสัญญาณผิวก่อนคอลลาเจนเสื่อมผิวหนัง

Titanium Lifting ถึงเวลานัดครั้งถัดไปหรือยัง? อ่านสัญญาณผิว

คอลลาเจนจาก Titanium Lifting ไม่ได้เสื่อมพร้อมกัน แต่ผิวจะส่งสัญญาณก่อนล่วงหน้าเสมอ บทความนี้สอนวิธีอ่านสัญญาณเหล่านั้น เพื่อให้คุณนัดครั้งถัดไปได้ในเวลาที่เหมาะสมที่สุดค่ะ

Potenza RF Microneedling ทำกี่ครั้ง ห่างกันแค่ไหน อ่านสัญญาณผิวก่อนนัดครั้งถัดไปผิวหนัง

Potenza ทำกี่ครั้ง ห่างกันแค่ไหน? อ่านสัญญาณผิวก่อนนัดครั้งถัดไป

ก่อนนัดครั้งถัดไปของ Potenza มีสัญญาณสามอย่างที่ผิวจะบอกว่าพร้อมแล้วหรือยัง ได้แก่ รอยแดงที่หายสนิท เนื้อผิวที่เริ่มกระชับขึ้น และความชุ่มชื้นที่คืนมา บทความนี้จะพาคุณอ่านสัญญาณเหล่านั้นและวางแผนโปรแกรมร่วมกับแพทย์ได้อย่างมั่นใจค่ะ

หลักการทำงานของ Pico Toning ในการทะลายเม็ดสีในผิวผิวหนัง

Pico Toning ต้องทำกี่ครั้ง ห่างกันแค่ไหน? สำคัญกว่าชื่อเครื่อง

หลายคนเลือก Pico Toning โดยถามแค่ว่าใช้เครื่องยี่ห้อไหนและราคาเท่าไหร่ แต่จริง ๆ แล้วจำนวนครั้งและช่วงห่าง 4 สัปดาห์ระหว่างแต่ละครั้งมีผลต่อผลลัพธ์มากกว่าที่คิดค่ะ

หลักการทำงานของ Fraxel Fractional Laser ที่สร้าง Micro Thermal Zones ในชั้นผิวผิวหนัง

Fraxel ทำเมื่อไหร่ถึงพอดี? อ่านสัญญาณผิวก่อนนัดครั้งถัดไป

Fraxel สร้างรูเล็ก ๆ ของความร้อนในผิวแล้วปล่อยให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง ผลที่เห็นจึงไม่ใช่ทันทีหลังทำ แต่ค่อย ๆ ปรากฏตามจังหวะที่คอลลาเจนใหม่สร้างขึ้น การอ่านสัญญาณนี้ให้ถูกต้องคือกุญแจที่ทำให้ทุกครั้งคุ้มค่าค่ะ

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors