ภาพแสดง Sculptra และ Juvelook คอลลาเจนบูสเตอร์ 2 ชนิด
ผิวหนัง

Sculptra กับ Juvelook ต่างกันตรงไหน? PLLA vs PDLLA บวมช้ำไม่เท่ากัน

Sculptra และ Juvelook ถูกจัดอยู่ในกลุ่มคอลลาเจนบูสเตอร์เหมือนกัน แต่วัตถุดิบตั้งต้นต่างกัน คือ PLLA และ PDLLA ซึ่งมีคุณสมบัติโมเลกุลต่างกัน ทำให้ความเร็วในการสลายตัวและอาการบวมช้ำที่รู้สึกได้หลังฉีดต่างกันไปด้วย

ติดตาม Hongdae Beautys Doctors YouTube
วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน
7นาที

เคยไหมคะ ที่ได้ยินชื่อ Sculptra และ Juvelook มาคู่กันเสมอ แล้วรู้สึกงงว่าทั้งคู่ถูกเรียกว่าคอลลาเจนบูสเตอร์เหมือนกัน แต่ทำไมหลายคนถึงบอกว่าอาการบวมช้ำหลังฉีดของสองตัวนี้ไม่เหมือนกันเลย

คำตอบสั้น ๆ คือ แม้ Sculptra และ Juvelook จะจัดอยู่ในกลุ่มคอลลาเจนบูสเตอร์เหมือนกัน แต่วัตถุดิบตั้งต้นเป็นคนละชนิด นั่นคือ PLLA และ PDLLA ซึ่งมีคุณสมบัติของโมเลกุลต่างกัน ทำให้ความเร็วในการสลายตัวและอาการบวมช้ำที่รู้สึกได้หลังฉีดต่างกันไปด้วย บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกความแตกต่างระหว่าง PLLA กับ PDLLA พร้อมแนะนำแนวทางดูแลตัวเองหลังฉีดให้บวมช้ำน้อยที่สุดค่ะ

Sculptra กับ Juvelook คืออะไร? รู้จักคอลลาเจนบูสเตอร์ 2 ชนิด

Sculptra เป็นคอลลาเจนบูสเตอร์ที่มีวัตถุดิบหลักเป็น PLLA (Poly-L-Lactic Acid) ผลิตโดยบริษัท Galderma จากสหรัฐอเมริกา เมื่อฉีดเข้าชั้นผิว อนุภาค PLLA จะค่อย ๆ กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาใหม่ทีละน้อย

Juvelook เป็นคอลลาเจนบูสเตอร์อีกชนิดที่ใช้ PDLLA (Poly-D,L-Lactic Acid) เป็นวัตถุดิบหลัก ผลิตโดยบริษัท VAIM ในประเทศเกาหลี ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนควบคู่ไปกับการช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น

PLLA (Poly-L-Lactic Acid)*: พอลิเมอร์ชีวภาพที่ร่างกายสามารถสลายได้เอง มีโครงสร้างโมเลกุลแบบเรียงตัวเป็นระเบียบ (L-form) ถูกใช้กระตุ้นคอลลาเจนในวงการความงามมานาน

PDLLA (Poly-D,L-Lactic Acid)*: พอลิเมอร์ชีวภาพกลุ่มเดียวกับ PLLA แต่โครงสร้างโมเลกุลผสมทั้งรูปแบบ D และ L ทำให้คุณสมบัติการสลายตัวต่างจาก PLLA เล็กน้อย

หลายคนอาจมองว่าทั้งสองตัวคล้ายกันมากจนไม่น่าจะต่างกัน แต่โครงสร้างโมเลกุลที่ต่างกันนี้เอง ทำให้ผลลัพธ์และอาการที่รู้สึกได้หลังฉีดมีรายละเอียดต่างกันค่ะ

ภาพแสดงโครงสร้างโมเลกุล PLLA และ PDLLA ที่แตกต่างกัน

ทำไม PLLA กับ PDLLA ให้ผลลัพธ์ต่างกัน

ความแตกต่างสำคัญระหว่าง PLLA และ PDLLA อยู่ที่โครงสร้างโมเลกุล PLLA มีรูปแบบโมเลกุลแบบ L-form เรียงตัวเป็นระเบียบมากกว่า (semi-crystalline) จึงมักสลายตัวช้ากว่าและให้ความรู้สึกเหมือนคอลลาเจนค่อย ๆ สะสมขึ้นทีละน้อย ส่วน PDLLA มีโครงสร้างผสมทั้ง D และ L ทำให้มีความเป็นอสัณฐาน (amorphous) มากกว่า จึงมักสลายตัวและกระตุ้นปฏิกิริยาได้เร็วกว่าในช่วงแรก

ในมุมมองทางคลินิก มักพบว่าคนไข้ที่ทำ Sculptra จะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่คนไข้ที่ทำ Juvelook บางรายอาจสังเกตเห็นปฏิกิริยาเริ่มต้นได้เร็วกว่าเล็กน้อย ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิว การเผาผลาญ และการดูแลตัวเองหลังทำค่ะ

บวมช้ำหลังฉีด ต่างกันแค่ไหนในแต่ละวัน

หัตถการทั้งสองชนิดล้วนมีโอกาสเกิดบวมและช้ำได้ แต่หากแบ่งตามช่วงเวลา ภาพรวมที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมักอธิบายให้คนไข้ฟังจะเป็นแบบนี้

ช่วงเวลาอาการที่อาจเกิดขึ้น
0-24 ชั่วโมงอาจบวมเล็กน้อยจากการฉีดและของเหลวเจือจาง
24-48 ชั่วโมงรอยช้ำเริ่มปรากฏชัด บวมถึงจุดสังเกตชัดที่สุด
3-7 วันอาจคลำเจอตุ่มหรือก้อนเล็ก ๆ ใต้ผิว
ประมาณ 2 สัปดาห์ส่วนใหญ่จางลงจนแทบไม่รู้สึก

ในช่วง 48 ชั่วโมงแรก หากอบซาวน่า ดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายหนัก หรือนวดหน้าแรง ๆ อาจทำให้รอยช้ำขยายและบวมนานขึ้น จึงควรเว้นกิจกรรมเหล่านี้ไว้ก่อน

ทั้งนี้ระยะเวลาและความรุนแรงของบวมช้ำอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ฉีด บริเวณที่ทำ และการดูแลตัวเองในช่วงแรกหลังหัตถการค่ะ

ภาพแสดงไทม์ไลน์บวมช้ำหลังฉีดคอลลาเจนบูสเตอร์ 0-14 วัน

เหมาะกับใคร ไม่เหมาะกับใคร

Sculptra และ Juvelook ไม่ได้เหมาะกับทุกคน ควรพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจทำ

กลุ่มรายละเอียด
กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรข้อมูลความปลอดภัยยังจำกัด
มีการอักเสบหรือสิวในบริเวณที่จะฉีดเพิ่มความเสี่ยงระหว่างทำ
มีแนวโน้มเป็นคีลอยด์เสี่ยงเกิดก้อนนูน
มีโรคภูมิต้านตนเองคาดเดาปฏิกิริยายาก
ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดเสี่ยงช้ำหรือบวมมากกว่าปกติ

ส่วนใครเหมาะกับ Sculptra หรือ Juvelook มากกว่ากัน โดยทั่วไปไม่มีสูตรตายตัว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินจากสภาพผิว เป้าหมาย และความกังวลเรื่องบวมช้ำเป็นรายบุคคล

  • เคยมีผลข้างเคียงจากการทำคอลลาเจนบูสเตอร์มาก่อน
  • เคยฉีดสารเสริมชนิดที่ไม่สลาย เช่น ซิลิโคน ในบริเวณที่จะทำ
  • มีกำหนดการสำคัญ เช่น งานแต่งหรือถ่ายรูป ในอีก 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า

ปริมาณและการเจือจาง ปัจจัยที่ส่งผลต่อบวมช้ำมากกว่าที่คิด

อีกปัจจัยที่หลายคนมองข้ามคือปริมาณและการเจือจาง ซึ่งส่งผลต่อบวมช้ำมากกว่าที่คิด

Sculptra มาในรูปแบบผงบรรจุขวด (vial) แพทย์ต้องผสมกับของเหลวเพื่อเจือจางก่อนฉีด สัดส่วนที่ใช้เจือจาง เช่น น้อยหรือมากกว่า ส่งผลต่อการกระจายตัวและบวมช้ำในช่วงแรกได้ โดยทั่วไปการเจือจางที่มากกว่าเล็กน้อยมักทำให้รู้สึกบวมน้อยกว่าการเจือจางที่เข้มข้น

ส่วน Juvelook ไม่ต้องเจือจางในสัดส่วนกว้างแบบ Sculptra การพูดคุยเรื่องปริมาณจึงมักอ้างอิงเป็นซีซี (cc) หรือจำนวนหลอดฉีดมากกว่าจำนวนขวด

กังวลบวมช้ำเป็นพิเศษ : ควรเว้นเวลา 48 ชั่วโมงหลังทำไว้ล่วงหน้า และปรึกษาแพทย์เรื่องสัดส่วนการเจือจางที่เหมาะกับตัวเอง

เคยทำมาแล้วไม่อยากบวมช้ำเท่าครั้งก่อน : การเริ่มปริมาณแบบระมัดระวัง งดออกกำลังกายหนัก แอลกอฮอล์ และความร้อนในช่วง 48 ชั่วโมงแรก มักช่วยลดความกังวลได้มากกว่าการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์

ภาพแสดงปริมาณและการเจือจาง Sculptra กับ Juvelook

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังหลังฉีด

เช่นเดียวกับหัตถการฉีดทุกชนิด Sculptra และ Juvelook มีผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ ควรทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจ

อาจมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักจางลงได้เองภายใน 1-3 วัน หากมีอาการผิดปกติ เช่น บวมแดงร้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือปวดรุนแรง ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

ก้อนหรือตุ่มเล็ก ๆ ที่คลำเจอในช่วง 3-7 วันแรก ส่วนใหญ่มักเป็นอาการปกติระหว่างกระตุ้นคอลลาเจน และมักจางลงเองเมื่อเวลาผ่านไป แต่หากปวด แดง หรือขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ควรรีบให้แพทย์ตรวจดูอีกครั้ง

ค่าใช้จ่ายของ Sculptra และ Juvelook แตกต่างกันไปตามแต่ละคลินิก ขึ้นอยู่กับจำนวนขวดหรือปริมาณที่ใช้ *ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง ควรสอบถามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินปริมาณและราคาที่เหมาะกับความต้องการของแต่ละคน

สรุป

Sculptra และ Juvelook เป็นคอลลาเจนบูสเตอร์ที่ดูคล้ายกันในชื่อกลุ่ม แต่วัตถุดิบตั้งต้นต่างกันคือ PLLA และ PDLLA ซึ่งมีโครงสร้างโมเลกุลและความเร็วในการสลายตัวต่างกัน ทำให้อาการบวมช้ำและความรู้สึกหลังฉีดมีรายละเอียดต่างกันไปด้วย นอกจากตัวผลิตภัณฑ์แล้ว ปริมาณ การเจือจาง และการดูแลตัวเองในช่วง 48 ชั่วโมงแรก ก็มีผลไม่แพ้กัน

ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจ

หากคุณกำลังกังวลว่าควรเลือก Sculptra หรือ Juvelook แบบไหนดี หรือยังไม่แน่ใจเรื่องปริมาณและการเจือจางที่เหมาะกับตัวเอง ทักมาปรึกษา BeautyStone Clinic ที่ย่านฮับจอง กรุงโซล ได้เลยนะคะ ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แอด LINE มาปรึกษาคุณหมอได้เลยค่ะ

คำถามที่พบบ่อย

Q1. Sculptra กับ Juvelook ต่างกันตรงไหนแบบสั้น ๆ?

ต่างกันที่วัตถุดิบหลัก Sculptra ใช้ PLLA จาก Galderma ส่วน Juvelook ใช้ PDLLA จาก VAIM โครงสร้างโมเลกุลต่างกันเล็กน้อยทำให้ความเร็วในการสลายตัวและความรู้สึกบวมช้ำหลังฉีดต่างกันไปด้วย ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลค่ะ

Q2. บวมช้ำหลังฉีด Sculptra หรือ Juvelook จะหายภายในกี่วัน?

โดยทั่วไปรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยมักจางลงได้เองภายใน 1-3 วัน ส่วนตุ่มหรือก้อนเล็ก ๆ ที่คลำเจอในช่วง 3-7 วันแรก มักค่อย ๆ จางลงภายในประมาณ 2 สัปดาห์ หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดรุนแรงหรือบวมแดงร้อนมากขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

Q3. การเจือจาง Sculptra มีผลต่อบวมช้ำจริงไหม?

มีผลค่ะ เพราะ Sculptra เป็นผงบรรจุขวดที่ต้องผสมของเหลวก่อนฉีด สัดส่วนการเจือจางที่ต่างกันส่งผลต่อการกระจายตัว และบวมช้ำในช่วงแรกได้ ควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมินสัดส่วนที่เหมาะกับพื้นที่และเป้าหมายของแต่ละคน

Q4. ทำ Sculptra หรือ Juvelook ครั้งแรก ควรเลือกปริมาณแบบไหน?

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มักแนะนำให้เริ่มจากปริมาณที่ระมัดระวังในครั้งแรก แล้วประเมินผลลัพธ์และอาการบวมช้ำก่อนตัดสินใจทำครั้งถัดไป เพราะทั้งสองผลิตภัณฑ์ไม่สามารถสลายออกได้ทันทีเหมือนฟิลเลอร์ HA ทั่วไป

บทความแนะนำ

ผิวแพ้ง่ายที่เข้าเกณฑ์ทำ Laser Toning ได้และไม่ได้ผิวหนัง

ผิวแพ้ง่ายทำ Laser Toning ได้ไหม? เช็กเกณฑ์ก่อนตัดสินใจ

ผิวแพ้ง่ายไม่ได้แปลว่าทำ Laser Toning ไม่ได้เสมอไปค่ะ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าตัวเองเข้าเกณฑ์ไหน และควรเตรียมผิวอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด

กลไกการทำงานของ Rejuran HB PN และ HA ในผิวรอบดวงตาผิวหนัง

Rejuran HB ทำรอบดวงตาตัวเดียวพอไหม หรือต้องจับคู่กับอะไรเพิ่ม?

บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่ารอยย่นรอบดวงตาแบบไหนที่ Rejuran HB จัดการได้คนเดียว และแบบไหนที่ควรใช้ร่วมกับ Botox หรือตัวอื่น พร้อมแนะนำแนวทางการตัดสินใจที่ตรงกับสภาพผิวของคุณนะคะ

ผิวแพ้ง่ายกับการทำ Lifting และ Skin Boosterผิวหนัง

ผิวแพ้ง่ายหรือผิวภูมิแพ้ ทำ Lifting หรือ Skin Booster ได้ไหม?

ผิวแพ้ง่ายหรือมีภูมิแพ้ผิวหนัง ไม่ได้แปลว่าทำหัตถการความงามไม่ได้เลย แต่ต้องเลือกให้ถูกประเภทและดูแลให้ถูกวิธีนะคะ

บทความล่าสุด

ผิวแพ้ง่ายที่เข้าเกณฑ์ทำ Laser Toning ได้และไม่ได้ผิวหนัง

ผิวแพ้ง่ายทำ Laser Toning ได้ไหม? เช็กเกณฑ์ก่อนตัดสินใจ

ผิวแพ้ง่ายไม่ได้แปลว่าทำ Laser Toning ไม่ได้เสมอไปค่ะ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าตัวเองเข้าเกณฑ์ไหน และควรเตรียมผิวอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด

สัญญาณที่บอกว่ากรามเริ่มกลับมาหลังโบท็อกซ์รูปหน้าและวอลุ่ม

โบท็อกซ์กรามกลับมาเหลี่ยมอีกแล้ว ทำซ้ำได้เลยไหม หรือต้องรอ?

โบท็อกซ์กรามช่วยให้กล้ามเนื้อ masseter เล็กลงได้จริง แต่ผลจะค่อย ๆ หายไปเมื่อกล้ามเนื้อฟื้นตัว บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณรู้จักสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาทำซ้ำ และวิธีประเมินจังหวะที่ดีที่สุดสำหรับคุณค่ะ

กลไกการทำงานของ Rejuran HB PN และ HA ในผิวรอบดวงตาผิวหนัง

Rejuran HB ทำรอบดวงตาตัวเดียวพอไหม หรือต้องจับคู่กับอะไรเพิ่ม?

บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่ารอยย่นรอบดวงตาแบบไหนที่ Rejuran HB จัดการได้คนเดียว และแบบไหนที่ควรใช้ร่วมกับ Botox หรือตัวอื่น พร้อมแนะนำแนวทางการตัดสินใจที่ตรงกับสภาพผิวของคุณนะคะ

เปรียบเทียบ Juvelook Volume และ Ellanse สำหรับแก้มตอบรูปหน้าและวอลุ่ม

Juvelook Volume กับ Ellanse เลือกอันไหนดีสำหรับแก้มตอบ?

เมื่อแก้มเริ่มตอบลึกขึ้นทุกปี การดูแลด้วยครีมอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณเปรียบเทียบ Juvelook Volume และ Ellanse สองตัวเลือกที่ช่วยเรื่องวอลลุ่มหน้าและกระตุ้นคอลลาเจน พร้อมแนวทางเลือกที่เหมาะกับแต่ละคน นะคะ

ไทม์ไลน์ผลลัพธ์ Alltite RF ตั้งแต่ทำทันทีถึง 12 สัปดาห์ลิฟติ้ง

Alltite RF เห็นผลเมื่อไหร่? ไทม์ไลน์ผลลัพธ์และระยะเวลาที่อยู่ได้

บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปดูไทม์ไลน์ผลลัพธ์ของ Alltite RF ตั้งแต่ปฏิกิริยาแรกทันทีหลังทำ ไปจนถึงช่วงที่คอลลาเจนสร้างเต็มที่ในสัปดาห์ที่ 4-12 พร้อมแนะนำแนวทางดูแลเพื่อให้ผลอยู่ได้นานขึ้นนะคะ

Shurink Universe ทำแล้วหน้าผอมไหม? วิธีป้องกันแก้มยุบลิฟติ้ง

Shurink Universe ทำแล้วหน้าผอมลงไหม? วิธีป้องกันแก้มยุบที่ควรรู้

หลายคนกังวลว่าหลังทำ Shurink Universe แล้วหน้าจะยิ่งผอมจนดูโทรม บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าทำไมถึงเกิดขึ้น และมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors