บริเวณที่แนะนำสำหรับ Radiesse — ทำไมโหนกแก้มและปลายคางต้องมาก่อน
บริเวณที่แนะนำสำหรับ Radiesse คือโหนกแก้ม ปลายคาง และร่องแก้มที่ต้องการแรงรองรับก่อน


วียองจิน
ผู้อำนวยการ
บริเวณที่แนะนำสำหรับ Radiesse — ทำไมโหนกแก้มและปลายคางต้องมาก่อน
ขอสรุปให้ฟังก่อนเลยนะครับ
ถ้ากำลังมองหาบริเวณที่เหมาะกับ Radiesse
ต้องวางความคิดที่ว่า "เติมปริมาตรตรงไหนก็ได้" ลงก่อนครับ
บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้นครับ

สรุปสั้นๆ
ข้อสรุป. Radiesse มีจุดแข็งมากที่สุดในบริเวณที่ต้องการ 'แรงรองรับ' เช่น โหนกแก้ม ปลายคาง และร่องแก้มครับ
เกณฑ์การแยก. ขึ้นอยู่กับว่าเป็นบริเวณที่ผิวบางและเคลื่อนไหวมาก หรือเป็นบริเวณที่ต้องการฐานรองรับที่แข็งแรงครับ
สิ่งที่จะได้รับวันนี้. คุณจะสามารถแยกแยะได้ว่าบริเวณใดบนใบหน้าของคุณเหมาะกับ Radiesse
และบริเวณใดที่ควรเลือกวิธีอื่นแทนครับ
สิ่งที่จะได้จากบทความนี้
เหตุผลเชิงโครงสร้างที่ทำให้เกิด 'บริเวณที่แนะนำ' (ความแตกต่างของความหนาผิวและการเคลื่อนไหวในแต่ละบริเวณ)
ช่วงเวลาที่การกระตุ้นคอลลาเจนของ Radiesse ให้ผลในแบบ "เติมเต็ม + ฟื้นฟู"
สถานการณ์ที่ต้องเลือกระหว่าง Radiesse กับสคัลพทรา (PLLA) และกรณีที่ไม่แนะนำ
บริเวณที่แนะนำสำหรับ Radiesse — ดูอะไรนอกจาก "ปริมาตร"?
Radiesse มีพื้นฐานจาก CaHA (Calcium Hydroxyapatite)
เป็นการฉีดที่คาดหวังทั้งการปรับรูปทรงทันทีหลังทำ และการตอบสนองของคอลลาเจนที่จะปรากฏขึ้นตามเวลาครับ
แม้จะอยู่ใน 'กลุ่มฟื้นฟู' เหมือนกัน แต่สคัลพทรา (PLLA) มักให้ผลการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นช้าๆ
ในขณะที่ Radiesse เป็นตัวเลือกสำหรับบริเวณที่ต้องการ "ความรู้สึกได้รับการรองรับ" ก่อนครับ
ดังนั้น หัวใจสำคัญของการหาบริเวณที่แนะนำสำหรับ Radiesse ไม่ใช่ "ที่ที่อยากให้พองสวย"
แต่เป็นการหา "บริเวณที่ต้องการการรองรับเชิงโครงสร้าง" ก่อนครับ
ส่วนใหญ่ที่เข้ามาอ่านบทความนี้น่าจะเป็นหนึ่งในสองกรณีนี้ครับ
อยากให้ร่องแก้มหรือเส้นขากรรไกรที่เลือนรางกลับมาชัดเจนขึ้นอีกครั้ง
หรือหน้าดูแอ่งลงแต่ไม่ต้องการเติมให้นุ่มเกินไปครับ
ทำไม Radiesse เหมือนกัน แต่บางคนพอใจและบางคนรู้สึกกำกวม: แรงรองรับและการกระตุ้นคอลลาเจน
"Radiesse มีคุณสมบัติอนุภาคที่แข็งแรง จึงมีจุดแข็งในบริเวณที่ต้องการแรงรองรับ เช่น โหนกแก้ม ปลายคาง และร่องแก้ม — สำหรับบริเวณที่ผิวบางและเคลื่อนไหวมาก เช่น ริมฝีปากหรือใต้ตา จูเวลูคหรือฟิลเลอร์ HA จะเหมาะกว่าครับ
"
— คุณหมอวียองจิน (คลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด)
เหตุผลที่ Radiesse มีคำว่า "บริเวณที่แนะนำ" นั้น
เป็นเพราะเมื่อคุณสมบัติของวัสดุสอดคล้องกับโครงสร้างของบริเวณนั้น ผลลัพธ์จะออกมาดีครับ
บริเวณที่ต้องการฐานรองรับที่แข็งแรง (โหนกแก้ม
ปลายคาง
เส้นร่องแก้ม) จะได้ประโยชน์มากขึ้น
ส่วนบริเวณที่ผิวบางและเคลื่อนไหวมาก (ริมฝีปาก
ใต้ตา) อาจกลายเป็นภาระแทนครับ
แต่มีสิ่งสำคัญหนึ่งอย่างที่ต้องเข้าใจครับ
ถ้ามองว่า Radiesse เป็นแค่ "การฉีดเพื่อเติมเต็ม" จะทำให้ตัดสินผิดบ่อยมากครับ
ในช่วงแรก เจลตัวพาจะช่วยจัดรูปทรง
จากนั้น fibroblast จะตอบสนองและเกิดการ remodeling ของคอลลาเจน (ส่วนใหญ่เป็น type I collagen) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญครับ
เมื่อดูตามช่วงเวลา จะเข้าใจได้ชัดขึ้นครับ
ผมมักอธิบายให้ฟังแบบนี้ครับ
"รูปทรงของวันถัดไป" และ "ผิวสัมผัสหลัง 6-8 สัปดาห์" นั้นมาคนละระยะกันครับ
เมื่อเปรียบกับสคัลพทรา (PLLA) ความแตกต่างนี้จะยิ่งชัดขึ้นครับ
PLLA จะให้ 'รูปทรงทันที' น้อยกว่า
แต่มีจุดแข็งที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในช่วง 8-12 สัปดาห์ ทำให้โทนโดยรวมเปลี่ยนแปลงครับ
ในทางกลับกัน Radiesse จะจัดรูปทรงได้ก่อนในบริเวณที่ต้องการ
แล้วการตอบสนองของคอลลาเจนจะเสริมผิวสัมผัสตามมาทีหลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้รับบริการมักรู้สึกได้ครับ
อ่านแค่ตัวอักษรอาจยังนึกภาพไม่ออก แต่พอดูจากเคสจริงจะชัดเจนขึ้นมากครับ
สัปดาห์ที่แล้ว ผู้รับบริการอายุ 36 ปีมาถามว่า "อยากเติมทั้งร่องแก้มและข้างปากพร้อมกัน
แต่บริเวณที่แนะนำสำหรับ Radiesse คืออะไรกันแน่" แล้วก็ขอแค่ปรึกษาวันนั้นก่อนครับ
สิ่งที่ผมตรวจสอบระหว่างการปรึกษามี 2 ข้อครับ
ข้อแรก ปัญหาคือ 'เส้น' ร่องแก้ม หรือเป็นเพราะแรงรองรับบริเวณ mid-face เหนือร่องแก้มลดลงแล้วพับลงมา
ข้อสอง บริเวณข้างปากเป็นแบบที่ผิวบางและเคลื่อนไหวมากหรือเปล่า
สุดท้ายคุณผู้รับบริการท่านนั้นขอเลื่อนการตัดสินใจออกไปก่อนครับ
ผมมองว่านั่นเป็นการตัดสินใจที่ดีครับ
ถ้าใช้ "วัสดุที่รองรับแน่น" กับบริเวณผิวบางข้างปากโดยฝืนทำ
อาจขัดกับ 'สีหน้าที่ดูนุ่มนวล' ที่ต้องการได้ครับ

ขอเขียน '5 เกณฑ์การเลือก' ที่ผมใช้จริงในการปรึกษาไว้ให้ดูครับ
1) ความหนาของผิว: ถ้าบางจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นครับ
2) การเคลื่อนไหว: บริเวณที่พับมากตอนพูดต้องระวังเป็นพิเศษครับ
3) วัตถุประสงค์: เพียงเพื่อเพิ่มปริมาตร หรือเพื่อรองรับโครงสร้าง (เส้นที่ชัดเจน) ครับ
4) ความชอบด้านผิวสัมผัส: ต้องการความรู้สึกนุ่ม หรือต้องการฐานที่แน่นครับ
5) แผนเวลา: ต้องการรูปทรงทันที หรือรอ 2-3 เดือนเพื่อให้ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงครับ

สรุปสำคัญจากคุณหมอวียองจิน
Radiesse ให้ผลลัพธ์ที่สะอาดชัดเจนกว่า ในบริเวณที่ 'ต้องการรองรับรูปทรง' มากกว่าบริเวณที่ 'ต้องการให้พองนุ่ม'
และความพึงพอใจมักขึ้นอยู่กับว่าผิวสัมผัสจะรองรับดีหลัง 6-8 สัปดาห์หรือไม่ มากกว่าภาพถ่ายทันทีหลังทำครับ
บริเวณที่แนะนำสำหรับ Radiesse ครอบคลุมแค่ไหน: แยกตามประเภท
ตามความเห็นของผม ไม่ใช่ว่า "Radiesse ดีหรือไม่ดี"
แต่ต้องหา "บริเวณที่ Radiesse มีความน่าเชื่อถือบนใบหน้าของคุณ" ก่อนครับ
โดยทั่วไปมีหนึ่งในสองประเภท และบางครั้งก็มีประเภทที่สามเพิ่มมาครับ
(1) ประเภทที่แรงรองรับโหนกแก้ม/mid-face ลดลง ทำให้ร่องแก้มพับลึกขึ้น
(2) ประเภทที่ปลายคางอ่อนแรงทำให้เส้นขากรรไกรดูเลือนราง
(3) ประเภทที่ปริมาตรโดยรวมยังดีแต่ผิวบางและเคลื่อนไหวมาก

แล้วคุณอยู่ในประเภทไหนล่ะครับ?
ขอพูดถึงกรณีที่ไม่แนะนำด้วยครับ
แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าดีทุกอย่างนะครับ
ถ้าพยายามแก้ปัญหาบริเวณผิวบางที่เคลื่อนไหวมากด้วย "วัสดุที่รองรับแน่น"
อาจได้ผิวสัมผัสที่ขัดกับที่ต้องการได้ครับ
อย่างไรก็ตาม หากวัตถุประสงค์คือการสร้างโครงสร้างเช่นโหนกแก้มและปลายคาง ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าเชื่อถือครับ
เมื่อวานนี้ ผู้รับบริการอายุ 51 ปีมาด้วยเรื่อง "อยากให้ร่องแก้มหายไปให้ได้" แต่พอคุยกันไปเรื่อยๆ สิ่งสำคัญที่แท้จริงคือแรงรองรับ mid-face และสมดุลของปลายคางครับ
ท่านนั้นก็ปรึกษาเฉพาะวันแรก และขอเลื่อนการตัดสินใจออกไปก่อนเพราะติดธุระครับ
ผมมองว่าเคสแบบนี้พบได้บ่อยครับ
มักเริ่มมองที่บริเวณเดียว
แต่จริงๆ แล้วการหา 'บริเวณที่ต้องการรองรับ' เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลกว่าในหลายกรณีครับ

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ น่าจะสงสัยเรื่องนี้เกี่ยวกับบริเวณที่แนะนำสำหรับ Radiesse
Q1. ฉีด Radiesse ที่ร่องแก้มแล้วจะดูแข็งเกินไปหรือเห็นชัดเกินไปไหมครับ?
ตอบ: ตรงนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อนนะครับ
ขึ้นอยู่กับว่าฉีดตรงที่ "เส้น" ร่องแก้มโดยตรง
หรือเสริมที่ 'สาเหตุที่ทำให้เกิดร่องแก้ม (การสูญเสียแรงรองรับ)' ความรู้สึกจะแตกต่างกันครับ
จากประสบการณ์ ถ้าร่องแก้มเองผิวบางและพับลึกมากแล้วยังอยากฉีดตรงเส้น
ตัวเองอาจรู้สึกแข็งได้ครับ
เคสปรึกษาอายุ 36 ปีสัปดาห์ที่แล้วก็เลยต้องเลื่อนออกไปก่อนด้วยเหตุผลนี้ครับ
สำหรับร่องแก้ม "ฉีดตรงไหน" สำคัญกว่าครับ
หลังจากนี้มักมีคำถามที่ตามมาแทบทุกครั้งครับ
Q2. Radiesse ดูแค่ปริมาณ (กี่ cc) พอได้ไหมครับ?
ตอบ: คำตอบนี้ไม่ว่าจะพิจารณาเคสไหนก็เหมือนกันครับ ถ้าตัดสินแค่ปริมาณ โอกาสล้มเหลวจะสูงขึ้นครับ
แม้จะเป็น 1 cc เหมือนกัน แต่ 1 cc ที่ใช้รองรับโหนกแก้ม
กับ 1 cc ที่ใช้กับบริเวณผิวบาง 'ความรู้สึกของผลลัพธ์' จะกลับมาต่างกันครับ
ตอนที่ผมปรึกษา จะกำหนดว่า "การเปลี่ยนแปลงที่ต้องการคือเส้นที่ชัดเจน
หรือโทนโดยรวม" ก่อน แล้วค่อยวางแผนครับ
วัตถุประสงค์สำคัญกว่าตัวเลขครับ
คำถามสุดท้ายที่ถามบ่อยที่สุดคือข้อนี้ครับ
Q3. หลังทำ Radiesse แล้วรู้สึกเป็นก้อนหรือไม่เรียบนั้นพบบ่อยแค่ไหนครับ?
ตอบ: จากคลินิกจะเห็นรูปแบบที่ชัดเจนครับ
ยิ่งบริเวณที่ผิวบางและเคลื่อนไหวมาก คำถามเรื่อง "รู้สึกเป็นก้อน" จะยิ่งถามมากขึ้นครับ
ผมรู้สึกว่าประมาณหนึ่งถึงสองในสิบราย ต่อเดือน จะได้รับ feedback ว่า "ลองใช้มือคลำแล้วรู้สึกมีบางอย่าง"
และส่วนใหญ่จะรู้สึกน้อยลงเมื่อเวลาผ่านไปครับ
อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นคนที่รู้สึกไม่สบายกับความรู้สึกนั้น ควรเลือกบริเวณอย่างระมัดระวังตั้งแต่ต้นครับ
ถ้ากังวล บอกแพทย์ก่อนทำได้เลยครับ
ถ้าจะนำสิ่งเดียวกลับไปจากวันนี้ — ให้มองว่า Radiesse ไม่ใช่ "การฉีดเพื่อเติมเต็ม" แต่เป็นการเลือก 'บริเวณที่ต้องการรองรับ' ครับ
บทความต่อไปจะพูดถึง 'Radiesse vs สคัลพทรา สถานการณ์พิเศษที่การเลือกแตกต่างกันแม้ในบริเวณเดียวกัน' ครับ จะอธิบายว่าบนใบหน้าแบบไหนที่การฟื้นฟูอาจให้ความรู้สึกมากเกินไป โดยใช้ตัวอย่างจากการปรึกษาจริงครับ นี่คือหมอวียองจินครับ







