สคัลพทรา vs จูเวลูค — ทำไมถึงไม่ควรเชื่อเรื่องวอลุ่มอยู่ได้ 2 ปี
ความต่างของวอลุ่มระหว่างสคัลพทราและจูเวลูค อยู่ที่ระยะเวลาคงอยู่และการดูแลป้องกันก้อน


วียองจิน
ผู้อำนวยการ
สคัลพทรา จูเวลูค — ทำไมถึงไม่ควรเชื่อเรื่องวอลุ่มอยู่ได้ 2 ปี
อ่านก่อนตัดสินใจ
Q. ระหว่างสองตัวนี้ อันไหนเพิ่มวอลุ่มได้มากกว่ากัน?
A. ถ้ามีปัญหาแก้มยุบหรือหย่อนคล้อย สคัลพทราจะได้เปรียบกว่าครับ
Q. ที่บอกว่าอยู่ได้ 2 ปี เชื่อได้เลยไหม?
A. 2 ปีนั้นไม่ใช่ช่วงพีก แต่เป็นช่วงหางที่ยังคงเหลืออยู่ครับ
สรุปสั้นๆ วอลุ่มของสคัลพทราและจูเวลูคต่างกันที่ความลึกของรอยยุบครับ
เกณฑ์ตัดสิน สิ่งสำคัญคือการนวด 5-5-5 และการตีความระยะเวลา 2 ปีให้ถูกต้องครับ
วันนี้จะดูอะไร ช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าหน้าของคุณต้องการวอลุ่มแบบไหนครับ
- ความแตกต่างของวอลุ่มระหว่างสคัลพทราและจูเวลูค
- การดูแลด้วยการนวด 5-5-5 เพื่อลดความเสี่ยงก้อน และความหมายที่แท้จริงของ 2 ปี
- ควรเลือกแบบไหน ระหว่างหย่อนคล้อย ยุบ หรือสภาพผิว
สคัลพทรา จูเวลูค อันไหนเพิ่มวอลุ่มได้มากกว่า?
ถ้ามีรอยยุบ สคัลพทราจะได้เปรียบกว่าครับ
ถ้าคุณค้นหาเรื่องวอลุ่มของสคัลพทราและจูเวลูคแล้วเข้ามาอ่านบทความนี้ คงมีคำถามในใจแบบนี้ครับ
ทั้งคู่บอกว่ากระตุ้นคอลลาเจนได้เหมือนกัน
แล้วทำไมบางบทความถึงแนะนำสคัลพทรา ในขณะที่บางบทความแนะนำจูเวลูค?
สคัลพทราเป็นการฉีดที่ใช้อนุภาค PLLA กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง เพื่อเพิ่มวอลุ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไปครับ
ส่วนจูเวลูคใช้อนุภาค PDLLA เพื่อเติมรอยยุบตื้นๆ และปรับสภาพผิวให้ดูเป็นธรรมชาติ อยู่ในกลุ่มการฉีดฟื้นฟูผิวครับ
ไม่ได้หมายความว่า B แย่กว่า A เสมอไปนะครับ
สคัลพทราเหมาะกับการแก้ปัญหาหน้าดูยุบและหย่อนคล้อยในพื้นที่กว้าง
ส่วนจูเวลูคเหมาะกับการค่อยๆ เติมเต็มตามสภาพผิวอย่างเงียบๆ ครับ
ตอนปรึกษา ผมจะดูก่อนเลยว่า "ต้องการวอลุ่ม หรือต้องการปรับสภาพผิว" ครับ
ถ้าโหนกแก้มยุบและเงาใต้ร่องแก้มลึก ก็จะนึกถึงสคัลพทร
แต่ถ้าปัญหาคือริ้วรอยเล็กๆ และสภาพผิวรอบรูขุมขน ก็จะเอนไปทางจูเวลูคครับ
พูดตรงๆ เลยนะครับ การเลือกโดยดูแค่ชื่อสองตัวนี้ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่
แม้จะเป็นกลุ่มกระตุ้นคอลลาเจนเหมือนกัน แต่ถ้าเป้าหมายต่างกัน ผลลัพธ์ที่เห็นก็ต่างกันด้วยครับ
วอลุ่มของสคัลพทรา — ทำไมประสิทธิภาพ 2 ปีถึงไม่แน่นอน
ระยะ 2 ปีของสคัลพทราไม่ได้หมายความว่า "ยิ่งนานยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ" นะครับ
ในช่วงไม่กี่เดือนแรก การสร้างคอลลาเจนจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น
หลังจากนั้น ปัญหาหลักคือโครงสร้างที่สร้างขึ้นมาจะคงอยู่ได้ดีแค่ไหนครับ
แต่มีสิ่งสำคัญหนึ่งอย่างที่ต้องรู้ครับ
สคัลพทราอาจให้วอลุ่มได้มากกว่า
แต่ก็ต้องดูแลไม่ให้อนุภาคจับตัวเป็นก้อนด้วยครับ
ในทางการแพทย์ อนุภาค PLLA จะกระตุ้นการทำงานของไฟโบรบลาสต์ใต้ผิวหนัง
พูดง่ายๆ คือ
ตัวยาไม่ได้พองขึ้นมาเองในทันที แต่เป็นการสร้างโครงสร้างรองรับจากเนื้อเยื่อของเราเองอย่างช้าๆ ครับ
ในกระบวนการนี้ ถ้าอนุภาคกระจุกตัวตื้นเกินไป
หรือมีแรงกดทับจุดใดจุดหนึ่งมากเกินไป
หรือการดูแลหลังทำไม่ดีพอ อาจเกิดก้อนแข็งที่สัมผัสได้ซึ่งคล้ายผังพืดได้ครับ
ไม่ได้เกิดบ่อย แต่ก็ไม่ใช่ 0% เช่นกัน
ขอเล่าเรื่องของคนไข้ท่านหนึ่งก่อนนะครับ
สัปดาห์ที่แล้วมีคุณผู้หญิงอายุ 42 ปีมาปรึกษาเป็นครั้งแรกครับ
เธอมีปัญหาแก้มดูยุบและเงาใต้ร่องแก้มลึก กำลังพิจารณาสคัลพทรา
แต่มีนัดสำคัญในอีก 9 วันข้างหน้าครับ
ผมไม่ได้แนะนำให้ทำทันทีในวันนั้นครับ
เป้าหมายด้านวอลุ่มนั้นสคัลพทราเหมาะกว่า
แต่ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมสำหรับการนวด 5-5-5 อย่างครบถ้วนครับ
สุดท้ายเธอกลับไปโดยยังไม่ตัดสินใจครับ
กฎ 5-5-5 คือการนวดหลังทำสคัลพทรา 5 นาที วันละ 5 ครั้ง เป็นเวลา 5 วันครับ
ตัวเลขนี้ไม่ใช่เวทมนตร์นะครับ
แต่ละคลินิกอาจมีคำแนะนำที่แตกต่างกันเล็กน้อย
แต่หัวใจหลักคือ "ป้องกันไม่ให้อนุภาคจับตัวกันในช่วงไม่กี่วันแรก" ครับ
แต่ก็ไม่ได้ดีในทุกด้านนะครับ
สคัลพทราไม่เหมือนฟิลเลอร์ที่เห็นรูปทรงชัดเจนทันที
ช่วงแรกอาจดูเหมือนเต็มกว่าผลลัพธ์จริงเพราะอาการบวมและน้ำเจือจาง
แต่สำหรับผู้ที่ต้องการแก้ปัญหารอยยุบและหย่อนคล้อยอย่างเป็นโครงสร้าง ยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีครับ
เรื่อง 2 ปีนั้น ขอให้เข้าใจแบบนี้ครับ
ไม่ได้หมายความว่าตึงเหมือนเดือนแรกตลอด 2 ปี
แต่หมายความว่าความรู้สึกรองรับที่เกิดจากคอลลาเจนยังคงเหลืออยู่ในระดับหนึ่งในช่วงเวลานั้นครับ
ผมคิดว่าถ้าพลาดจุดนี้ไป ความผิดหวังจะมากครับ
คำถามที่ว่า "บอกว่าอยู่ได้ 2 ปี แล้วทำไมไม่เหมือนเดิมแล้ว?"
เกิดจากการเข้าใจผิดว่าระยะเวลาคงอยู่เท่ากับช่วงพีคครับ
สคัลพทราสามารถสร้างวอลุ่มได้มากกว่าครับ
แต่ต้องควบคู่กับการนวด 5-5-5 และการจัดตารางเวลาให้เหมาะสมครับ
จูเวลูคเป็นตัวเลือกที่เน้นการเติมเต็มตามสภาพผิวอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เน้นขนาดครับ
วอลุ่มแบบไหนที่สคัลพทราเหมาะกว่า?
รอยยุบ — สคัลพทรา, สภาพผิว — จูเวลูคครับ
เรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อนนิดนึง เพราะในคำว่า "วอลุ่ม" มีปัญหาหลายอย่างปะปนอยู่ครับ
บางคนหมายถึงหน้าดูแบน
บางคนหมายถึงผิวบางและดูไม่มีชีวิตชีวาครับ
มีสิ่งหนึ่งที่ต้องบอกไว้ก่อนนะครับ
การที่สคัลพทราสร้างวอลุ่มได้มากกว่า ไม่ได้หมายความว่าดีกว่าสำหรับทุกหน้าครับ
ถ้ามีเนื้อหน้ามากและมีแค่หย่อนคล้อย อาจทำให้ดูหนักมากขึ้นได้ครับ
ลองหาเคสของตัวเองในตารางด้านล่างนะครับ
แต่ละเคสต่างกัน แต่โดยปกติผมทำแบบนี้ครับ
ถ้ามีทั้งหย่อนคล้อยและรอยยุบ จะนึกถึงสคัลพทราก่อน
แต่ต้องตรวจสอบตารางเวลาและความสามารถในการนวดก่อนครับ
ในทางกลับกัน ถ้าปัญหาหลักคือสภาพผิว ไม่จำเป็นต้องสร้างวอลุ่มใหญ่ครับ
ในกรณีนี้ วิธีเติมเต็มตามสภาพผิวอย่างช้าๆ แบบจูเวลูคอาจดูเป็นธรรมชาติกว่าครับ
หลายคนเข้าใจผิดในเรื่องนี้ สคัลพทราและจูเวลูคไม่ใช่การแข่งกันแพ้ชนะครับ
สิ่งสำคัญคือเป้าหมายเป็นรอยยุบลึกหรือสภาพผิวตื้นๆ ต้องตอบก่อนครับ
คำถามในห้องตรวจเรื่องวอลุ่มสคัลพทรา จูเวลูค 3 ข้อ
Q1. สคัลพทราให้วอลุ่มมากกว่าจูเวลูคจริงไหม?
A. จริงๆ แล้วนี่เป็นคำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดในห้องตรวจครับ
สัปดาห์หนึ่งมีสองสามคนถามแบบเดียวกัน
ถ้ารอยยุบลึก สคัลพทรามักจะรู้สึกได้ชัดกว่าครับ
แต่ถ้าทุกคนที่กังวลเรื่องสภาพผิวเลือกสคัลพทรา ผลลัพธ์อาจดูหนักเกินไปได้ครับ
ผมจะดูตำแหน่งที่เกิดเงาในกระจกร่วมกันก่อนครับ
พออ่านถึงตรงนี้ คงอยากรู้เรื่องต่อไปนี้ครับ
Q2. ถ้าสคัลพทราอยู่ได้ 2 ปี ไม่ต้องทำซ้ำเลยใช่ไหม?
A. อืม
คำตอบค่อนข้างยาวหน่อยนะครับ
คำว่า "2 ปี" ไม่ได้หมายความว่า "คงสภาพเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงตลอดช่วงนั้น" ครับ
จากประสบการณ์ทางคลินิก ประมาณสามในสิบรายจะรู้สึกว่าเต็มน้อยลงก่อน ราวๆ หนึ่งปีครึ่งครับ
ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นกระบวนการที่พีคผ่านไปแล้วและเหลือแค่ช่วงหางครับ
เวลาพิจารณาทำซ้ำ ดูจากการเปลี่ยนแปลงในภาพถ่ายจะแม่นกว่าดูจากกระจกครับ
ก่อนสรุป ขอเพิ่มอีกหนึ่งข้อนะครับ
Q3. หลังทำสคัลพทราไม่นวดได้ไหม?
A. อันนี้ตอบตรงๆ เลยว่า "ไม่ได้" ครับ
เกณฑ์ 5 นาที วันละ 5 ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน คือมาตรการความปลอดภัยขั้นต่ำเพื่อลดโอกาสเกิดก้อนครับ
แม้จะไม่ค่อยเกิดขึ้น แต่ถ้าอนุภาคกระจุกตัวที่จุดเดียว อาจเกิดเป็นก้อนแข็งที่สัมผัสได้ครับ
ถ้าไม่มีเวลา การเลื่อนนัดทำหัตถการออกไปปลอดภัยกว่าครับ
ถ้าวันนี้จะจำได้แค่อย่างเดียว — วอลุ่มใหญ่เลือกสคัลพทรา ปรับสภาพผิวเลือกจูเวลูคครับ
บทความต่อไปจะพูดถึง "จังหวะการนวดเพื่อป้องกันก้อนจากสคัลพทรา" ครับ จะอธิบายว่าควรนวดแรงหรือเบาในช่วงไหน โดยอิงจากเกณฑ์ในห้องตรวจ ติดตามกันด้วยนะครับ นี่คือหมอวียองจินครับ






