Shrink กี่ครั้ง และทำไมถึงควรแบ่งทำทุกเดือน
ลิฟติ้ง

Shrink กี่ครั้ง และทำไมถึงควรแบ่งทำทุกเดือน

คำตอบจริงๆ ว่าทำไมต้องทำ 3 ครั้ง ห่างกัน 3 สัปดาห์

ติดตาม Hongdae Beautys Doctors YouTube
วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน
5นาที

Shrink ทำทุก 3 สัปดาห์ได้เลยครับ

ลองดูสัก 3 ครั้ง แล้วสังเกตผลที่เปลี่ยนไปครับ

บทความนี้จะอธิบายเหตุผลทั้งหมดให้ครับ

แนวทางจำนวนครั้งที่เหมาะสมและระยะห่าง 3 สัปดาห์สำหรับ Shrink

สรุปในหนึ่งประโยค การทำ Shrink 3 ครั้ง ห่างกัน 3 สัปดาห์ ให้ผลสะสมของคอลลาเจนดีที่สุดครับ

จุดสำคัญที่ต่างกัน ไม่ใช่จำนวนครั้ง แต่คือการให้เวลาชั้น SMAS ฟื้นตัวเพียงพอหรือไม่

สิ่งที่จะได้จากบทความนี้ เกณฑ์ในการตัดสินว่าตัวเองทำครั้งเดียวพอ หรือต้องสะสม 3 ครั้ง





ทำ Shrink กี่ครั้งถึงจะเห็นผล?

Shrink แม้ทำครั้งเดียวก็รู้สึกได้ทันที แต่ผลสะสมจริงๆ จะเกิดขึ้นเมื่อทำ 3 ครั้ง ห่างกัน 3 สัปดาห์ครับ

ทำครั้งแรก วันนั้นเลยจะรู้สึกว่าผิวกระชับขึ้นเล็กน้อยครับ

แต่นั่นยังไม่ใช่ผลจริงๆ

เป็นแค่การหดตัวชั่วคราวจากความร้อนเท่านั้นครับ

ผลที่แท้จริงคือกระบวนการที่จุดความร้อนสะสม (TCP — Thermal Coagulation Point) ที่เกิดขึ้นในชั้น SMAS

ฟื้นตัวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ครับ

กระบวนการนี้ปกติใช้เวลาประมาณ 6–8 สัปดาห์กว่าจะเห็นผลครับ





ทำไมระยะห่าง 3 สัปดาห์จึงเหมาะสมที่สุดสำหรับ Shrink?

ประเด็นสำคัญของบทความนี้

Shrink ทำครั้งเดียวก็เห็นผลได้

แต่ต้องสะสม 2–3 ครั้ง ห่างกัน 6 เดือน ถึงจะเห็นผลสะสมของคอลลาเจนอย่างชัดเจนครับ

ทำทุกเดือนถือว่าสิ้นเปลือง — เพราะจุดความร้อนสะสม (TCP) ต้องการเวลาฟื้นตัวครับ

ขอเล่าเรื่องของคนไข้คนหนึ่งให้ฟังก่อนนะครับ

สัปดาห์ที่แล้วมีคุณผู้หญิงอายุ 45 ปีมาที่คลินิก

บอกว่า "ไม่ต้องทุกสัปดาห์ก็ได้ แต่อยากทำทุกเดือนเลยค่ะ"

เพราะอยากให้เส้นกรอบหน้าชัดขึ้นโดยเร็วครับ

แต่วันนั้นผมไม่ได้ทำให้ครับ

พูดตรงๆ คือบอกว่าในจังหวะที่ต้องการแบบนี้ ยังทำไม่ได้ครับ

และนัดให้กลับมาอีก 3 สัปดาห์ถัดไปแทนครับ

มีเหตุผลครับ

ผลสะสมของ Shrink นั้น

เมื่อจุดความร้อนสะสมเกิดขึ้นในชั้น SMAS แล้ว

บริเวณนั้นจะค่อยๆ แข็งแรงขึ้น

และดึงไขมันที่หย่อนคล้อยกลับเข้าหากล้ามเนื้อครับ

แต่ถ้าก่อนที่กระบวนการนี้จะตั้งตัว

มีการส่งพลังงานเข้าไปที่จุดเดิมอีกครั้ง

คอลลาเจนใหม่จะไม่เกิด

มีแค่การสะสมการกระตุ้นซ้ำๆ โดยไม่ได้ประโยชน์เพิ่มครับ

จ่ายเงินสองเท่า แต่ได้ผลเท่าทำครั้งเดียวครับ

รูปแบบผลของ Shrink แบบทันทีและแบบสะสมตามจำนวนครั้ง

ดังนั้น สั้นกว่าอัลเทอร่า

และนานกว่าฟิลเลอร์ — 3 สัปดาห์คือช่วงที่เหมาะที่สุดครับ

อัลเทอร่าส่งพลังงานลึกและแรงกว่าในครั้งเดียว

จึงต้องเว้นระยะ 6 เดือน

แต่ Shrink กระจายพลังงานได้มากกว่า

ดังนั้นการเว้นระยะสั้นกว่าจึงเหมาะสมกว่าครับ

กลไกการฟื้นตัว 3 สัปดาห์และการสะสมคอลลาเจนในชั้น SMAS จาก Shrink

สรุปสำคัญจากหมอวียองจิน

Shrink ไม่ใช่หัตถการที่ "ทำให้มากที่สุด" แต่คือหัตถการที่ "ทำในเวลาที่เหมาะสม" ครับ

ทำครั้งเดียวเพื่อรู้สึกผลทันที

ทำ 3 ครั้ง ห่าง 3 สัปดาห์ เพื่อผลสะสม — แยกสองสิ่งนี้ออกจากกันให้ชัด

แล้วคำถามเรื่องจำนวนครั้งจะตอบได้ง่ายขึ้นมากครับ





จำนวนครั้งของ Shrink — ครั้งแรกกับการทำซ้ำต่างกัน

ผู้ที่ทำเป็นครั้งแรก

กับผู้ที่เคยทำมาแล้วเมื่อ 1 ปีก่อน

ต้องการจำนวนครั้งที่แตกต่างกันครับ

แล้วตัวเองอยู่ในกลุ่มไหน?

มีสิ่งหนึ่งที่อยากบอกอย่างชัดเจนครับ

การทำ 3 ครั้งไม่ได้แปลว่าจะไม่หย่อนคล้อยไปตลอดชีวิตนะครับ

คอลลาเจนเองก็สลายตัวไปตามเวลา

ดังนั้นปกติหลังจาก 1 ปี จะต้องทำหัตถการบำรุงอีก 1 ครั้งครับ

แต่คนที่สะสม 3 ครั้งแรกอย่างถูกต้อง

แค่ทำบำรุง 1 ครั้ง ผลก็ยืนยาวกว่ามากครับ

คนที่ยังไม่ได้สร้างฐานนี้

ทุกครั้งจะเหมือนเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ศูนย์

ทำให้ใช้ทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่าครับ

ความแตกต่างของจำนวนครั้งระหว่างการทำ Shrink ครั้งแรกและการทำซ้ำรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับจำนวนครั้งของ Shrink





คำถามที่ถามมากที่สุด 3 ข้อในห้องตรวจเกี่ยวกับ Shrink

Q1. ทำแค่ครั้งเดียวได้ผลไหมครับ?

