ภาพเปรียบเทียบ Sculptra และ Juvelook คอลลาเจนบูสเตอร์สองชนิด
รูปหน้าและวอลุ่ม

Sculptra กับ Juvelook ต่างกันตรงไหน อยู่ได้นานแค่ไหน เจ็บมากไหม

Sculptra และ Juvelook คอลลาเจนบูสเตอร์สองตัวที่คนมักสับสน ต่างกันตรงไหน อยู่ได้นานแค่ไหน และเจ็บมากน้อยแค่ไหนกันแน่

ติดตาม Hongdae Beautys Doctors YouTube
วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน
7นาที

อัปเดตล่าสุด: กรกฎาคม 2026

เคยไหมคะ ที่ลองค้นหาความต่างระหว่าง Sculptra กับ Juvelook แล้วยิ่งอ่านยิ่งงง เพราะทั้งสองตัวถูกจัดอยู่ในกลุ่มคอลลาเจนบูสเตอร์เหมือนกัน

ความจริงคือส่วนประกอบของทั้งสองตัวต่างกันตั้งแต่ต้น และตัวแปรที่ตัดสินผลลัพธ์จริงก็ไม่ได้มีแค่เลือกผลิตภัณฑ์ตัวไหนเพียงอย่างเดียว การดูแลผิวด้วยตัวเองอย่างครีมบำรุงหรือมาส์กไม่สามารถทดแทนการกระตุ้นคอลลาเจนชั้นลึกแบบนี้ได้ จึงต้องอาศัยการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกความแตกต่างระหว่าง Sculptra กับ Juvelook ตั้งแต่ส่วนประกอบ กลไก ระยะเวลาที่อยู่ได้จริง ไปจนถึงความเจ็บและข้อควรระวัง พร้อมแนะนำแนวทางเลือกให้เหมาะกับใบหน้าของคุณค่ะ ไปดูกันเลย!

Sculptra กับ Juvelook คืออะไร ต่างกันตรงไหนตั้งแต่ต้นทาง

Sculptra และ Juvelook ถูกจัดอยู่ในกลุ่มคอลลาเจนบูสเตอร์เหมือนกัน แต่ส่วนประกอบหลักไม่เหมือนกันตั้งแต่ต้น Sculptra ใช้ PLLA (Poly-L-Lactic Acid) เป็นตัวหลัก ส่วน Juvelook เป็นสูตรผสมระหว่าง PDLLA (Poly-D,L-Lactic Acid) กับกรดไฮยาลูโรนิก (HA)

ความต่างของส่วนประกอบนี้เองที่ทำให้ความรู้สึกหลังฉีดต่างกันตั้งแต่วันแรก เพราะ Sculptra ไม่มี HA อยู่ในสูตร ช่วงแรกหลังฉีดจึงแทบไม่เห็นความอิ่มขึ้นเลย ต้องรอให้คอลลาเจนค่อย ๆ ถูกกระตุ้นขึ้นมาในอีก 2-3 เดือนถัดไป

ในขณะที่ Juvelook มี HA ผสมอยู่ จึงเริ่มรู้สึกถึงความอิ่มขึ้นได้ตั้งแต่วันที่ฉีด แต่แลกมาด้วยระยะเวลาที่อยู่ได้สั้นกว่า โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 12-18 เดือน

หลายคนที่ค้นหาความต่างของสองตัวนี้มักไปเปรียบเทียบแค่สเปกในกระดาษ ทั้งที่ผลลัพธ์จริงมีตัวแปรอีกชั้นหนึ่งซ่อนอยู่

ทำไมฉีดคอลลาเจนบูสเตอร์แบบเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ไม่เท่ากัน

สิ่งที่ตัดสินผลลัพธ์ของคอลลาเจนบูสเตอร์จริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่เลือก Sculptra หรือ Juvelook เท่านั้น แต่อยู่ที่ ฉีดลึกแค่ไหน และตรงจุดไหน มากกว่า

ลองเปรียบเทียบง่าย ๆ เหมือนกำแพงดินที่กำลังทรุด การเลือกเสาเข็ม (ผลิตภัณฑ์) สำคัญ แต่จุดที่ตอกและความลึกที่ตอกลงไปต่างหากที่ตัดสินว่ากำแพงจะทรุดตัวช้าหรือเร็ว

เคยมีเคสลูกค้าวัย 30 ต้น ๆ มาปรึกษาว่าเคยฉีด Juvelook 4 ขวดที่คลินิกอื่นแล้วรู้สึกว่าความอิ่มขึ้นแทบไม่มี อยากเปลี่ยนไปใช้ Sculptra แทน แต่พอตรวจดูจุดที่เคยฉีดพบว่าเป็นชั้นผิวตื้นบริเวณหน้าโหนกแก้ม ไม่ใช่ปัญหาที่ตัวผลิตภัณฑ์เลย

หากเปลี่ยนไปใช้ Sculptra แต่ยังฉีดจุดเดิม ผลลัพธ์ก็มีแนวโน้มไม่ต่างจากเดิมมากนัก กรณีแบบนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงปรับการออกแบบการฉีดใหม่ให้ลึกถึงชั้นไขมันเหนือชั้น SMAS แทนการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์

ภาพแสดงความลึกของการฉีดคอลลาเจนบูสเตอร์ในชั้นผิว

กลไกการทำงานและระยะเวลาที่อยู่ได้จริง

สรุปความต่างของกลไกและระยะเวลาให้เห็นภาพง่ายขึ้นได้ตามตารางนี้

หัวข้อSculptraJuvelook
ส่วนประกอบหลักPLLA (Poly-L-Lactic Acid)PDLLA (Poly-D,L-Lactic Acid) + กรดไฮยาลูโรนิก (HA)
ความอิ่มช่วงแรกแทบไม่เห็นผล ต้องรอ 2-3 เดือนเริ่มรู้สึกอิ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ฉีด
ระยะเวลาอยู่ตัว (ฉีดถูกชั้น)ประมาณ 18-24 เดือนประมาณ 12-18 เดือน
ความรู้สึกระหว่างฉีดหนักและตึงกว่าเล็กน้อยเบากว่า ใช้เวลาสั้นกว่า

อนุภาค PLLA ใน Sculptra จะกระตุ้นเซลล์แมคโครฟาจให้ทำงาน และค่อย ๆ ดันการสร้างคอลลาเจนชนิดที่ 1 ขึ้นมา กระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 8-12 สัปดาห์ และเมื่อฉีดถูกชั้นแล้วอาจอยู่ได้ยาวถึง 18-24 เดือน

PDLLA ใน Juvelook สลายตัวเร็วกว่าเล็กน้อย กระตุ้นคอลลาเจนได้ในทิศทางใกล้เคียงกัน แต่ระยะเวลาที่คงอยู่มักอยู่ที่ประมาณ 12-18 เดือน

ตัวเลขระยะเวลาเหล่านี้เป็นค่าที่อ้างอิงจากการฉีดในชั้นความลึกที่เหมาะสมเท่านั้น หากฉีดตื้นเกินไป นอกจากความเสี่ยงก้อนแข็งจะสูงขึ้นแล้ว ระยะเวลาที่อยู่ได้จริงก็มักสั้นลงกว่าที่ควรด้วย ผลลัพธ์ที่ได้จึงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเองด้วยค่ะ

ฉีดร่วมกับฟิลเลอร์ได้ไหม ลำดับสำคัญกว่าที่คิด

คำถามที่พบบ่อยคือฉีด Sculptra หรือ Juvelook ร่วมกับฟิลเลอร์ได้หรือไม่ คำตอบคือได้ และหลายเคสให้ผลลัพธ์ดีขึ้นเมื่อทำร่วมกัน แต่สิ่งที่ต้องระวังคือลำดับการฉีด

แนวทางที่ใช้บ่อยคือฉีดฟิลเลอร์ก่อนเพื่อจัดการจุดที่ยุบตัวเชิงโครงสร้าง เช่น โหนกแก้ม ขมับ หรือปลายคาง จากนั้นเว้นระยะประมาณ 2-4 สัปดาห์ค่อยตามด้วยคอลลาเจนบูสเตอร์เพื่อเติมเนื้อผิวโดยรอบให้เนียนขึ้น

ควรหลีกเลี่ยงการฉีดทั้งสองอย่างจุดเดียวกันในวันเดียวกัน เพราะอนุภาค PLLA อาจเพิ่มความเสี่ยงก้อนแข็งของฟิลเลอร์ HA ที่ฉีดไว้ก่อนได้บ้าง

ภาพแสดงลำดับการฉีดฟิลเลอร์ร่วมกับคอลลาเจนบูสเตอร์

เจ็บแค่ไหน เตรียมตัวรับมือความเจ็บยังไงได้บ้าง

ความเจ็บระหว่างฉีดต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่โดยทั่วไป Sculptra มักรู้สึกหนักและตึงกว่า Juvelook เพราะอนุภาคมีขนาดใหญ่กว่าและต้องกระจายฉีดในพื้นที่กว้าง ทำให้เวลาที่ใช้ในการฉีดนานขึ้นตามไปด้วย

ที่คลินิกมักใช้ครีมชาที่ผิวประมาณ 40 นาทีร่วมกับผสมยาชาลิโดเคนเข้าไปในขวดโดยตรง ลูกค้าส่วนใหญ่บอกว่าพอรับไหว ส่วนที่เหลือบางรายอาจต้องเติมยาชาระหว่างการฉีดเพิ่มเติม

เคยมีเคสลูกค้าวัยเลข 4 ต้น ๆ ขอฉีด Sculptra 5 ขวดในครั้งเดียว แต่แพทย์ปฏิเสธเพราะผิวค่อนข้างบางและร่างกายผอม หากฉีดปริมาณมากในครั้งเดียวความเสี่ยงก้อนแข็งและผิวไม่เรียบจะสูงขึ้นมาก จึงแนะนำให้แบ่งฉีดครั้งละ 2 ขวด 2 ครั้ง แล้วค่อยประเมินว่าจำเป็นต้องมีครั้งที่สามหรือไม่

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ

ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยหลังฉีดคอลลาเจนบูสเตอร์คือรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักหายได้เองภายใน 1-3 วัน หากมีอาการผิดปกตินอกเหนือจากนี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

บริเวณที่ผิวบางและขยับบ่อย เช่น รอบปากหรือใต้ตา มีความเสี่ยงเกิดก้อนแข็งจาก PLLA สูงกว่าบริเวณอื่น จึงควรเลือกจุดฉีดอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ

ข้อแตกต่างสำคัญคือ Juvelook มี HA ผสมอยู่ หากเกิดก้อนแข็งสามารถใช้ไฮยาลูโรนิเดสสลายได้บางส่วน แต่ PLLA ใน Sculptra ไม่มียาที่สลายได้โดยตรง ต้องอาศัยการนวดหรือฉีดสเตียรอยด์ร่วมกับเวลาให้ก้อนค่อย ๆ ยุบลง การเลือกบริเวณฉีดจึงควรระมัดระวังตั้งแต่แรกมากกว่าจะแก้ไขทีหลัง

ภาพแสดงบริเวณเสี่ยงเกิดก้อนแข็งจากคอลลาเจนบูสเตอร์

สรุป เลือกยังไงให้เหมาะกับใบหน้าของคุณ

สรุปแล้ว Sculptra กับ Juvelook ต่างกันหลักที่ส่วนประกอบ ความอิ่มที่เห็นได้ช่วงแรก และระยะเวลาที่อยู่ได้ แต่ตัวแปรที่ตัดสินผลลัพธ์จริงคือจุดและความลึกที่ฉีด ไม่ใช่แค่เลือกผลิตภัณฑ์ตัวไหน

ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสภาพผิวก่อนตัดสินใจเสมอ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายก็แตกต่างกันไปตามแต่ละคลินิกและปริมาณที่ใช้ แนะนำให้สอบถามราคาที่ชัดเจนโดยตรงกับคลินิกที่คุณเลือกค่ะ

หากคุณยังกังวลว่าฉีดไปแล้วผลลัพธ์จะไม่คุ้มเหมือนที่เคยเจอมาก่อน ทักมาปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย กับทีมแพทย์ที่ BeautyStone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล ได้ทาง LINE เลยนะคะ แอด LINE มาปรึกษาคุณหมอได้เลยค่ะ

คำถามที่พบบ่อย

Q1. Sculptra กับ Juvelook อันไหนอยู่ได้นานกว่ากัน?

โดยทั่วไป Sculptra มักอยู่ได้นานกว่า ประมาณ 18-24 เดือนเมื่อฉีดถูกชั้น ส่วน Juvelook มักอยู่ที่ประมาณ 12-18 เดือน แต่ระยะเวลาที่แท้จริงขึ้นอยู่กับความลึกที่ฉีดและสภาพผิวของแต่ละคนด้วยค่ะ

Q2. ฉีด Sculptra หรือ Juvelook เจ็บมากไหม?

ทั้งสองแบบมีความรู้สึกตึงหรือปวดตื้อได้บ้างระหว่างฉีด โดย Sculptra มักรู้สึกหนักกว่า Juvelook เล็กน้อยเพราะฉีดกระจายในพื้นที่กว้างกว่า คลินิกมักใช้ครีมชาร่วมกับยาชาผสมในขวดเพื่อช่วยลดความรู้สึกไม่สบายตัวระหว่างทำ

Q3. ฉีด Sculptra กับ Juvelook พร้อมกันคนละจุดได้ไหม?

ทำได้หากเป็นคนละบริเวณ แต่แพทย์หลายท่านมักแนะนำให้เว้นระยะ 2-3 สัปดาห์ระหว่างจุดที่ฉีดต่างชนิดกัน เพื่อให้ติดตามอาการก้อนแข็งหรือการอักเสบได้ง่ายกว่า หากเกิดขึ้นจะได้รู้ว่ามาจากจุดไหนค่ะ

Q4. ราคา Sculptra กับ Juvelook ต่างกันยังไง คุ้มกว่ากันตรงไหน?

ราคาต่อขวดของ Juvelook มักถูกกว่า แต่เมื่อคิดเทียบกับระยะเวลาที่อยู่ได้ Sculptra อาจคุ้มกว่าในระยะยาวสำหรับบางเคส ราคาที่แน่นอนแตกต่างกันไปตามแต่ละคลินิกและปริมาณที่ใช้ แนะนำให้สอบถามรายละเอียดโดยตรงกับคลินิกค่ะ

บทความแนะนำ

สัญญาณที่บอกว่ากรามเริ่มกลับมาหลังโบท็อกซ์รูปหน้าและวอลุ่ม

โบท็อกซ์กรามกลับมาเหลี่ยมอีกแล้ว ทำซ้ำได้เลยไหม หรือต้องรอ?

โบท็อกซ์กรามช่วยให้กล้ามเนื้อ masseter เล็กลงได้จริง แต่ผลจะค่อย ๆ หายไปเมื่อกล้ามเนื้อฟื้นตัว บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณรู้จักสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาทำซ้ำ และวิธีประเมินจังหวะที่ดีที่สุดสำหรับคุณค่ะ

เปรียบเทียบ Juvelook Volume และ Ellanse สำหรับแก้มตอบรูปหน้าและวอลุ่ม

Juvelook Volume กับ Ellanse เลือกอันไหนดีสำหรับแก้มตอบ?

เมื่อแก้มเริ่มตอบลึกขึ้นทุกปี การดูแลด้วยครีมอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณเปรียบเทียบ Juvelook Volume และ Ellanse สองตัวเลือกที่ช่วยเรื่องวอลลุ่มหน้าและกระตุ้นคอลลาเจน พร้อมแนวทางเลือกที่เหมาะกับแต่ละคน นะคะ

Baby Botox เริ่มอายุ 20 ปลาย–30 ต้น จำเป็นจริงไหม?รูปหน้าและวอลุ่ม

Baby Botox เริ่มตอนอายุ 20 ปลาย–30 ต้น จำเป็นจริงไหม?

Baby Botox คือการฉีดโบท็อกซ์ปริมาณน้อยเพื่อลดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและชะลอการฝังลึกของริ้วรอย อายุ 20 ปลายถึง 30 ต้นเริ่มดูแลไว้ก่อนได้ไหม?

บทความล่าสุด

ผิวแพ้ง่ายที่เข้าเกณฑ์ทำ Laser Toning ได้และไม่ได้ผิวหนัง

ผิวแพ้ง่ายทำ Laser Toning ได้ไหม? เช็กเกณฑ์ก่อนตัดสินใจ

ผิวแพ้ง่ายไม่ได้แปลว่าทำ Laser Toning ไม่ได้เสมอไปค่ะ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าตัวเองเข้าเกณฑ์ไหน และควรเตรียมผิวอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด

สัญญาณที่บอกว่ากรามเริ่มกลับมาหลังโบท็อกซ์รูปหน้าและวอลุ่ม

โบท็อกซ์กรามกลับมาเหลี่ยมอีกแล้ว ทำซ้ำได้เลยไหม หรือต้องรอ?

โบท็อกซ์กรามช่วยให้กล้ามเนื้อ masseter เล็กลงได้จริง แต่ผลจะค่อย ๆ หายไปเมื่อกล้ามเนื้อฟื้นตัว บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณรู้จักสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาทำซ้ำ และวิธีประเมินจังหวะที่ดีที่สุดสำหรับคุณค่ะ

กลไกการทำงานของ Rejuran HB PN และ HA ในผิวรอบดวงตาผิวหนัง

Rejuran HB ทำรอบดวงตาตัวเดียวพอไหม หรือต้องจับคู่กับอะไรเพิ่ม?

บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่ารอยย่นรอบดวงตาแบบไหนที่ Rejuran HB จัดการได้คนเดียว และแบบไหนที่ควรใช้ร่วมกับ Botox หรือตัวอื่น พร้อมแนะนำแนวทางการตัดสินใจที่ตรงกับสภาพผิวของคุณนะคะ

เปรียบเทียบ Juvelook Volume และ Ellanse สำหรับแก้มตอบรูปหน้าและวอลุ่ม

Juvelook Volume กับ Ellanse เลือกอันไหนดีสำหรับแก้มตอบ?

เมื่อแก้มเริ่มตอบลึกขึ้นทุกปี การดูแลด้วยครีมอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณเปรียบเทียบ Juvelook Volume และ Ellanse สองตัวเลือกที่ช่วยเรื่องวอลลุ่มหน้าและกระตุ้นคอลลาเจน พร้อมแนวทางเลือกที่เหมาะกับแต่ละคน นะคะ

ไทม์ไลน์ผลลัพธ์ Alltite RF ตั้งแต่ทำทันทีถึง 12 สัปดาห์ลิฟติ้ง

Alltite RF เห็นผลเมื่อไหร่? ไทม์ไลน์ผลลัพธ์และระยะเวลาที่อยู่ได้

บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปดูไทม์ไลน์ผลลัพธ์ของ Alltite RF ตั้งแต่ปฏิกิริยาแรกทันทีหลังทำ ไปจนถึงช่วงที่คอลลาเจนสร้างเต็มที่ในสัปดาห์ที่ 4-12 พร้อมแนะนำแนวทางดูแลเพื่อให้ผลอยู่ได้นานขึ้นนะคะ

Shurink Universe ทำแล้วหน้าผอมไหม? วิธีป้องกันแก้มยุบลิฟติ้ง

Shurink Universe ทำแล้วหน้าผอมลงไหม? วิธีป้องกันแก้มยุบที่ควรรู้

หลายคนกังวลว่าหลังทำ Shurink Universe แล้วหน้าจะยิ่งผอมจนดูโทรม บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าทำไมถึงเกิดขึ้น และมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors