จูเวลูค vs สคัลพทรา — เลือกต่างกันตรงจำนวนครั้งและตำแหน่งที่ทำ
สิ่งที่หลายคนมองข้ามในการเปรียบเทียบจูเวลูคกับสคัลพทราคือจำนวนครั้งและความเหมาะสมของแต่ละบริเวณ ระดับความหย่อนคล้อยและความเร็วของการเปลี่ยนแปลงคือตัวตัดสินใจครับ


วียองจิน
ผู้อำนวยการ

จูเวลูค vs สคัลพทรา,
ความต่างที่กำหนดการเลือกตามจำนวนครั้งและบริเวณที่ทำ
"ได้ยินว่าคอลลาเจนบูสเตอร์ดี แต่ไม่รู้จะเลือก
จูเวลูคหรือสคัลพทราดี"
สำหรับทุกคนที่มีคำถามนี้ ผมจะอธิบายให้ชัดเจนทีละขั้นตอนครับ
ดูเผินๆ เหมือนจะเป็นคอลลาเจนบูสเตอร์
เหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วต่างกันครับ
จูเวลูคมีส่วนประกอบหลักเป็น PDLLA ที่มีความนุ่มนวล
ส่วนสคัลพทราประกอบด้วยอนุภาค PLLA
แม้จะต่างกันแค่ตัวอักษรเดียว แต่ตั้งแต่โครงสร้างอนุภาค ความเร็วในการสลาย
ไปจนถึงพลังในการกระตุ้นคอลลาเจน
แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ
ถ้าจูเวลูคช่วยสร้างสภาพผิวที่ดูเป็นธรรมชาติ
สคัลพทราจะใกล้เคียงกับการยกกระชับ
ที่รองรับและยกขึ้นอย่างทรงพลังครับ
ทำไมเป็นบูสเตอร์เหมือนกัน
แต่จำนวนครั้งถึงต่างกันครับ?
"จูเวลูคโดดเด่นเรื่องวอลุ่มที่เกิดขึ้นเร็วและนุ่มนวล
ส่วนสคัลพทราเป็นการยกกระชับที่ทรงพลัง
ซึ่งค่อยๆ สะสมผลลัพธ์อย่างช้าๆ
การเลือกขึ้นอยู่กับความเร็วของการเปลี่ยนแปลง
ที่ต้องการและระดับความหย่อนคล้อยครับ"
— คุณหมอวียองจิน (คลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด)
จูเวลูคทำในช่วงห่าง 2~4 สัปดาห์
ประมาณ 2~3 ครั้ง และแม้แต่หลังครั้งแรก
ก็รู้สึกได้ถึงสภาพผิวที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็วครับ
ส่วนสคัลพทราโดยทั่วไปทำประมาณ 3 ครั้ง
ในช่วงห่าง 4~6 สัปดาห์
โดยผลลัพธ์จะค่อยๆ สมบูรณ์
ใน 6 เดือนครับ
คุณลูกค้าที่มาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วซึ่งมีงานแต่งงานอีก 2 เดือน
ผมแนะนำจูเวลูคแทนสคัลพทรา
เพราะเวลาค่อนข้างจำกัดครับ
สคัลพทราต้องทำอย่างน้อยครั้งที่ 3
ถึงจะเห็นภาพรวมที่ชัดเจนครับ
ใบหน้าหรือฮิปดิป?
คู่มือเลือกตามบริเวณที่ต้องการ
ลองเช็คบริเวณที่คุณกำลังพิจารณาจากตารางด้านล่างครับ
หัวข้อ | จูเวลูค | สคัลพทรา |
จำนวนครั้งที่แนะนำ | 2~3 ครั้ง (ห่าง 2~4 สัปดาห์) | 3 ครั้ง (ห่าง 4~6 สัปดาห์) |
การออกฤทธิ์ | สภาพผิวดีขึ้นเร็วหลังครั้งแรก | การยกกระชับเต็มรูปแบบหลังครั้งที่ 2~3 |
บริเวณที่เหมาะสม | สภาพผิวใบหน้า · ริ้วรอยเล็กๆ · คอ | ความหย่อนคล้อย · ร่องแก้ม · ฮิปดิป |
ระยะเวลาที่ได้ผล | ประมาณ 12 เดือน | ประมาณ 18~24 เดือน |
ถ้าสภาพผิวบริเวณโหนกแก้มด้านบนหยาบกร้าน
หรือกังวลเรื่องริ้วรอยที่คอ จูเวลูคเหมาะกว่าครับ
ส่วนบริเวณที่ต้องการวอลุ่ม เช่น เนื้อที่หย่อนคล้อยใต้โหนกแก้ม
หรือฮิปดิปที่สะโพก
สคัลพทราให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ามากครับ
การนำจูเวลูคซึ่งมีอนุภาคละเอียดอ่อน
ไปใช้กับฮิปดิปมีข้อจำกัดครับ
การเลือกที่ผิดพลาดย่อมนำมาซึ่ง
ค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นในที่สุดครับ
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว
น่าจะมีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจครับ
Q1. สามารถทำทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ไหมครับ?
การฉีดซ้อนในบริเวณเดียวกัน
จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดก้อนนูน (nodule) จึงไม่แนะนำครับ
อย่างไรก็ตาม การแบ่งบริเวณโดยใช้จูเวลูคในส่วนบนของใบหน้า
และสคัลพทราในส่วนล่าง
หรือเว้นระยะห่างประมาณหนึ่งเดือน
เป็นตัวเลือกที่ดีมากครับ
Q2. ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด ตัวไหนแพงกว่ากันครับ?
ราคาต่อครั้งใกล้เคียงกัน
หรือสคัลพทราอาจสูงกว่าเล็กน้อยครับ
แต่เนื่องจากสคัลพทราต้องทำหลายครั้ง
ค่าใช้จ่ายรวมอาจสูงกว่าครับ
ทว่าเมื่อคิดต้นทุนต่อปีแล้ว
เนื่องจากผลลัพธ์อยู่ได้นานกว่า
จึงอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันครับ
Q3. ผลข้างเคียงและข้อควรระวังมีอะไรบ้างครับ?
ทั้งสองการทำหัตถการมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดก้อนนูน (nodule) อยู่บ้างครับ
โดยเฉพาะสคัลพทรา
คุณต้องนวดตามที่แพทย์แนะนำหลังทำอย่างเคร่งครัดครับ
รอยช้ำและอาการบวมเป็นปฏิกิริยาปกติ
ที่จะหายไปภายในไม่กี่วันครับ
ถ้าจะจำไว้แค่อย่างเดียวจากบทความนี้
— จูเวลูคคือ 'ความยืดหยุ่นของสภาพผิว',
สคัลพทราคือ 'ความหย่อนคล้อยและวอลุ่ม'
ลองดูว่าตัวเองให้น้ำหนักกับด้านไหนมากกว่าแล้วเลือกครับ
บทความหน้า
ผมจะมาพูดถึง 'วิธีผสมผสานจูเวลูค+สคัลพทราตามบริเวณต่างๆ'
อย่างละเอียดครับ
นี่คือหมอวียองจินครับ