A. แต่จากที่พบในห้องตรวจ มีผู้ที่พอใจกับการทำครั้งเดียวอยู่เหมือนกันครับ

ถ้าเพิ่งเริ่มมีอาการหย่อนคล้อยเล็กน้อยในช่วงต้นอายุ 30 ทำครั้งเดียวก็ทำให้เส้นกรอบหน้าดูชัดขึ้นได้ครับ

แต่ถ้าอายุเกิน 40 การทำครั้งเดียวมักไม่เห็นความแตกต่างในรูปถ่ายอย่างชัดเจนครับ

ควรตัดสินใจตามช่วงอายุและระดับการหย่อนคล้อยของตัวเองครับ

และอีกข้อที่ถามกันบ่อยมากครับ

Q2. อยากเห็นผลเร็ว ทำทุกสัปดาห์ได้ไหมครับ?

A. ข้อนี้ตอบตรงๆ ได้เลยว่า "ไม่ได้ครับ"

ถ้าส่งพลังงานเข้าไปซ้ำก่อนที่จุดความร้อนสะสมในชั้น SMAS จะกลายเป็นคอลลาเจนสำเร็จ

คอลลาเจนใหม่จะไม่เกิด มีแต่การสะสมการกระตุ้นซ้ำๆ เท่านั้นครับ

จ่ายเงินสองเท่า แต่ได้ผลเท่าทำครั้งเดียวครับ

ต้องเว้นระยะอย่างน้อย 3 สัปดาห์ครับ

และมีอีกหนึ่งข้อที่อยากฝากไว้ครับ

Q3. หลังทำ Shrink มีรอยช้ำหรือความเจ็บปวดนานแค่ไหนครับ?

A. สัปดาห์นี้มีคนถามเรื่องนี้สามคนแล้วครับ

ในกรณีของคนไข้อายุ 50 ปี วันที่ทำรู้สึกชาเล็กน้อย และไปทำงานได้ปกติวันถัดไปครับ

รอยช้ำแทบไม่เกิดขึ้นกับหัตถการนี้ แต่บริเวณใกล้กระดูกอาจปวดตุบๆ ได้สองสามวันครับ

โดยทั่วไปอาการต่างๆ จะหายภายในหนึ่งสัปดาห์ครับ

ถ้าจะจำอะไรจากวันนี้ไปหนึ่งอย่าง — อย่า욕심ในเรื่องจำนวนครั้ง และให้รอ 3 สัปดาห์เพื่อให้ชั้น SMAS ฟื้นตัวนะครับ


บทความถัดไปจะพูดถึง "การใช้ทิป Shrink 4.5 มม. และ 3.0 มม. แบ่งตามบริเวณอย่างไร" ครับ จะแสดงให้เห็นว่าการเลือกความลึกของ Shrink เดียวกันส่งผลต่างกันอย่างไร นี่คือหมอวียองจินครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความแนะนำ

ไทม์ไลน์ผลลัพธ์ Alltite RF ตั้งแต่ทำทันทีถึง 12 สัปดาห์ลิฟติ้ง

Alltite RF เห็นผลเมื่อไหร่? ไทม์ไลน์ผลลัพธ์และระยะเวลาที่อยู่ได้

บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปดูไทม์ไลน์ผลลัพธ์ของ Alltite RF ตั้งแต่ปฏิกิริยาแรกทันทีหลังทำ ไปจนถึงช่วงที่คอลลาเจนสร้างเต็มที่ในสัปดาห์ที่ 4-12 พร้อมแนะนำแนวทางดูแลเพื่อให้ผลอยู่ได้นานขึ้นนะคะ

Shurink Universe ทำแล้วหน้าผอมไหม? วิธีป้องกันแก้มยุบลิฟติ้ง

Shurink Universe ทำแล้วหน้าผอมลงไหม? วิธีป้องกันแก้มยุบที่ควรรู้

หลายคนกังวลว่าหลังทำ Shurink Universe แล้วหน้าจะยิ่งผอมจนดูโทรม บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าทำไมถึงเกิดขึ้น และมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง

คนที่มีโรคต่อมไทรอยด์กังวลเรื่องการทำ HIFU ลิฟติ้งลิฟติ้ง

มีปัญหาต่อมไทรอยด์ ทำ HIFU Shurink Universe ได้ไหม?

ถ้าคุณมีภาวะต่อมไทรอยด์หรืออยู่ระหว่างกินยา อาจสงสัยว่าทำ HIFU ลิฟติ้งได้ไหม บทความนี้จะพาไปดูว่าแพทย์ดูอะไร หลีกเลี่ยงบริเวณไหน และควรรอจังหวะไหนถึงจะทำได้ค่ะ

บทความล่าสุด

ผิวแพ้ง่ายที่เข้าเกณฑ์ทำ Laser Toning ได้และไม่ได้ผิวหนัง

ผิวแพ้ง่ายทำ Laser Toning ได้ไหม? เช็กเกณฑ์ก่อนตัดสินใจ

ผิวแพ้ง่ายไม่ได้แปลว่าทำ Laser Toning ไม่ได้เสมอไปค่ะ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าตัวเองเข้าเกณฑ์ไหน และควรเตรียมผิวอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด

สัญญาณที่บอกว่ากรามเริ่มกลับมาหลังโบท็อกซ์รูปหน้าและวอลุ่ม

โบท็อกซ์กรามกลับมาเหลี่ยมอีกแล้ว ทำซ้ำได้เลยไหม หรือต้องรอ?

โบท็อกซ์กรามช่วยให้กล้ามเนื้อ masseter เล็กลงได้จริง แต่ผลจะค่อย ๆ หายไปเมื่อกล้ามเนื้อฟื้นตัว บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณรู้จักสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาทำซ้ำ และวิธีประเมินจังหวะที่ดีที่สุดสำหรับคุณค่ะ

กลไกการทำงานของ Rejuran HB PN และ HA ในผิวรอบดวงตาผิวหนัง

Rejuran HB ทำรอบดวงตาตัวเดียวพอไหม หรือต้องจับคู่กับอะไรเพิ่ม?

บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่ารอยย่นรอบดวงตาแบบไหนที่ Rejuran HB จัดการได้คนเดียว และแบบไหนที่ควรใช้ร่วมกับ Botox หรือตัวอื่น พร้อมแนะนำแนวทางการตัดสินใจที่ตรงกับสภาพผิวของคุณนะคะ

เปรียบเทียบ Juvelook Volume และ Ellanse สำหรับแก้มตอบรูปหน้าและวอลุ่ม

Juvelook Volume กับ Ellanse เลือกอันไหนดีสำหรับแก้มตอบ?

เมื่อแก้มเริ่มตอบลึกขึ้นทุกปี การดูแลด้วยครีมอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณเปรียบเทียบ Juvelook Volume และ Ellanse สองตัวเลือกที่ช่วยเรื่องวอลลุ่มหน้าและกระตุ้นคอลลาเจน พร้อมแนวทางเลือกที่เหมาะกับแต่ละคน นะคะ

ไทม์ไลน์ผลลัพธ์ Alltite RF ตั้งแต่ทำทันทีถึง 12 สัปดาห์ลิฟติ้ง

Alltite RF เห็นผลเมื่อไหร่? ไทม์ไลน์ผลลัพธ์และระยะเวลาที่อยู่ได้

บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปดูไทม์ไลน์ผลลัพธ์ของ Alltite RF ตั้งแต่ปฏิกิริยาแรกทันทีหลังทำ ไปจนถึงช่วงที่คอลลาเจนสร้างเต็มที่ในสัปดาห์ที่ 4-12 พร้อมแนะนำแนวทางดูแลเพื่อให้ผลอยู่ได้นานขึ้นนะคะ

Shurink Universe ทำแล้วหน้าผอมไหม? วิธีป้องกันแก้มยุบลิฟติ้ง

Shurink Universe ทำแล้วหน้าผอมลงไหม? วิธีป้องกันแก้มยุบที่ควรรู้

หลายคนกังวลว่าหลังทำ Shurink Universe แล้วหน้าจะยิ่งผอมจนดูโทรม บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าทำไมถึงเกิดขึ้น และมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors