บริเวณที่แนะนำสำหรับ Radiesse — ทำไมโหนกแก้มและปลายคางต้องมาก่อน
รูปหน้าและวอลุ่ม

บริเวณที่แนะนำสำหรับ Radiesse — ทำไมโหนกแก้มและปลายคางต้องมาก่อน

บริเวณที่แนะนำสำหรับ Radiesse คือโหนกแก้ม ปลายคาง และร่องแก้มที่ต้องการแรงรองรับก่อน

ติดตาม Hongdae Beautys Doctors YouTube
วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน
8นาที

บริเวณที่แนะนำสำหรับ Radiesse — ทำไมโหนกแก้มและปลายคางต้องมาก่อน

ขอสรุปให้ฟังก่อนเลยนะครับ

ถ้ากำลังมองหาบริเวณที่เหมาะกับ Radiesse

ต้องวางความคิดที่ว่า "เติมปริมาตรตรงไหนก็ได้" ลงก่อนครับ

บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้นครับ

แนวคิดการพิจารณาบริเวณที่แนะนำสำหรับ Radiesse ได้แก่ โหนกแก้ม ปลายคาง และร่องแก้มที่ต้องการแรงรองรับ

สรุปสั้นๆ


ข้อสรุป. Radiesse มีจุดแข็งมากที่สุดในบริเวณที่ต้องการ 'แรงรองรับ' เช่น โหนกแก้ม ปลายคาง และร่องแก้มครับ

เกณฑ์การแยก. ขึ้นอยู่กับว่าเป็นบริเวณที่ผิวบางและเคลื่อนไหวมาก หรือเป็นบริเวณที่ต้องการฐานรองรับที่แข็งแรงครับ

สิ่งที่จะได้รับวันนี้. คุณจะสามารถแยกแยะได้ว่าบริเวณใดบนใบหน้าของคุณเหมาะกับ Radiesse

และบริเวณใดที่ควรเลือกวิธีอื่นแทนครับ

สิ่งที่จะได้จากบทความนี้

  • เหตุผลเชิงโครงสร้างที่ทำให้เกิด 'บริเวณที่แนะนำ' (ความแตกต่างของความหนาผิวและการเคลื่อนไหวในแต่ละบริเวณ)

  • ช่วงเวลาที่การกระตุ้นคอลลาเจนของ Radiesse ให้ผลในแบบ "เติมเต็ม + ฟื้นฟู"

  • สถานการณ์ที่ต้องเลือกระหว่าง Radiesse กับสคัลพทรา (PLLA) และกรณีที่ไม่แนะนำ





บริเวณที่แนะนำสำหรับ Radiesse — ดูอะไรนอกจาก "ปริมาตร"?

Radiesse มีพื้นฐานจาก CaHA (Calcium Hydroxyapatite)

เป็นการฉีดที่คาดหวังทั้งการปรับรูปทรงทันทีหลังทำ และการตอบสนองของคอลลาเจนที่จะปรากฏขึ้นตามเวลาครับ

แม้จะอยู่ใน 'กลุ่มฟื้นฟู' เหมือนกัน แต่สคัลพทรา (PLLA) มักให้ผลการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นช้าๆ

ในขณะที่ Radiesse เป็นตัวเลือกสำหรับบริเวณที่ต้องการ "ความรู้สึกได้รับการรองรับ" ก่อนครับ

ดังนั้น หัวใจสำคัญของการหาบริเวณที่แนะนำสำหรับ Radiesse ไม่ใช่ "ที่ที่อยากให้พองสวย"

แต่เป็นการหา "บริเวณที่ต้องการการรองรับเชิงโครงสร้าง" ก่อนครับ

ส่วนใหญ่ที่เข้ามาอ่านบทความนี้น่าจะเป็นหนึ่งในสองกรณีนี้ครับ

อยากให้ร่องแก้มหรือเส้นขากรรไกรที่เลือนรางกลับมาชัดเจนขึ้นอีกครั้ง

หรือหน้าดูแอ่งลงแต่ไม่ต้องการเติมให้นุ่มเกินไปครับ





ทำไม Radiesse เหมือนกัน แต่บางคนพอใจและบางคนรู้สึกกำกวม: แรงรองรับและการกระตุ้นคอลลาเจน

"Radiesse มีคุณสมบัติอนุภาคที่แข็งแรง จึงมีจุดแข็งในบริเวณที่ต้องการแรงรองรับ เช่น โหนกแก้ม ปลายคาง และร่องแก้ม — สำหรับบริเวณที่ผิวบางและเคลื่อนไหวมาก เช่น ริมฝีปากหรือใต้ตา จูเวลูคหรือฟิลเลอร์ HA จะเหมาะกว่าครับ

"

— คุณหมอวียองจิน (คลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด)

เหตุผลที่ Radiesse มีคำว่า "บริเวณที่แนะนำ" นั้น

เป็นเพราะเมื่อคุณสมบัติของวัสดุสอดคล้องกับโครงสร้างของบริเวณนั้น ผลลัพธ์จะออกมาดีครับ

บริเวณที่ต้องการฐานรองรับที่แข็งแรง (โหนกแก้ม

ปลายคาง

เส้นร่องแก้ม) จะได้ประโยชน์มากขึ้น

ส่วนบริเวณที่ผิวบางและเคลื่อนไหวมาก (ริมฝีปาก

ใต้ตา) อาจกลายเป็นภาระแทนครับ

แต่มีสิ่งสำคัญหนึ่งอย่างที่ต้องเข้าใจครับ

ถ้ามองว่า Radiesse เป็นแค่ "การฉีดเพื่อเติมเต็ม" จะทำให้ตัดสินผิดบ่อยมากครับ

ในช่วงแรก เจลตัวพาจะช่วยจัดรูปทรง

จากนั้น fibroblast จะตอบสนองและเกิดการ remodeling ของคอลลาเจน (ส่วนใหญ่เป็น type I collagen) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญครับ

เมื่อดูตามช่วงเวลา จะเข้าใจได้ชัดขึ้นครับ

ผมมักอธิบายให้ฟังแบบนี้ครับ

"รูปทรงของวันถัดไป" และ "ผิวสัมผัสหลัง 6-8 สัปดาห์" นั้นมาคนละระยะกันครับ

เมื่อเปรียบกับสคัลพทรา (PLLA) ความแตกต่างนี้จะยิ่งชัดขึ้นครับ

PLLA จะให้ 'รูปทรงทันที' น้อยกว่า

แต่มีจุดแข็งที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในช่วง 8-12 สัปดาห์ ทำให้โทนโดยรวมเปลี่ยนแปลงครับ

ในทางกลับกัน Radiesse จะจัดรูปทรงได้ก่อนในบริเวณที่ต้องการ

แล้วการตอบสนองของคอลลาเจนจะเสริมผิวสัมผัสตามมาทีหลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้รับบริการมักรู้สึกได้ครับ

อ่านแค่ตัวอักษรอาจยังนึกภาพไม่ออก แต่พอดูจากเคสจริงจะชัดเจนขึ้นมากครับ

สัปดาห์ที่แล้ว ผู้รับบริการอายุ 36 ปีมาถามว่า "อยากเติมทั้งร่องแก้มและข้างปากพร้อมกัน

แต่บริเวณที่แนะนำสำหรับ Radiesse คืออะไรกันแน่" แล้วก็ขอแค่ปรึกษาวันนั้นก่อนครับ

สิ่งที่ผมตรวจสอบระหว่างการปรึกษามี 2 ข้อครับ

ข้อแรก ปัญหาคือ 'เส้น' ร่องแก้ม หรือเป็นเพราะแรงรองรับบริเวณ mid-face เหนือร่องแก้มลดลงแล้วพับลงมา

ข้อสอง บริเวณข้างปากเป็นแบบที่ผิวบางและเคลื่อนไหวมากหรือเปล่า

สุดท้ายคุณผู้รับบริการท่านนั้นขอเลื่อนการตัดสินใจออกไปก่อนครับ

ผมมองว่านั่นเป็นการตัดสินใจที่ดีครับ

ถ้าใช้ "วัสดุที่รองรับแน่น" กับบริเวณผิวบางข้างปากโดยฝืนทำ

อาจขัดกับ 'สีหน้าที่ดูนุ่มนวล' ที่ต้องการได้ครับ

หลักการของบริเวณที่แนะนำสำหรับ Radiesse: โหนกแก้ม ปลายคางที่ต้องการแรงรองรับ เทียบกับบริเวณที่ผิวบาง

ขอเขียน '5 เกณฑ์การเลือก' ที่ผมใช้จริงในการปรึกษาไว้ให้ดูครับ

1) ความหนาของผิว: ถ้าบางจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นครับ

2) การเคลื่อนไหว: บริเวณที่พับมากตอนพูดต้องระวังเป็นพิเศษครับ

3) วัตถุประสงค์: เพียงเพื่อเพิ่มปริมาตร หรือเพื่อรองรับโครงสร้าง (เส้นที่ชัดเจน) ครับ

4) ความชอบด้านผิวสัมผัส: ต้องการความรู้สึกนุ่ม หรือต้องการฐานที่แน่นครับ

5) แผนเวลา: ต้องการรูปทรงทันที หรือรอ 2-3 เดือนเพื่อให้ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงครับ

กลไกของบริเวณที่แนะนำสำหรับ Radiesse: รูปทรงทันทีและช่วงเวลาการ remodeling คอลลาเจน 6-8 สัปดาห์

สรุปสำคัญจากคุณหมอวียองจิน

Radiesse ให้ผลลัพธ์ที่สะอาดชัดเจนกว่า ในบริเวณที่ 'ต้องการรองรับรูปทรง' มากกว่าบริเวณที่ 'ต้องการให้พองนุ่ม'

และความพึงพอใจมักขึ้นอยู่กับว่าผิวสัมผัสจะรองรับดีหลัง 6-8 สัปดาห์หรือไม่ มากกว่าภาพถ่ายทันทีหลังทำครับ





บริเวณที่แนะนำสำหรับ Radiesse ครอบคลุมแค่ไหน: แยกตามประเภท

ตามความเห็นของผม ไม่ใช่ว่า "Radiesse ดีหรือไม่ดี"

แต่ต้องหา "บริเวณที่ Radiesse มีความน่าเชื่อถือบนใบหน้าของคุณ" ก่อนครับ

โดยทั่วไปมีหนึ่งในสองประเภท และบางครั้งก็มีประเภทที่สามเพิ่มมาครับ

(1) ประเภทที่แรงรองรับโหนกแก้ม/mid-face ลดลง ทำให้ร่องแก้มพับลึกขึ้น

(2) ประเภทที่ปลายคางอ่อนแรงทำให้เส้นขากรรไกรดูเลือนราง

(3) ประเภทที่ปริมาตรโดยรวมยังดีแต่ผิวบางและเคลื่อนไหวมาก

เกณฑ์แยกประเภทบริเวณที่แนะนำสำหรับ Radiesse: ประเภทรองรับโหนกแก้ม ประเภทรองรับปลายคาง และประเภทผิวบาง

แล้วคุณอยู่ในประเภทไหนล่ะครับ?

ขอพูดถึงกรณีที่ไม่แนะนำด้วยครับ

แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าดีทุกอย่างนะครับ

ถ้าพยายามแก้ปัญหาบริเวณผิวบางที่เคลื่อนไหวมากด้วย "วัสดุที่รองรับแน่น"

อาจได้ผิวสัมผัสที่ขัดกับที่ต้องการได้ครับ

อย่างไรก็ตาม หากวัตถุประสงค์คือการสร้างโครงสร้างเช่นโหนกแก้มและปลายคาง ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าเชื่อถือครับ

เมื่อวานนี้ ผู้รับบริการอายุ 51 ปีมาด้วยเรื่อง "อยากให้ร่องแก้มหายไปให้ได้" แต่พอคุยกันไปเรื่อยๆ สิ่งสำคัญที่แท้จริงคือแรงรองรับ mid-face และสมดุลของปลายคางครับ

ท่านนั้นก็ปรึกษาเฉพาะวันแรก และขอเลื่อนการตัดสินใจออกไปก่อนเพราะติดธุระครับ

ผมมองว่าเคสแบบนี้พบได้บ่อยครับ

มักเริ่มมองที่บริเวณเดียว

แต่จริงๆ แล้วการหา 'บริเวณที่ต้องการรองรับ' เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลกว่าในหลายกรณีครับ

FAQ บริเวณที่แนะนำสำหรับ Radiesse: คำถามเรื่องการเลือกบริเวณ ค่าใช้จ่ายต่อหน่วย และรูปแบบผลข้างเคียง





ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ น่าจะสงสัยเรื่องนี้เกี่ยวกับบริเวณที่แนะนำสำหรับ Radiesse

Q1. ฉีด Radiesse ที่ร่องแก้มแล้วจะดูแข็งเกินไปหรือเห็นชัดเกินไปไหมครับ?

ตอบ: ตรงนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อนนะครับ

ขึ้นอยู่กับว่าฉีดตรงที่ "เส้น" ร่องแก้มโดยตรง

หรือเสริมที่ 'สาเหตุที่ทำให้เกิดร่องแก้ม (การสูญเสียแรงรองรับ)' ความรู้สึกจะแตกต่างกันครับ

จากประสบการณ์ ถ้าร่องแก้มเองผิวบางและพับลึกมากแล้วยังอยากฉีดตรงเส้น

ตัวเองอาจรู้สึกแข็งได้ครับ

เคสปรึกษาอายุ 36 ปีสัปดาห์ที่แล้วก็เลยต้องเลื่อนออกไปก่อนด้วยเหตุผลนี้ครับ

สำหรับร่องแก้ม "ฉีดตรงไหน" สำคัญกว่าครับ

หลังจากนี้มักมีคำถามที่ตามมาแทบทุกครั้งครับ

Q2. Radiesse ดูแค่ปริมาณ (กี่ cc) พอได้ไหมครับ?

ตอบ: คำตอบนี้ไม่ว่าจะพิจารณาเคสไหนก็เหมือนกันครับ ถ้าตัดสินแค่ปริมาณ โอกาสล้มเหลวจะสูงขึ้นครับ

แม้จะเป็น 1 cc เหมือนกัน แต่ 1 cc ที่ใช้รองรับโหนกแก้ม

กับ 1 cc ที่ใช้กับบริเวณผิวบาง 'ความรู้สึกของผลลัพธ์' จะกลับมาต่างกันครับ

ตอนที่ผมปรึกษา จะกำหนดว่า "การเปลี่ยนแปลงที่ต้องการคือเส้นที่ชัดเจน

หรือโทนโดยรวม" ก่อน แล้วค่อยวางแผนครับ

วัตถุประสงค์สำคัญกว่าตัวเลขครับ

คำถามสุดท้ายที่ถามบ่อยที่สุดคือข้อนี้ครับ

Q3. หลังทำ Radiesse แล้วรู้สึกเป็นก้อนหรือไม่เรียบนั้นพบบ่อยแค่ไหนครับ?

ตอบ: จากคลินิกจะเห็นรูปแบบที่ชัดเจนครับ

ยิ่งบริเวณที่ผิวบางและเคลื่อนไหวมาก คำถามเรื่อง "รู้สึกเป็นก้อน" จะยิ่งถามมากขึ้นครับ

ผมรู้สึกว่าประมาณหนึ่งถึงสองในสิบราย ต่อเดือน จะได้รับ feedback ว่า "ลองใช้มือคลำแล้วรู้สึกมีบางอย่าง"

และส่วนใหญ่จะรู้สึกน้อยลงเมื่อเวลาผ่านไปครับ

อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นคนที่รู้สึกไม่สบายกับความรู้สึกนั้น ควรเลือกบริเวณอย่างระมัดระวังตั้งแต่ต้นครับ

ถ้ากังวล บอกแพทย์ก่อนทำได้เลยครับ

ถ้าจะนำสิ่งเดียวกลับไปจากวันนี้ — ให้มองว่า Radiesse ไม่ใช่ "การฉีดเพื่อเติมเต็ม" แต่เป็นการเลือก 'บริเวณที่ต้องการรองรับ' ครับ


บทความต่อไปจะพูดถึง 'Radiesse vs สคัลพทรา สถานการณ์พิเศษที่การเลือกแตกต่างกันแม้ในบริเวณเดียวกัน' ครับ จะอธิบายว่าบนใบหน้าแบบไหนที่การฟื้นฟูอาจให้ความรู้สึกมากเกินไป โดยใช้ตัวอย่างจากการปรึกษาจริงครับ นี่คือหมอวียองจินครับ

อ่านเพิ่มเติม

บทความแนะนำ

สัญญาณที่บอกว่ากรามเริ่มกลับมาหลังโบท็อกซ์รูปหน้าและวอลุ่ม

โบท็อกซ์กรามกลับมาเหลี่ยมอีกแล้ว ทำซ้ำได้เลยไหม หรือต้องรอ?

โบท็อกซ์กรามช่วยให้กล้ามเนื้อ masseter เล็กลงได้จริง แต่ผลจะค่อย ๆ หายไปเมื่อกล้ามเนื้อฟื้นตัว บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณรู้จักสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาทำซ้ำ และวิธีประเมินจังหวะที่ดีที่สุดสำหรับคุณค่ะ

เปรียบเทียบ Juvelook Volume และ Ellanse สำหรับแก้มตอบรูปหน้าและวอลุ่ม

Juvelook Volume กับ Ellanse เลือกอันไหนดีสำหรับแก้มตอบ?

เมื่อแก้มเริ่มตอบลึกขึ้นทุกปี การดูแลด้วยครีมอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณเปรียบเทียบ Juvelook Volume และ Ellanse สองตัวเลือกที่ช่วยเรื่องวอลลุ่มหน้าและกระตุ้นคอลลาเจน พร้อมแนวทางเลือกที่เหมาะกับแต่ละคน นะคะ

Baby Botox เริ่มอายุ 20 ปลาย–30 ต้น จำเป็นจริงไหม?รูปหน้าและวอลุ่ม

Baby Botox เริ่มตอนอายุ 20 ปลาย–30 ต้น จำเป็นจริงไหม?

Baby Botox คือการฉีดโบท็อกซ์ปริมาณน้อยเพื่อลดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและชะลอการฝังลึกของริ้วรอย อายุ 20 ปลายถึง 30 ต้นเริ่มดูแลไว้ก่อนได้ไหม?

บทความล่าสุด

ผิวแพ้ง่ายที่เข้าเกณฑ์ทำ Laser Toning ได้และไม่ได้ผิวหนัง

ผิวแพ้ง่ายทำ Laser Toning ได้ไหม? เช็กเกณฑ์ก่อนตัดสินใจ

ผิวแพ้ง่ายไม่ได้แปลว่าทำ Laser Toning ไม่ได้เสมอไปค่ะ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าตัวเองเข้าเกณฑ์ไหน และควรเตรียมผิวอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด

สัญญาณที่บอกว่ากรามเริ่มกลับมาหลังโบท็อกซ์รูปหน้าและวอลุ่ม

โบท็อกซ์กรามกลับมาเหลี่ยมอีกแล้ว ทำซ้ำได้เลยไหม หรือต้องรอ?

โบท็อกซ์กรามช่วยให้กล้ามเนื้อ masseter เล็กลงได้จริง แต่ผลจะค่อย ๆ หายไปเมื่อกล้ามเนื้อฟื้นตัว บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณรู้จักสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาทำซ้ำ และวิธีประเมินจังหวะที่ดีที่สุดสำหรับคุณค่ะ

กลไกการทำงานของ Rejuran HB PN และ HA ในผิวรอบดวงตาผิวหนัง

Rejuran HB ทำรอบดวงตาตัวเดียวพอไหม หรือต้องจับคู่กับอะไรเพิ่ม?

บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่ารอยย่นรอบดวงตาแบบไหนที่ Rejuran HB จัดการได้คนเดียว และแบบไหนที่ควรใช้ร่วมกับ Botox หรือตัวอื่น พร้อมแนะนำแนวทางการตัดสินใจที่ตรงกับสภาพผิวของคุณนะคะ

เปรียบเทียบ Juvelook Volume และ Ellanse สำหรับแก้มตอบรูปหน้าและวอลุ่ม

Juvelook Volume กับ Ellanse เลือกอันไหนดีสำหรับแก้มตอบ?

เมื่อแก้มเริ่มตอบลึกขึ้นทุกปี การดูแลด้วยครีมอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณเปรียบเทียบ Juvelook Volume และ Ellanse สองตัวเลือกที่ช่วยเรื่องวอลลุ่มหน้าและกระตุ้นคอลลาเจน พร้อมแนวทางเลือกที่เหมาะกับแต่ละคน นะคะ

ไทม์ไลน์ผลลัพธ์ Alltite RF ตั้งแต่ทำทันทีถึง 12 สัปดาห์ลิฟติ้ง

Alltite RF เห็นผลเมื่อไหร่? ไทม์ไลน์ผลลัพธ์และระยะเวลาที่อยู่ได้

บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปดูไทม์ไลน์ผลลัพธ์ของ Alltite RF ตั้งแต่ปฏิกิริยาแรกทันทีหลังทำ ไปจนถึงช่วงที่คอลลาเจนสร้างเต็มที่ในสัปดาห์ที่ 4-12 พร้อมแนะนำแนวทางดูแลเพื่อให้ผลอยู่ได้นานขึ้นนะคะ

Shurink Universe ทำแล้วหน้าผอมไหม? วิธีป้องกันแก้มยุบลิฟติ้ง

Shurink Universe ทำแล้วหน้าผอมลงไหม? วิธีป้องกันแก้มยุบที่ควรรู้

หลายคนกังวลว่าหลังทำ Shurink Universe แล้วหน้าจะยิ่งผอมจนดูโทรม บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าทำไมถึงเกิดขึ้น และมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors