ภาพแสดงความแตกต่างระหว่าง Juvelook Volume และฟิลเลอร์ HA
รูปหน้าและวอลุ่ม

Juvelook Volume กับฟิลเลอร์ HA ต่างกันตรงไหน เลือกแบบไหนดี

ฟิลเลอร์ HA เติมวอลลุ่มให้เห็นผลได้ตั้งแต่วันฉีด ส่วน Juvelook Volume ค่อย ๆ กระตุ้นคอลลาเจนในหลายสัปดาห์ วอลลุ่มปริมาณเท่ากัน แต่เส้นเวลาที่ได้เห็นผลไม่เหมือนกัน

วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน · 16 สิงหาคม 2026
6นาที
ช่อง YouTube ของ BEAUTYSDOCTORS ที่แพทย์อธิบายเรื่องความงามเกาหลีโดยตรง

วางแผนมาโซล

กำลังวางแผนมาโซลอยู่ใช่ไหม?

แชตผ่าน LINE

หลายคนที่มาปรึกษาเรื่อง "อยากเติมวอลลุ่ม" มักได้ยินสองชื่อพร้อมกัน คือฟิลเลอร์ HA และ Juvelook Volume ทั้งที่ทั้งคู่ถูกเรียกว่าเป็นกลุ่ม "สร้างวอลลุ่ม" เหมือนกัน แต่จริง ๆ แล้ววิธีการสร้างเนื้อเยื่อ และเวลาที่ต้องรอผลลัพธ์นั้นต่างกันตั้งแต่ต้น บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกความแตกต่างของสองทางเลือกนี้ พร้อมแนะนำแนวทางเลือกให้เหมาะกับตัวเองค่ะ

Juvelook Volume กับฟิลเลอร์ HA คืออะไร

ฟิลเลอร์ HA (Filler) คือสารเจลกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) ที่ฉีดเข้าไปเพื่อเติมเต็มบริเวณที่ขาดวอลลุ่มโดยตรง เนื้อเจลจะอยู่ในตำแหน่งที่ฉีดและให้ผลลัพธ์เป็นรูปทรงทันที

ส่วน Juvelook Volume เป็นโปรแกรมในกลุ่มคอลลาเจนบูสเตอร์ ที่ใช้สาร PDLLA* ร่วมกับกรดไฮยาลูโรนิกชนิดไม่ผูกขวาง (non-crosslinked HA) แทนที่จะเติมวอลลุ่มแบบตรง ๆ สาร PDLLA จะค่อย ๆ กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองทีละน้อย

PDLLA*: Poly-D,L-lactic Acid สารในกลุ่มกรดแลคติกที่สลายตัวช้า ๆ ในชั้นผิว และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปพร้อมกัน มักใช้ในโปรแกรมคอลลาเจนบูสเตอร์อย่าง Juvelook

กลไกการสร้างวอลลุ่มต่างกันอย่างไร

ฟิลเลอร์ HA เห็นผลได้ตั้งแต่วันที่ฉีด เพราะเนื้อเจลอยู่ในตำแหน่งที่ฉีดตั้งแต่วินาทีแรก มีข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่าฟิลเลอร์ที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูโรนิกถูกใช้เพื่อฟื้นฟูวอลลุ่มที่หายไปและปรับรูปหน้าให้ชัดขึ้น หลังฉีดอาจมีอาการบวมเล็กน้อยในช่วงแรก แต่เมื่ออาการบวมยุบลง รูปทรงก็จะดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

Juvelook Volume เดินเรื่องกลับกัน ช่วงแรกหลังฉีดอาจดูอิ่มขึ้นเล็กน้อยจากส่วนผสมเสริม แต่การเปลี่ยนแปลงจริงจะค่อย ๆ ปรากฏในอีกหลายสัปดาห์ถัดมา เมื่อคอลลาเจนถูกสร้างขึ้นใหม่ในชั้นผิว มีงานวิจัยในสัตว์ทดลองที่ศึกษาผิวที่มีอายุมากขึ้น รายงานว่า PDLLA อาจช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและหลอดเลือดใหม่ในชั้นผิว พูดง่าย ๆ คือ วอลลุ่มปริมาณเท่ากัน แต่เส้นเวลาที่ได้เห็นผลไม่เหมือนกันเลยค่ะ

ภาพแสดงกลไกการสร้างวอลลุ่มของฟิลเลอร์ HA และ Juvelook Volume

ผลลัพธ์เห็นเร็วหรือช้า ต่างกันตรงไหน

ความต่างของเส้นเวลานี้มีผลต่อการวางแผนวันสำคัญมาก หากมีงานแต่งงาน งานถ่ายรูป หรือนัดสำคัญที่อยากให้วอลลุ่มดูชัดตั้งแต่วันนั้น ฟิลเลอร์ HA จะวางแผนง่ายกว่า เพราะเว้นช่วงให้บวมยุบประมาณ 1-2 สัปดาห์ก็พร้อมออกงานได้แล้ว

ในทางกลับกัน Juvelook Volume ใช้เวลาประมาณ 4-8 สัปดาห์กว่าคอลลาเจนจะค่อย ๆ ก่อตัวจนเห็นรูปทรงชัดเจน จึงเหมาะกับคนที่วางแผนล่วงหน้า 2-3 เดือนก่อนงานสำคัญ มากกว่าจะทำใกล้วันงาน และมักฉีดต่อเนื่อง 2-3 ครั้งแทนการฉีดครั้งเดียวจบ เพื่อให้คอลลาเจนสะสมทีละชั้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ภาพแสดงระยะเวลาที่เห็นผลลัพธ์ของฟิลเลอร์ HA และ Juvelook Volume

เหมาะกับใคร เหมาะกับบริเวณไหน

บริเวณที่มีการขยับบ่อยกับบริเวณที่เป็นพื้นที่กว้าง เหมาะกับแนวทางที่ต่างกันค่ะ

  • ใต้ตา ร่องแก้ม ริมฝีปาก — ฟิลเลอร์ HA ปรับความหนืดของเนื้อเจลได้หลายระดับ จึงควบคุมวอลลุ่มในจุดเล็ก ๆ ได้ละเอียดกว่า
  • โหนกแก้มที่ยุบ กลางแก้ม หรือขมับ — Juvelook Volume มักถูกพูดถึงบ่อยในบริเวณนี้ เพราะเป็นการค่อย ๆ เติมความแน่นของผิวทีละชั้น มากกว่าการเติมวอลลุ่มแบบพองขึ้นทันที
  • ปลายคาง สันจมูก — ฟิลเลอร์ HA ให้ผลลัพธ์ที่คาดเดาได้ตรงไปตรงมากว่าสำหรับการปรับรูปทรงให้คมชัด

ทั้งสองโปรแกรมไม่เหมาะกับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้ที่มีอาการแพ้ส่วนผสม และควรแจ้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหากมีประวัติคีลอยด์หรือโรคภูมิคุ้มกันก่อนตัดสินใจทำ

ผลข้างเคียงและข้อควรระวัง

ฟิลเลอร์ HA อาจมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยหลังฉีด ซึ่งมักหายได้เองภายใน 1-3 วัน หากมีอาการผิดปกติ เช่น บวมมากผิดปกติหรือปวดรุนแรง ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที ข้อดีของฟิลเลอร์ HA คือหากไม่พอใจผลลัพธ์ สามารถใช้เอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดสสลายออกได้ในกรณีจำเป็น

Juvelook Volume อาจมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีดในช่วง 2-3 วันแรก ซึ่งมักหายได้เองเช่นกัน แต่เนื่องจากเป็นการกระตุ้นคอลลาเจนแบบค่อยเป็นค่อยไป จึงไม่มีตัวสลายแบบฟิลเลอร์ HA หากต้องการปรับผลลัพธ์ ต้องรอให้ร่างกายค่อย ๆ ดูดซึมไปตามธรรมชาติ ทั้งนี้ผลลัพธ์และผลข้างเคียงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเอง

ภาพแสดงดาวน์ไทม์และข้อควรระวังของฟิลเลอร์ HA และ Juvelook Volume

ระยะเวลาอยู่ได้นานแค่ไหน และราคา

ฟิลเลอร์ HA อยู่ได้ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับบริเวณและชนิดของฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ เมื่อวอลลุ่มเริ่มยุบลง ก็มักพิจารณาฉีดเติมในรอบถัดไป

Juvelook Volume มักฉีดห่างกันครั้งละ 4-6 สัปดาห์ ต่อเนื่อง 2-3 ครั้ง เมื่อคอลลาเจนที่สร้างขึ้นเริ่มลดลงตามธรรมชาติ ก็สามารถฉีดเสริมซ้ำในบริเวณเดิมได้ ราคาของทั้งสองโปรแกรมเริ่มต้นที่หลักหมื่น และขึ้นอยู่กับปริมาณ บริเวณ และการออกแบบการรักษาของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแต่ละราย *ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง ควรสอบถามเพิ่มเติม ดูรายละเอียดราคาล่าสุดได้ที่ หน้าราคา

สรุป

ฟิลเลอร์ HA เติมวอลลุ่มให้เห็นผลได้ตั้งแต่วันฉีด ส่วน Juvelook Volume ค่อย ๆ กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองทีละน้อย ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจ หากคุณกำลังกังวลเรื่องอยากเติมวอลลุ่มแต่ไม่แน่ใจว่าจะเลือกแบบไหนดี ทักมาปรึกษา BeautyStone Clinic ที่ย่านฮับจอง กรุงโซล ผ่าน LINE ได้เลยนะคะ ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

คำถามที่พบบ่อย

Q1. Juvelook Volume ต้องฉีดกี่ครั้งถึงจะเห็นผลชัด?

ส่วนใหญ่ฉีดต่อเนื่อง 2-3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 4-6 สัปดาห์ เพราะเป็นการกระตุ้นให้คอลลาเจนค่อย ๆ สะสมทีละชั้น ไม่ใช่การเติมวอลลุ่มครั้งเดียวจบ ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลค่ะ

Q2. ฟิลเลอร์ HA กับ Juvelook Volume เจ็บต่างกันไหม?

ทั้งสองโปรแกรมมักใช้ยาชาเฉพาะที่ก่อนฉีดเพื่อลดความรู้สึกเจ็บ ความรู้สึกอาจต่างกันเล็กน้อยตามปริมาณและบริเวณที่ฉีด หากกังวลเรื่องความเจ็บ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Q3. ดาวน์ไทม์ของทั้งสองโปรแกรมนานแค่ไหน?

ฟิลเลอร์ HA มักมีอาการบวมเล็กน้อยไม่กี่วัน ส่วน Juvelook Volume อาจมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยในช่วง 2-3 วันแรก ซึ่งมักหายได้เอง หากมีอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

Q4. ราคาฟิลเลอร์ HA กับ Juvelook Volume ต่างกันไหม?

ราคาของทั้งสองโปรแกรมเริ่มต้นที่หลักหมื่น และขึ้นอยู่กับปริมาณ บริเวณ และการออกแบบการรักษาของแพทย์แต่ละราย ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง ดูรายละเอียดล่าสุดได้ที่หน้าราคาของคลินิก

บทความแนะนำ

ภาพปกเรื่องขมับยุบควรเลือกฟิลเลอร์หรือ Sculptraรูปหน้าและวอลุ่ม

ขมับยุบ ควรเลือกฟิลเลอร์หรือ Sculptra ดี

ทั้งสองอย่างไม่ได้แข่งกัน แต่เป็นทางเลือกที่นิสัยต่างกัน พอรู้ว่าขมับของเรายุบแบบไหนและรอไหวแค่ไหน คำตอบก็จะชัดขึ้นเองค่ะ

เปรียบเทียบ Juvelook Volume และฟิลเลอร์ HA สำหรับแก้คางสั้นรูปหน้าและวอลุ่ม

Juvelook Volume กับฟิลเลอร์ ต่างกันยังไง ถ้าอยากแก้คางสั้น?

Juvelook Volume กระตุ้นคอลลาเจนให้ค่อย ๆ เติมเต็มจากข้างใน ส่วนฟิลเลอร์ HA ปั้นรูปคางได้ทันที ทั้งสองเส้นทางมีข้อดีและข้อจำกัดต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและเป้าหมายของแต่ละคนค่ะ

ภาพประกอบ Onda Microwave ช่วยลดคางสองชั้นและกระชับผิวรูปหน้าและวอลุ่ม

Onda ลดคางสองชั้น กี่ครั้งถึงเห็นผล?

คางสองชั้นเกิดจากทั้งชั้นไขมันและผิวที่เริ่มหย่อนคล้อย ทำให้การดูแลด้วยวิธีทั่วไปได้ผลช้า Onda Microwave เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากจัดการสองปัญหานี้ไปพร้อมกัน

บทความล่าสุด

ผู้หญิงกังวลเรื่องผิวแดงหลังทำ Oligio X ก่อนวันงานสำคัญลิฟติ้ง

ทำ Oligio X ก่อนวันงาน หน้าจะแดงจนถ่ายรูปไม่สวยไหม?

อาการแดงและตึงหลังทำ Oligio X มักอยู่สั้นกว่าที่กังวล บทความนี้สรุปว่าผิวเปลี่ยนไปอย่างไรในแต่ละช่วง และควรเผื่อเวลากี่วันก่อนวันถ่ายรูป

ยังไม่ได้หยุดเรตินอลก่อนทำ Potenza ต้องเลื่อนนัดไหมลิฟติ้ง

ยังไม่ได้หยุดเรตินอลก่อนทำ Potenza ต้องเลื่อนนัดไหม?

ลืมพักเรตินอล การผลัดเซลล์ผิว หรือการแวกซ์ก่อนทำ Potenza ไม่ได้แปลว่าต้องยกเลิกคิวเสมอไป มาดูกันว่าอะไรคือตัวชี้ขาดและคุณหมอจะประเมินอย่างไร

ภาพปกเรื่องขมับยุบควรเลือกฟิลเลอร์หรือ Sculptraรูปหน้าและวอลุ่ม

ขมับยุบ ควรเลือกฟิลเลอร์หรือ Sculptra ดี

ทั้งสองอย่างไม่ได้แข่งกัน แต่เป็นทางเลือกที่นิสัยต่างกัน พอรู้ว่าขมับของเรายุบแบบไหนและรอไหวแค่ไหน คำตอบก็จะชัดขึ้นเองค่ะ

ภาพหน้าปกเรื่องร่องแก้มลึกขึ้นเพราะผิวหย่อนหรือวอลลุ่มที่ลดลงลิฟติ้ง

ร่องแก้มลึกขึ้นเพราะหย่อนหรือวอลลุ่มหาย ดูอย่างไรก่อนเลือก Sofwave

เงาที่กลางใบหน้ามักเกิดจากผิวหย่อนและวอลลุ่มที่ลดลงซ้อนกัน ลองแยกสองอย่างนี้ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่า Sofwave ตอบโจทย์ของเราหรือไม่

ขนที่ขึ้นมาใหม่หลังหยุดทำเลเซอร์กำจัดขน — ต้องเริ่มต้นใหม่จริงไหมกำจัดขน

หยุดกำจัดขนแล้วขนขึ้นมาใหม่ ครั้งที่ทำไปแล้วหายไปเลยไหม?

หยุดทำเลเซอร์กำจัดขนไปหลายเดือนแล้วเห็นขนขึ้นมาอีก ใจหนึ่งก็กังวลว่าทุกอย่างที่ทำไปหายเปล่า จริง ๆ แล้วขนที่ถูกทำลายรากไปแล้วไม่ได้กลับมา แต่รอบขนที่เคยอยู่ในระยะพักตัวอาจโผล่ขึ้นมาใหม่ได้

ภาพตัดขวางผิวหน้าแสดงเส้นทางไวรัสเริม HSV-1 จากผิวหน้าลงสู่ปมประสาทผิวหนัง

มีประวัติเป็นเริมที่ปาก ทำหัตถการบนใบหน้าได้ไหม?

เริมที่ปาก (Herpes Simplex Virus Type 1 หรือ HSV-1) ไม่ได้ห้ามทำหัตถการบนใบหน้าตลอดชีวิต แต่มีบางช่วงเวลาและบางประเภทหัตถการที่ความเสี่ยงสูงกว่าปกติ ถ้ารู้หลักการประเมิน ก็สามารถตัดสินใจได้อย่างปลอดภัยค่ะ

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors