อย่าเชื่อที่ว่ารอยแผลเป็นจากสิวแค่ยิงเลเซอร์ครั้งเดียวก็หาย
การรักษารอยแผลเป็นจากสิวต้องใช้วิธีผสมผสาน เช่น จูเวลูค คิวเจ็ท และ Subcision ขึ้นอยู่กับรูปร่างของรอยแผลเป็นที่เป็นหลุม แพทย์จะอธิบายด้วยตัวเองว่าทำไมเลเซอร์เพียงอย่างเดียวถึงไม่เพียงพอ


วียองจิน
ผู้อำนวยการ

💡 อ่านก่อน ตรวจสอบสิ่งนี้ก่อนนะคะ
Q. รอยแผลเป็นจากสิวแค่ยิงเลเซอร์สักไม่กี่ครั้ง
ก็หายได้เองใช่ไหมคะ?
A. ขึ้นอยู่กับรูปร่างของรอยแผลเป็นที่เป็นหลุมค่ะ
การรักษาที่เหมาะสมจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เลเซอร์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถยกก้นหลุม
ที่ถูกดึงรั้งโดยโครงสร้างเนื้อเยื่อด้านล่างได้ค่ะ
Q. แล้วควรรักษาด้วยวิธีไหนดีคะ?
A. ต้องจำแนกประเภทของรอยแผลเป็นก่อน
จากนั้นจึงผสมผสาน จูเวลูค คิวเจ็ท และ Subcision
เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ผิวหนังฟื้นตัวขึ้นมาจริงๆ ค่ะ
📌 ประเด็นสำคัญของบทความนี้
ขึ้นอยู่กับรูปร่างของรอยแผลเป็นที่เป็นหลุม
อาจต้องเติมด้วยจูเวลูค หรือใช้ คิวเจ็ท ร่วมกับจูเวลูค
หรือทำ Subcision ฯลฯ
การรักษาแบบผสมผสานจึงจะให้ผลดีที่สุดในการฟื้นฟูผิวค่ะ
![[บิวตี้ส ด็อกเตอร์ส วี ยองจิน] เปิดสูตรการรักษาเฉพาะบุคคลตามรูปร่างของรอยแผลเป็น](https://wazsqvuzlsxxykdisytt.supabase.co/storage/v1/object/public/blog-images/uploads/1775833987784-ex7xxe0s.webp)
รอยแผลเป็นเป็นหลุมเหมือนกัน
แต่ไม่ได้หมายความว่าเหมือนกันทุกอย่าง
หลายคนมักเข้าใจผิดกันบ่อยมากค่ะ
เมื่อพูดถึง "การรักษารอยแผลเป็นจากสิว"
ส่วนใหญ่มักนึกถึงเลเซอร์เพียงอย่างเดียว
ไม่ว่าจะเป็นแฟรกเซล หรือเลเซอร์ CO2
ก็คิดว่าแค่กระตุ้นผิวด้วยเครื่องมือ
แล้วให้ผิวการฟื้นฟูขึ้นมาเองก็พอใช่ไหมคะ?
แต่มีสิ่งสำคัญหนึ่งอย่างที่ต้องทำความเข้าใจค่ะ
รอยแผลเป็นที่เป็นหลุมนั้น มีรูปร่างที่แตกต่างกัน
แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลักๆ ค่ะ
รอยแผลเป็นแบบ Icepick
เป็นหลุมลึกและแคบ คล้ายถูกเข็มแทง
รอยแผลเป็นแบบ Boxcar
ก้นหลุมแบนราบ
และผนังด้านข้างตั้งตรงเกือบ 90 องศา
รอยแผลเป็นแบบ Rolling
เนื้อเยื่อพังผืดใต้ผิวหนังดึงรั้ง
ทำให้ผิวบุ๋มลงเป็นคลื่น
ตามความเป็นจริงแล้ว
ส่วนใหญ่มักมีรอยแผลเป็นทั้ง 3 แบบ
ปรากฏอยู่บนใบหน้าพร้อมกันค่ะ
แต่วิธีการรักษาสำหรับแต่ละประเภทนั้นแตกต่างกันค่ะ
รอยแผลเป็นแบบ Icepick ที่แคบและลึก
ไม่ว่าจะยิงเลเซอร์จากด้านบนมากแค่ไหน
การกระตุ้นก็ไม่สามารถส่งถึงส่วนลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ
รอยแผลเป็นแบบ Boxcar มีการตอบสนองต่อเลเซอร์บ้าง
แต่หากขาดปริมาตรที่ก้นหลุม
ก็ยังมีขีดจำกัดในการฟื้นตัวของผิวอยู่ดีค่ะ
ส่วนรอยแผลเป็นแบบ Rolling มีโครงสร้างที่แตกต่างออกไปอีกค่ะ
เนื้อเยื่อพังผืดใต้ผิวหนัง
กำลังดึงรั้งก้นหลุมของรอยแผลเป็นลงด้านล่าง
หากไม่ตัดเนื้อเยื่อเหล่านี้ออกก่อน
ไม่ว่าจะยิงเลเซอร์จากด้านบนมากแค่ไหน
รอยแผลเป็นก็จะไม่ยกตัวขึ้นมาค่ะ
สิ่งที่น่าสังเกตคือ
ผู้ที่รู้สึกว่า "ไม่เห็นผล" หลังจากรักษาด้วยเลเซอร์
ส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่เพราะเลเซอร์ไม่ดี
แต่เป็นเพราะได้รับการรักษาที่ไม่ตรงกับประเภทของรอยแผลเป็นค่ะ
👨⚕️ สรุปจากแพทย์ วี ยองจิน:
รอยแผลเป็นจากสิวที่เป็นหลุมแต่ละประเภท
มีโครงสร้างที่เสียหายแตกต่างกันค่ะ
กรณีที่เนื้อเยื่อพังผืดใต้ผิวหนังดึงรั้ง
เช่น รอยแผลเป็นแบบ Rolling
ต้องทำ Subcision เพื่อตัดเนื้อเยื่อที่ดึงรั้งนั้นออกก่อน
ส่วนรอยแผลเป็นที่ขาดปริมาตร ต้องเติมด้วยจูเวลูค
เพื่อให้ผิวฟื้นตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ
เลเซอร์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาโครงสร้างนี้ได้ค่ะ

การผสมผสานวิธีรักษา
แตกต่างกันตามรูปร่างของรอยแผลเป็น
แต่ละเคสจะแตกต่างกันออกไปค่ะ
แต่โดยทั่วไปแพทย์มักจะวางแผนการรักษาดังนี้
① กรณีที่มีรอยแผลเป็นแบบ Rolling ปนอยู่
→ เริ่มด้วย Subcision ก่อน
Subcision คือการใช้เข็มสอดเข้าใต้ผิวหนัง
เพื่อตัดเนื้อเยื่อพังผืดที่ดึงรั้งก้นหลุมของรอยแผลเป็นออกทางกายภาพค่ะ
หากไม่มีขั้นตอนนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรต่อไปก็ตาม
รอยแผลเป็นก็จะไม่มีพื้นที่ให้ยกตัวขึ้นมาได้ค่ะ
② รอยแผลเป็นที่ขาดปริมาตร
→ ฉีดจูเวลูค (PLLA)
จูเวลูคไม่ใช่แค่ฟิลเลอร์ธรรมดาที่เติมเพื่อเพิ่มปริมาตรค่ะ
ส่วนประกอบ PLLA (กรดโพลีแลคติก) จะค่อยๆ สลายตัวในร่างกาย
และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนค่ะ
นั่นหมายความว่าผลลัพธ์จะเห็นชัดเจนขึ้น
ประมาณ 2-3 เดือนหลังการฉีด มากกว่าทันทีหลังทำค่ะ
นี่คือที่มาของความรู้สึกที่ว่า
"ผิวค่อยๆ ฟื้นตัวและเต็มขึ้นมา"
③ รอยแผลเป็นที่แคบและลึก ต้องการการส่งผ่านยาเข้าสู่ผิวหนัง
→ ใช้คิวเจ็ท ร่วมด้วย
คิวเจ็ทเป็นอุปกรณ์ที่ส่งยาเข้าสู่ชั้นลึกของผิวหนัง
ด้วยวิธีการพ่นแรงดันสูงค่ะ
สามารถส่งส่วนประกอบที่มีประสิทธิภาพเข้าสู่ส่วนลึกของรอยแผลเป็น
โดยไม่ต้องใช้เข็ม
เมื่อใช้ร่วมกับจูเวลูค
จะช่วยเพิ่มอัตราการดูดซึมและประสิทธิภาพการสร้างคอลลาเจนค่ะ
อย่างไรก็ตาม การรักษาแบบผสมผสานนี้
ย่อมมีช่วงพักฟื้นที่มากกว่าการทำครั้งเดียว
และมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตามไปด้วยค่ะ
หลังทำ Subcision มักเกิดรอยช้ำ
ประมาณ 1 สัปดาห์ค่ะ
ดังนั้นหากมีงานสำคัญ
ควรวางแผนจัดตารางเวลาล่วงหน้านะคะ
อย่างไรก็ตาม มีกรณีที่ผู้รับบริการที่ยิงเลเซอร์มาแล้ว 10 ครั้ง
แต่ไม่เห็นผล เมื่อเปลี่ยนมาใช้การรักษาแบบผสมผสานนี้
เพียง 2-3 ครั้ง ก็เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน
ซึ่งแพทย์เองก็เคยเห็นกรณีแบบนี้บ่อยมากค่ะ
กุญแจสำคัญคือการดูก่อนว่าทำไมรอยแผลเป็นถึงเป็นหลุม
และโครงสร้างของรอยแผลเสียหายอย่างไร
จากนั้นจึงกำหนดลำดับการรักษาค่ะ
ใครบ้างที่จำเป็นต้องได้รับ
การรักษาแบบผสมผสาน?
ไม่ใช่ทุกคนที่จำเป็นต้องทำ Subcision + จูเวลูค + คิวเจ็ท ค่ะ
หากรอยแผลเป็นตื้นและกระจายในวงกว้าง
การรักษาด้วยเลเซอร์เพียงอย่างเดียว
อาจให้ผลลัพธ์ที่เพียงพอในบางกรณีค่ะ
กรณีที่ควรพิจารณาการรักษาแบบผสมผสานอย่างจริงจัง มีดังนี้ค่ะ
— ผู้ที่ผ่านการยิงเลเซอร์มาหลายครั้งแต่แทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง
— ผู้ที่มีรอยแผลเป็นที่ไม่มีความยืดหยุ่น กดแล้วปล่อยก็บุ๋มกลับเหมือนเดิม
— ผู้ที่มีรอยแผลเป็นแบบ Rolling ที่เห็นเงาตกกระทบตามมุมของแสง
— ผู้ที่เมื่อดึงผิวด้วยมือแล้วรอยแผลเป็นยกตัวขึ้นชั่วคราว
เคสสุดท้ายนี้สำคัญมากค่ะ
การที่ผิวยกขึ้นเมื่อถูกดึงนั้น
เป็นสัญญาณว่าเนื้อเยื่อพังผืดใต้ผิวหนังกำลังดึงรั้งอยู่ค่ะ
ในกรณีนั้น หากไม่ทำ Subcision
เลเซอร์จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ค่ะ
คำถามที่พบบ่อย
Q1. หากรอยแผลเป็นมีมานาน
ยังรักษาได้ผลอยู่ไหมคะ?
A. ได้ผลค่ะ
รอยแผลเป็นเก่าอาจมีเนื้อเยื่อพังผืดที่แข็งตัวแล้ว
ทำให้การตอบสนองต่อการรักษาช้ากว่าปกติหน่อยค่ะ
แต่หากทำ Subcision เพื่อตัดเนื้อเยื่อที่แข็งตัวออก
และใช้จูเวลูคกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
รอยแผลเป็นเก่าก็สามารถดีขึ้นได้อย่างเพียงพอค่ะ
เพียงแต่อาจต้องทำหลายเซสชั่นมากขึ้น
ที่คลินิกเองก็เคยเห็นความเปลี่ยนแปลงของรอยแผลเป็นที่มีมานานกว่า 10 ปีมาหลายครั้งแล้วค่ะ
Q2. หากใช้จูเวลูคกับรอยแผลเป็น
จะรู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมเหมือนฟิลเลอร์ไหมคะ?
A. จูเวลูคแตกต่างจาก
ฟิลเลอร์ HA (Hyaluronic Acid) ค่ะ
เนื่องจากส่วนประกอบ PLLA สลายตัวตามธรรมชาติในร่างกาย
และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
จึงไม่ใช่โครงสร้างที่จะทิ้งความรู้สึกเป็นสิ่งแปลกปลอมในระยะยาวค่ะ
ตรงกันข้าม เมื่อเวลาผ่านไป
จะรู้สึกเป็นธรรมชาติราวกับเป็นเนื้อของตัวเอง
และนั่นคือกลไกหลักในการปรับปรุงรอยแผลเป็นค่ะ
เพียงแต่ทันทีหลังการฉีด
อาจมีอาการบวมหรือรอยช้ำชั่วคราวได้ค่ะ
Q3. ยังมีสิวอักเสบอยู่
เริ่มรักษารอยแผลเป็นตอนนี้ได้เลยไหมคะ?
A. พูดตามตรงเลยนะคะ หากมีสิวอักเสบอยู่
แล้วเริ่มรักษารอยแผลเป็นในช่วงนั้น
รอยแผลเป็นใหม่จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง
ทำให้ประสิทธิภาพการรักษาลดลงได้ค่ะ
โดยหลักการแล้ว ควรควบคุมสิวให้สงบลงก่อน
แล้วจึงเน้นการรักษารอยแผลเป็น
แต่ในบางกรณีก็สามารถทำควบคู่กันไปได้ค่ะ
ควรให้แพทย์ประเมินสภาพปัจจุบันในการตรวจ
แล้วกำหนดลำดับการรักษาที่เหมาะสมที่สุดค่ะ
หากมีข้อสงสัยใดๆ
สามารถติดต่อสอบถามได้อย่างสบายใจทางแชทหรือโทรศัพท์นะคะ
นี่คือ วี ยองจิน จาก บิวตี้ส ด็อกเตอร์ส ค่ะ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
▶[รายงานจาก Beautystone] น่องกล้ามเนื้อ vs น่องไขมัน — โบท็อกซ์จะได้ผลกับขาของคุณไหม?
▶ผลข้างเคียงของโบท็อกซ์ — บอกชัดๆ ว่าอาการไหน "ปกติ" และอาการไหนที่ต้อง "ไปพบแพทย์"
▶หลังจากสั่งจ่าย Saxenda ครบ 6 เดือน — นี่คือความจริงที่บอกได้อย่างตรงไปตรงมา
▶ฉีดโบท็อกซ์กราม 10 ครั้งแล้วไม่ได้ผล — แต่พอฉีดที่ต่อมน้ำลายข้างหูแล้วเปลี่ยนไปเลย







