Laetigen กับ Cellredm ต่างกันยังไง เลือกแบบไหนให้เหมาะกับผิว?
Laetigen กับ Cellredm เป็นคอลลาเจนบูสเตอร์ที่ฟังดูคล้ายกัน แต่แนวทางการทำงานต่างกันคนละแบบ บทความนี้เทียบให้ชัดว่าแบบไหนเหมาะกับปัญหาผิวแบบไหน

วางแผนมาโซล
กำลังวางแผนมาโซลอยู่ใช่ไหม?
เคยไหมคะที่นั่งฟังหมอแนะนำโปรแกรมคอลลาเจนบูสเตอร์ แล้วต้องเลือกระหว่างสองชื่อที่ฟังดูคล้ายกันคือ Laetigen และ Cellredm แต่ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วสองอย่างนี้ต่างกันตรงไหน
ทั้งคู่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มคอลลาเจนบูสเตอร์เหมือนกัน แต่แนวทางการทำงานไม่เหมือนกันเลย จุดต่างสำคัญคือ Laetigen เน้นส่งคอลลาเจนเข้าไปในชั้นผิวโดยตรง ส่วน Cellredm เน้นเสริมโครงสร้างผิวทั้งระบบ พูดง่าย ๆ คือ ฝ่ายหนึ่งเติมวัตถุดิบให้ อีกฝ่ายเสริมโครงบ้านให้แข็งแรงขึ้น
บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกความแตกต่างของทั้งสองโปรแกรม พร้อมแนะนำแนวทางเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวของคุณค่ะ
Laetigen กับ Cellredm ต่างกันตรงไหน?
Laetigen คือโปรแกรมที่ใช้คอลลาเจนชนิดที่ 1 บริสุทธิ์สูง ผ่านกระบวนการกำจัดส่วนที่เรียกว่าเทโลเปปไทด์ออกด้วยเอนไซม์ จนกลายเป็นอะเทโลคอลลาเจน (Atelocollagen) ก่อนฉีดเข้าสู่ชั้นหนังแท้โดยตรง เข้าใจง่าย ๆ คือ การส่งคอลลาเจนรูปแบบใกล้เคียงผิวเราเข้าไปแบบตรง ๆ
ส่วน Cellredm ใช้อนุภาคเนื้อเยื่อหนังแท้จากผู้บริจาคที่ผ่านการกำจัดเซลล์แล้ว ขนาดอนุภาคประมาณ 75 ไมโครเมตร จัดอยู่ในกลุ่มตัวช่วยเสริมเมทริกซ์นอกเซลล์ (Extracellular Matrix: ECM) ไม่ใช่แค่คอลลาเจนโมเลกุลเดียว แต่เป็นโครงสร้างผิวทั้งชุดที่มีคอลลาเจน อีลาสติน และไกลโคโปรตีนเกาะเกี่ยวกันอยู่
แม้ทั้งคู่จะพูดถึงการเติมคอลลาเจนเหมือนกัน แต่ฝ่ายหนึ่งส่งวัตถุดิบเดี่ยว ๆ เข้าไป ส่วนอีกฝ่ายส่งโครงสร้างที่ประกอบสำเร็จแล้วเข้าไปแทน

กลไกการทำงานที่แตกต่างกัน
Laetigen มีลักษณะใกล้ของเหลว เมื่อฉีดเข้าชั้นผิวจึงกระจายตัวได้เร็ว ทำให้รู้สึกว่าผิวชุ่มชื้นขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกหลังทำ เส้นกราฟผลลัพธ์จึงมักเริ่มเห็นเร็วแล้วค่อย ๆ คงตัว เหมาะกับคนที่อยากเห็นผิวเรียบเนียนขึ้นก่อนงานสำคัญ เช่น งานแต่งงานหรือถ่ายรูปพอร์ตเทรต
Cellredm ใช้เวลานานกว่าเพราะอนุภาคต้องเข้าไปฝังตัวในโครงสร้างผิวก่อน ความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมักมาเห็นในอีกไม่กี่สัปดาห์ถัดมา ผิวจะค่อย ๆ หนาขึ้นจากด้านใน รูขุมขนดูตื้อลง หลายคนอธิบายความรู้สึกนี้ว่าผิวฟูขึ้นทีละนิด มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบทันตาเห็น
| หัวข้อ | Laetigen | Cellredm |
|---|---|---|
| ผลลัพธ์เริ่มเห็น | ค่อนข้างเร็วหลังทำ | ค่อยเป็นค่อยไป ใช้เวลาหลายสัปดาห์ |
| จุดเน้นหลัก | เติมคอลลาเจนโดยตรง | เสริมโครงสร้าง ECM ทั้งชุด |
| เหมาะกับ | ผิวแห้งบาง ริ้วรอยตื้น | รูขุมขนกว้าง ผิวเริ่มบางลง |
เหมาะกับปัญหาผิวแบบไหน?
ถ้าเป็นปัญหาผิวแห้ง ผิวบาง หรือริ้วรอยตื้น ๆ ที่ดูเหมือนวัตถุดิบในผิวขาดหายไป กลุ่มนี้แพทย์มักแนะนำ Laetigen โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตาและรอบปากที่ผิวบางและแห้งแตกง่าย
ส่วนรูขุมขนที่ขยายกว้าง แก้มหรือแนวกรอบหน้าที่เริ่มขาดแรงพยุง และผิวที่บางลงจนใกล้จะหย่อนคล้อย เคสแบบนี้ Cellredm มักถูกแนะนำมากกว่า เพราะเป็นแนวทางเสริมโครงสร้างที่ทำให้ความหนาของผิวฟื้นตัวไปพร้อมกัน
ทั้งสองโปรแกรมไม่เหมือนโบท็อกซ์ที่คลายกล้ามเนื้อ หรือฟิลเลอร์ที่เพิ่มปริมาตรเฉพาะจุด แต่เป็นการดูแลสภาพผิวโดยรวมอย่างค่อยเป็นค่อยไป การเข้าใจจุดนี้ตั้งแต่ต้นจะช่วยลดความคาดหวังที่คลาดเคลื่อนได้มาก

ผลข้างเคียงและความปลอดภัยที่ควรรู้
Laetigen ผ่านกระบวนการกำจัดส่วนที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันด้วยเอนไซม์ ร่วมกับการกรองหลายชั้นและการฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำแรงดันสูงตามมาตรฐานการผลิต อาจมีตุ่มนูนเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักยุบได้เองภายในไม่กี่วัน
Cellredm ผ่านการกำจัดเซลล์และดีเอ็นเอที่หลงเหลือออกอย่างละเอียด เพื่อลดโอกาสเกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากภูมิคุ้มกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เลย อาจมีอาการบวมหรือรู้สึกกดเจ็บเล็กน้อยในช่วงที่อนุภาคกำลังฝังตัว ซึ่งมักดีขึ้นภายใน 1-3 วัน หากมีอาการผิดปกติ เช่น บวมแดงมากผิดปกติหรือมีไข้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
ผลลัพธ์และอาการข้างเคียงของทั้งสองโปรแกรมอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและฝีมือของแพทย์ผู้ฉีด จึงควรเลือกทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในคลินิกที่ได้มาตรฐานเท่านั้น
- กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรเลี่ยงหรือปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง
- มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของคอลลาเจนหรือเนื้อเยื่อจากผู้บริจาค ควรแจ้งแพทย์ล่วงหน้า
- มีแผลอักเสบหรือการติดเชื้อบริเวณที่จะฉีด ควรรอให้หายก่อน

ทำสองอย่างพร้อมกันได้ไหม?
ในการปรึกษาจริง แพทย์มักแนะนำให้ผสมผสานมากกว่าเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว เพราะเส้นกราฟผลลัพธ์ของสองโปรแกรมต่างกัน บางเคสจึงวางแผนให้ทำ Laetigen หนึ่งครั้งสลับกับ Cellredm อีกครั้ง เพื่อให้ได้ทั้งความชุ่มชื้นที่เห็นเร็วและโครงสร้างผิวที่แน่นขึ้นในระยะยาว
แพทย์จะเป็นผู้ประเมินความหนาของผิว สภาพรูขุมขน ระยะเวลาที่พร้อมสำหรับการฟื้นตัว รวมถึงงบประมาณที่วางไว้ เพื่อจัดรอบการทำให้เหมาะกับแต่ละคน ค่าใช้จ่ายก็แตกต่างกันไปตามแต่ละคลินิกและจำนวนครั้งที่ทำ จึงควรสอบถามรายละเอียดกับคลินิกโดยตรง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำคอลลาเจนบูสเตอร์ครั้งแรก การเริ่มจากโปรแกรมเดียวก่อนแล้วดูการตอบสนองของผิวตัวเองมักสบายใจกว่า ก่อนตัดสินใจทำโปรแกรมถัดไป
สรุป: เลือกแบบไหนให้เหมาะกับผิวคุณ
Laetigen เหมาะกับคนที่อยากเติมความชุ่มชื้นและวัตถุดิบคอลลาเจนให้ผิวโดยตรง เห็นผลได้ค่อนข้างเร็ว ส่วน Cellredm เหมาะกับคนที่ต้องการเสริมโครงสร้างผิวให้แน่นขึ้นในระยะยาว ทั้งสองไม่ใช่คู่แข่งกัน แต่เป็นแนวทางที่ตอบโจทย์คนละจุด
ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสภาพผิวก่อนตัดสินใจเสมอ
หากคุณกำลังลังเลว่าผิวตัวเองเหมาะกับ Laetigen หรือ Cellredm มากกว่ากัน ทักแอด LINE ปรึกษาคุณหมอที่ BeautyStone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล ได้เลยนะคะ ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
คำถามที่พบบ่อย
Q1. ทำ Laetigen หรือ Cellredm แล้วเจ็บมากไหม?
ความรู้สึกระหว่างฉีดขึ้นอยู่กับความทนต่อความเจ็บของแต่ละคน ส่วนใหญ่รู้สึกเจ็บเล็กน้อยระดับที่รับได้ คลินิกมักทาครีมชาก่อนฉีดเพื่อลดความรู้สึกไม่สบายตัว หากมีอาการเจ็บมากผิดปกติหลังทำ ควรแจ้งแพทย์ทันทีค่ะ
Q2. ผลลัพธ์ของ Laetigen กับ Cellredm อยู่ได้นานแค่ไหน?
ระยะเวลาที่เห็นผลแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและอัตราการสร้างคอลลาเจนของแต่ละคน โดยทั่วไปหลังจบคอร์สแพทย์มักแนะนำให้ทำซ้ำทุก 6-12 เดือนเพื่อรักษาผลลัพธ์ไว้
Q3. ทำ Laetigen กับ Cellredm พร้อมกันในครั้งเดียวได้ไหม?
การทำพร้อมกันในบริเวณเดียวกันไม่ค่อยแนะนำ เพราะจะประเมินผลลัพธ์ได้ยากและอาการบวมอาจซ้อนกัน แพทย์มักแนะนำให้เว้นระยะห่างระหว่างสองโปรแกรมแทน
Q4. Laetigen หรือ Cellredm เหมาะกับใครมากกว่ากัน?
ถ้าผิวแห้งบางหรือมีริ้วรอยตื้น ๆ Laetigen มักตอบโจทย์กว่า ส่วนคนที่รูขุมขนกว้างหรือผิวเริ่มบางลงจนใกล้หย่อนคล้อย Cellredm มักถูกแนะนำมากกว่า แต่การเลือกที่แม่นยำควรให้แพทย์ประเมินสภาพผิวจริงก่อนตัดสินใจ










