ภาพเปรียบเทียบ Sculptra และ Juvelook คอลลาเจนบูสเตอร์สองชนิด
รูปหน้าและวอลุ่ม

Sculptra กับ Juvelook ต่างกันตรงไหน อยู่ได้นานแค่ไหน เจ็บมากไหม

Sculptra และ Juvelook คอลลาเจนบูสเตอร์สองตัวที่คนมักสับสน ต่างกันตรงไหน อยู่ได้นานแค่ไหน และเจ็บมากน้อยแค่ไหนกันแน่

วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน · 28 สิงหาคม 2026
7นาที
ไม่แน่ใจว่าเหมาะกับตัวเองไหมดูจากรูปหรือบทความอย่างเดียวบอกได้ยาก ปรึกษาเป็นภาษาไทยได้ แผนการรักษาจะสรุปหลังพบแพทย์ที่คลินิก* มีเจ้าหน้าที่ภาษาไทย · ถามได้โดยตรงทาง LINEถามคุณหมอ

อัปเดตล่าสุด: กรกฎาคม 2026

เคยไหมคะ ที่ลองค้นหาความต่างระหว่าง Sculptra กับ Juvelook แล้วยิ่งอ่านยิ่งงง เพราะทั้งสองตัวถูกจัดอยู่ในกลุ่มคอลลาเจนบูสเตอร์เหมือนกัน

ความจริงคือส่วนประกอบของทั้งสองตัวต่างกันตั้งแต่ต้น และตัวแปรที่ตัดสินผลลัพธ์จริงก็ไม่ได้มีแค่เลือกผลิตภัณฑ์ตัวไหนเพียงอย่างเดียว การดูแลผิวด้วยตัวเองอย่างครีมบำรุงหรือมาส์กไม่สามารถทดแทนการกระตุ้นคอลลาเจนชั้นลึกแบบนี้ได้ จึงต้องอาศัยการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกความแตกต่างระหว่าง Sculptra กับ Juvelook ตั้งแต่ส่วนประกอบ กลไก ระยะเวลาที่อยู่ได้จริง ไปจนถึงความเจ็บและข้อควรระวัง พร้อมแนะนำแนวทางเลือกให้เหมาะกับใบหน้าของคุณค่ะ ไปดูกันเลย!

Sculptra กับ Juvelook คืออะไร ต่างกันตรงไหนตั้งแต่ต้นทาง

Sculptra และ Juvelook ถูกจัดอยู่ในกลุ่มคอลลาเจนบูสเตอร์เหมือนกัน แต่ส่วนประกอบหลักไม่เหมือนกันตั้งแต่ต้น Sculptra ใช้ PLLA (Poly-L-Lactic Acid) เป็นตัวหลัก ส่วน Juvelook เป็นสูตรผสมระหว่าง PDLLA (Poly-D,L-Lactic Acid) กับกรดไฮยาลูโรนิก (HA)

ความต่างของส่วนประกอบนี้เองที่ทำให้ความรู้สึกหลังฉีดต่างกันตั้งแต่วันแรก เพราะ Sculptra ไม่มี HA อยู่ในสูตร ช่วงแรกหลังฉีดจึงแทบไม่เห็นความอิ่มขึ้นเลย ต้องรอให้คอลลาเจนค่อย ๆ ถูกกระตุ้นขึ้นมาในอีก 2-3 เดือนถัดไป

ในขณะที่ Juvelook มี HA ผสมอยู่ จึงเริ่มรู้สึกถึงความอิ่มขึ้นได้ตั้งแต่วันที่ฉีด แต่แลกมาด้วยระยะเวลาที่อยู่ได้สั้นกว่า โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 12-18 เดือน

หลายคนที่ค้นหาความต่างของสองตัวนี้มักไปเปรียบเทียบแค่สเปกในกระดาษ ทั้งที่ผลลัพธ์จริงมีตัวแปรอีกชั้นหนึ่งซ่อนอยู่

ทำไมฉีดคอลลาเจนบูสเตอร์แบบเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ไม่เท่ากัน

สิ่งที่ตัดสินผลลัพธ์ของคอลลาเจนบูสเตอร์จริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่เลือก Sculptra หรือ Juvelook เท่านั้น แต่อยู่ที่ ฉีดลึกแค่ไหน และตรงจุดไหน มากกว่า

ลองเปรียบเทียบง่าย ๆ เหมือนกำแพงดินที่กำลังทรุด การเลือกเสาเข็ม (ผลิตภัณฑ์) สำคัญ แต่จุดที่ตอกและความลึกที่ตอกลงไปต่างหากที่ตัดสินว่ากำแพงจะทรุดตัวช้าหรือเร็ว

เคยมีเคสลูกค้าวัย 30 ต้น ๆ มาปรึกษาว่าเคยฉีด Juvelook 4 ขวดที่คลินิกอื่นแล้วรู้สึกว่าความอิ่มขึ้นแทบไม่มี อยากเปลี่ยนไปใช้ Sculptra แทน แต่พอตรวจดูจุดที่เคยฉีดพบว่าเป็นชั้นผิวตื้นบริเวณหน้าโหนกแก้ม ไม่ใช่ปัญหาที่ตัวผลิตภัณฑ์เลย

หากเปลี่ยนไปใช้ Sculptra แต่ยังฉีดจุดเดิม ผลลัพธ์ก็มีแนวโน้มไม่ต่างจากเดิมมากนัก กรณีแบบนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงปรับการออกแบบการฉีดใหม่ให้ลึกถึงชั้นไขมันเหนือชั้น SMAS แทนการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์

ภาพแสดงความลึกของการฉีดคอลลาเจนบูสเตอร์ในชั้นผิว

กลไกการทำงานและระยะเวลาที่อยู่ได้จริง

สรุปความต่างของกลไกและระยะเวลาให้เห็นภาพง่ายขึ้นได้ตามตารางนี้

หัวข้อSculptraJuvelook
ส่วนประกอบหลักPLLA (Poly-L-Lactic Acid)PDLLA (Poly-D,L-Lactic Acid) + กรดไฮยาลูโรนิก (HA)
ความอิ่มช่วงแรกแทบไม่เห็นผล ต้องรอ 2-3 เดือนเริ่มรู้สึกอิ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ฉีด
ระยะเวลาอยู่ตัว (ฉีดถูกชั้น)ประมาณ 18-24 เดือนประมาณ 12-18 เดือน
ความรู้สึกระหว่างฉีดหนักและตึงกว่าเล็กน้อยเบากว่า ใช้เวลาสั้นกว่า

อนุภาค PLLA ใน Sculptra จะกระตุ้นเซลล์แมคโครฟาจให้ทำงาน และค่อย ๆ ดันการสร้างคอลลาเจนชนิดที่ 1 ขึ้นมา กระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 8-12 สัปดาห์ และเมื่อฉีดถูกชั้นแล้วอาจอยู่ได้ยาวถึง 18-24 เดือน

PDLLA ใน Juvelook สลายตัวเร็วกว่าเล็กน้อย กระตุ้นคอลลาเจนได้ในทิศทางใกล้เคียงกัน แต่ระยะเวลาที่คงอยู่มักอยู่ที่ประมาณ 12-18 เดือน

ตัวเลขระยะเวลาเหล่านี้เป็นค่าที่อ้างอิงจากการฉีดในชั้นความลึกที่เหมาะสมเท่านั้น หากฉีดตื้นเกินไป นอกจากความเสี่ยงก้อนแข็งจะสูงขึ้นแล้ว ระยะเวลาที่อยู่ได้จริงก็มักสั้นลงกว่าที่ควรด้วย ผลลัพธ์ที่ได้จึงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเองด้วยค่ะ

ฉีดร่วมกับฟิลเลอร์ได้ไหม ลำดับสำคัญกว่าที่คิด

คำถามที่พบบ่อยคือฉีด Sculptra หรือ Juvelook ร่วมกับฟิลเลอร์ได้หรือไม่ คำตอบคือได้ และหลายเคสให้ผลลัพธ์ดีขึ้นเมื่อทำร่วมกัน แต่สิ่งที่ต้องระวังคือลำดับการฉีด

แนวทางที่ใช้บ่อยคือฉีดฟิลเลอร์ก่อนเพื่อจัดการจุดที่ยุบตัวเชิงโครงสร้าง เช่น โหนกแก้ม ขมับ หรือปลายคาง จากนั้นเว้นระยะประมาณ 2-4 สัปดาห์ค่อยตามด้วยคอลลาเจนบูสเตอร์เพื่อเติมเนื้อผิวโดยรอบให้เนียนขึ้น

ควรหลีกเลี่ยงการฉีดทั้งสองอย่างจุดเดียวกันในวันเดียวกัน เพราะอนุภาค PLLA อาจเพิ่มความเสี่ยงก้อนแข็งของฟิลเลอร์ HA ที่ฉีดไว้ก่อนได้บ้าง

ภาพแสดงลำดับการฉีดฟิลเลอร์ร่วมกับคอลลาเจนบูสเตอร์

เจ็บแค่ไหน เตรียมตัวรับมือความเจ็บยังไงได้บ้าง

ความเจ็บระหว่างฉีดต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่โดยทั่วไป Sculptra มักรู้สึกหนักและตึงกว่า Juvelook เพราะอนุภาคมีขนาดใหญ่กว่าและต้องกระจายฉีดในพื้นที่กว้าง ทำให้เวลาที่ใช้ในการฉีดนานขึ้นตามไปด้วย

ที่คลินิกมักใช้ครีมชาที่ผิวประมาณ 40 นาทีร่วมกับผสมยาชาลิโดเคนเข้าไปในขวดโดยตรง ลูกค้าส่วนใหญ่บอกว่าพอรับไหว ส่วนที่เหลือบางรายอาจต้องเติมยาชาระหว่างการฉีดเพิ่มเติม

เคยมีเคสลูกค้าวัยเลข 4 ต้น ๆ ขอฉีด Sculptra 5 ขวดในครั้งเดียว แต่แพทย์ปฏิเสธเพราะผิวค่อนข้างบางและร่างกายผอม หากฉีดปริมาณมากในครั้งเดียวความเสี่ยงก้อนแข็งและผิวไม่เรียบจะสูงขึ้นมาก จึงแนะนำให้แบ่งฉีดครั้งละ 2 ขวด 2 ครั้ง แล้วค่อยประเมินว่าจำเป็นต้องมีครั้งที่สามหรือไม่

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ

ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยหลังฉีดคอลลาเจนบูสเตอร์คือรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักหายได้เองภายใน 1-3 วัน หากมีอาการผิดปกตินอกเหนือจากนี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

บริเวณที่ผิวบางและขยับบ่อย เช่น รอบปากหรือใต้ตา มีความเสี่ยงเกิดก้อนแข็งจาก PLLA สูงกว่าบริเวณอื่น จึงควรเลือกจุดฉีดอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ

ข้อแตกต่างสำคัญคือ Juvelook มี HA ผสมอยู่ หากเกิดก้อนแข็งสามารถใช้ไฮยาลูโรนิเดสสลายได้บางส่วน แต่ PLLA ใน Sculptra ไม่มียาที่สลายได้โดยตรง ต้องอาศัยการนวดหรือฉีดสเตียรอยด์ร่วมกับเวลาให้ก้อนค่อย ๆ ยุบลง การเลือกบริเวณฉีดจึงควรระมัดระวังตั้งแต่แรกมากกว่าจะแก้ไขทีหลัง

ภาพแสดงบริเวณเสี่ยงเกิดก้อนแข็งจากคอลลาเจนบูสเตอร์

สรุป เลือกยังไงให้เหมาะกับใบหน้าของคุณ

สรุปแล้ว Sculptra กับ Juvelook ต่างกันหลักที่ส่วนประกอบ ความอิ่มที่เห็นได้ช่วงแรก และระยะเวลาที่อยู่ได้ แต่ตัวแปรที่ตัดสินผลลัพธ์จริงคือจุดและความลึกที่ฉีด ไม่ใช่แค่เลือกผลิตภัณฑ์ตัวไหน

ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสภาพผิวก่อนตัดสินใจเสมอ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายก็แตกต่างกันไปตามแต่ละคลินิกและปริมาณที่ใช้ แนะนำให้สอบถามราคาที่ชัดเจนโดยตรงกับคลินิกที่คุณเลือกค่ะ

หากคุณยังกังวลว่าฉีดไปแล้วผลลัพธ์จะไม่คุ้มเหมือนที่เคยเจอมาก่อน ทักมาปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย กับทีมแพทย์ที่ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล ได้ทาง LINE เลยนะคะ แอด LINE มาปรึกษาคุณหมอได้เลยค่ะ

คำถามที่พบบ่อย

Q1. Sculptra กับ Juvelook อันไหนอยู่ได้นานกว่ากัน?

โดยทั่วไป Sculptra มักอยู่ได้นานกว่า ประมาณ 18-24 เดือนเมื่อฉีดถูกชั้น ส่วน Juvelook มักอยู่ที่ประมาณ 12-18 เดือน แต่ระยะเวลาที่แท้จริงขึ้นอยู่กับความลึกที่ฉีดและสภาพผิวของแต่ละคนด้วยค่ะ

Q2. ฉีด Sculptra หรือ Juvelook เจ็บมากไหม?

ทั้งสองแบบมีความรู้สึกตึงหรือปวดตื้อได้บ้างระหว่างฉีด โดย Sculptra มักรู้สึกหนักกว่า Juvelook เล็กน้อยเพราะฉีดกระจายในพื้นที่กว้างกว่า คลินิกมักใช้ครีมชาร่วมกับยาชาผสมในขวดเพื่อช่วยลดความรู้สึกไม่สบายตัวระหว่างทำ

Q3. ฉีด Sculptra กับ Juvelook พร้อมกันคนละจุดได้ไหม?

ทำได้หากเป็นคนละบริเวณ แต่แพทย์หลายท่านมักแนะนำให้เว้นระยะ 2-3 สัปดาห์ระหว่างจุดที่ฉีดต่างชนิดกัน เพื่อให้ติดตามอาการก้อนแข็งหรือการอักเสบได้ง่ายกว่า หากเกิดขึ้นจะได้รู้ว่ามาจากจุดไหนค่ะ

Q4. ราคา Sculptra กับ Juvelook ต่างกันยังไง คุ้มกว่ากันตรงไหน?

ราคาต่อขวดของ Juvelook มักถูกกว่า แต่เมื่อคิดเทียบกับระยะเวลาที่อยู่ได้ Sculptra อาจคุ้มกว่าในระยะยาวสำหรับบางเคส ราคาที่แน่นอนแตกต่างกันไปตามแต่ละคลินิกและปริมาณที่ใช้ แนะนำให้สอบถามรายละเอียดโดยตรงกับคลินิกค่ะ

บทความแนะนำ

ฉีดสลายฟิลเลอร์แล้วผิวจะหย่อนคล้อยจริงไหมรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดสลายฟิลเลอร์แล้ว ผิวจะหย่อนคล้อยจริงไหม?

หลายคนอยากแก้ฟิลเลอร์ที่ไม่พอใจ แต่กลัวว่าสลายแล้วผิวจะยืดหย่อนกว่าเดิม บทความนี้แยกให้ชัดว่าอะไรคือเรื่องจริง และอะไรเป็นแค่ช่วงชั่วคราวไม่กี่วัน

ฉีดโบท็อกซ์ลดกรามแล้วจะเคี้ยวข้าวลำบากไหมรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดโบท็อกซ์ลดกราม แล้วจะเคี้ยวข้าวลำบากไหม?

หลายคนอยากปรับกรอบหน้าให้เรียวขึ้น แต่กลัวว่าฉีดโบท็อกซ์ลดกรามแล้วแรงเคี้ยวจะหายไปจนกินข้าวไม่ได้ บทความนี้รวมตัวเลขจากงานวิจัยว่าแรงกัดลดลงเท่าไร ช่วงไหนรู้สึกมากที่สุด และกลับมาเมื่อไหร่ค่ะ

ภาพปกเรื่องขมับยุบควรเลือกฟิลเลอร์หรือ Sculptraรูปหน้าและวอลุ่ม

ขมับยุบ ควรเลือกฟิลเลอร์หรือ Sculptra ดี

ทั้งสองอย่างไม่ได้แข่งกัน แต่เป็นทางเลือกที่นิสัยต่างกัน พอรู้ว่าขมับของเรายุบแบบไหนและรอไหวแค่ไหน คำตอบก็จะชัดขึ้นเองค่ะ

บทความล่าสุด

การซื้อแพ็กเกจลบรอยสักหลายครั้งผิวหนัง

ซื้อแพ็กเกจลบรอยสักหลายครั้ง ต้องถามอะไรก่อนจ่ายเงิน?

ซื้อแพ็กเกจลบรอยสัก 10 ครั้ง แล้วรอยหายตั้งแต่ครั้งที่ 7 ครั้งที่เหลือจะเป็นยังไง? บทความนี้ช่วยให้คุณรู้เงื่อนไขที่ต้องถามก่อนจ่ายเงิน เพื่อไม่ต้องเสียใจภายหลังค่ะ

การถามราคาลบรอยสักจากหลายคลินิกผิวหนัง

ราคาลบรอยสัก ทำไมแต่ละที่บอกต่างกัน? อ่านใบเสนอราคาให้เป็น

ถามราคาลบรอยสักไปสามที่ได้ตัวเลขสามชุดที่ต่างกันมาก? ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะแต่ละคลินิกมีวิธีคิดราคาที่ต่างกัน บทความนี้ช่วยให้คุณอ่านใบเสนอราคาเป็นและรู้ว่าต้องเตรียมอะไรไปถามค่ะ

รอยสักนิ้วมือ ข้อมือ ข้อเท้า การลบด้วยเลเซอร์ผิวหนัง

วางแผนลบรอยสักนิ้ว ข้อมือ ข้อเท้า ต้องรู้อะไรก่อนเริ่ม?

รอยสักนิ้ว ข้อมือ ข้อเท้าอาจดูเล็ก แต่ต้องวางแผนต่างออกไปจากบริเวณอื่น บทความนี้จะช่วยให้คุณตั้งเป้าหมายที่เป็นจริง เตรียมตัวได้ถูกต้อง และดูแลตัวเองระหว่างรักษาอย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

วิธีประเมินงบและวางแผนค่าใช้จ่ายสกินบูสเตอร์ทั้งโปรแกรมผิวหนัง

สกินบูสเตอร์คุ้มไหม? วิธีประเมินงบและวางแผนค่าใช้จ่ายทั้งโปรแกรม

หลายคนเห็นราคาสกินบูสเตอร์ต่อครั้งแล้วคิดว่าพอรับได้ แต่พอนับโปรแกรมทั้งหมดแล้วตัวเลขสูงกว่าที่คาด บทความนี้ Beautystone Clinic จะช่วยให้คุณคำนวณงบรวม อ่านใบเสนอราคาให้ออก และประเมินว่าสกินบูสเตอร์คุ้มกับสภาพผิวของคุณจริง ๆ ไหมค่ะ

ร้อยไหมหน้าผากอันตรายไหม รู้ความเสี่ยงและสัญญาณที่บอกว่าควรเลือกวิธีอื่นลิฟติ้ง

ร้อยไหมหน้าผากอันตรายไหม? รู้ความเสี่ยงและสัญญาณควรเลือกวิธีอื่น

ก่อนตัดสินใจร้อยไหมหน้าผาก ควรรู้ก่อนว่ามีความเสี่ยงอะไรบ้าง และหน้าผากแบบไหนที่ร้อยไหมช่วยได้จริง บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณเข้าใจสัญญาณเตือนและทางเลือกที่เหมาะกับสภาพหน้าผากของคุณค่ะ

Titanium Lifting ถึงเวลานัดครั้งถัดไปหรือยัง อ่านสัญญาณผิวก่อนคอลลาเจนเสื่อมผิวหนัง

Titanium Lifting ถึงเวลานัดครั้งถัดไปหรือยัง? อ่านสัญญาณผิว

คอลลาเจนจาก Titanium Lifting ไม่ได้เสื่อมพร้อมกัน แต่ผิวจะส่งสัญญาณก่อนล่วงหน้าเสมอ บทความนี้สอนวิธีอ่านสัญญาณเหล่านั้น เพื่อให้คุณนัดครั้งถัดไปได้ในเวลาที่เหมาะสมที่สุดค่ะ

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors