ภาพแสดงความแตกต่างระหว่าง Juvelook Volume และฟิลเลอร์ HA
รูปหน้าและวอลุ่ม

Juvelook Volume กับฟิลเลอร์ HA ต่างกันตรงไหน เลือกแบบไหนดี

ฟิลเลอร์ HA เติมวอลลุ่มให้เห็นผลได้ตั้งแต่วันฉีด ส่วน Juvelook Volume ค่อย ๆ กระตุ้นคอลลาเจนในหลายสัปดาห์ วอลลุ่มปริมาณเท่ากัน แต่เส้นเวลาที่ได้เห็นผลไม่เหมือนกัน

วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน · 16 สิงหาคม 2026
6นาที
ไม่แน่ใจว่าเหมาะกับตัวเองไหมดูจากรูปหรือบทความอย่างเดียวบอกได้ยาก ปรึกษาเป็นภาษาไทยได้ แผนการรักษาจะสรุปหลังพบแพทย์ที่คลินิก* มีเจ้าหน้าที่ภาษาไทย · ถามได้โดยตรงทาง LINEถามคุณหมอ

หลายคนที่มาปรึกษาเรื่อง "อยากเติมวอลลุ่ม" มักได้ยินสองชื่อพร้อมกัน คือฟิลเลอร์ HA และ Juvelook Volume ทั้งที่ทั้งคู่ถูกเรียกว่าเป็นกลุ่ม "สร้างวอลลุ่ม" เหมือนกัน แต่จริง ๆ แล้ววิธีการสร้างเนื้อเยื่อ และเวลาที่ต้องรอผลลัพธ์นั้นต่างกันตั้งแต่ต้น บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกความแตกต่างของสองทางเลือกนี้ พร้อมแนะนำแนวทางเลือกให้เหมาะกับตัวเองค่ะ

Juvelook Volume กับฟิลเลอร์ HA คืออะไร

ฟิลเลอร์ HA (Filler) คือสารเจลกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) ที่ฉีดเข้าไปเพื่อเติมเต็มบริเวณที่ขาดวอลลุ่มโดยตรง เนื้อเจลจะอยู่ในตำแหน่งที่ฉีดและให้ผลลัพธ์เป็นรูปทรงทันที

ส่วน Juvelook Volume เป็นโปรแกรมในกลุ่มคอลลาเจนบูสเตอร์ ที่ใช้สาร PDLLA* ร่วมกับกรดไฮยาลูโรนิกชนิดไม่ผูกขวาง (non-crosslinked HA) แทนที่จะเติมวอลลุ่มแบบตรง ๆ สาร PDLLA จะค่อย ๆ กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองทีละน้อย

PDLLA*: Poly-D,L-lactic Acid สารในกลุ่มกรดแลคติกที่สลายตัวช้า ๆ ในชั้นผิว และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปพร้อมกัน มักใช้ในโปรแกรมคอลลาเจนบูสเตอร์อย่าง Juvelook

กลไกการสร้างวอลลุ่มต่างกันอย่างไร

ฟิลเลอร์ HA เห็นผลได้ตั้งแต่วันที่ฉีด เพราะเนื้อเจลอยู่ในตำแหน่งที่ฉีดตั้งแต่วินาทีแรก มีข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่าฟิลเลอร์ที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูโรนิกถูกใช้เพื่อฟื้นฟูวอลลุ่มที่หายไปและปรับรูปหน้าให้ชัดขึ้น หลังฉีดอาจมีอาการบวมเล็กน้อยในช่วงแรก แต่เมื่ออาการบวมยุบลง รูปทรงก็จะดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

Juvelook Volume เดินเรื่องกลับกัน ช่วงแรกหลังฉีดอาจดูอิ่มขึ้นเล็กน้อยจากส่วนผสมเสริม แต่การเปลี่ยนแปลงจริงจะค่อย ๆ ปรากฏในอีกหลายสัปดาห์ถัดมา เมื่อคอลลาเจนถูกสร้างขึ้นใหม่ในชั้นผิว มีงานวิจัยในสัตว์ทดลองที่ศึกษาผิวที่มีอายุมากขึ้น รายงานว่า PDLLA อาจช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและหลอดเลือดใหม่ในชั้นผิว พูดง่าย ๆ คือ วอลลุ่มปริมาณเท่ากัน แต่เส้นเวลาที่ได้เห็นผลไม่เหมือนกันเลยค่ะ

ภาพแสดงกลไกการสร้างวอลลุ่มของฟิลเลอร์ HA และ Juvelook Volume

ผลลัพธ์เห็นเร็วหรือช้า ต่างกันตรงไหน

ความต่างของเส้นเวลานี้มีผลต่อการวางแผนวันสำคัญมาก หากมีงานแต่งงาน งานถ่ายรูป หรือนัดสำคัญที่อยากให้วอลลุ่มดูชัดตั้งแต่วันนั้น ฟิลเลอร์ HA จะวางแผนง่ายกว่า เพราะเว้นช่วงให้บวมยุบประมาณ 1-2 สัปดาห์ก็พร้อมออกงานได้แล้ว

ในทางกลับกัน Juvelook Volume ใช้เวลาประมาณ 4-8 สัปดาห์กว่าคอลลาเจนจะค่อย ๆ ก่อตัวจนเห็นรูปทรงชัดเจน จึงเหมาะกับคนที่วางแผนล่วงหน้า 2-3 เดือนก่อนงานสำคัญ มากกว่าจะทำใกล้วันงาน และมักฉีดต่อเนื่อง 2-3 ครั้งแทนการฉีดครั้งเดียวจบ เพื่อให้คอลลาเจนสะสมทีละชั้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ภาพแสดงระยะเวลาที่เห็นผลลัพธ์ของฟิลเลอร์ HA และ Juvelook Volume

เหมาะกับใคร เหมาะกับบริเวณไหน

บริเวณที่มีการขยับบ่อยกับบริเวณที่เป็นพื้นที่กว้าง เหมาะกับแนวทางที่ต่างกันค่ะ

  • ใต้ตา ร่องแก้ม ริมฝีปาก — ฟิลเลอร์ HA ปรับความหนืดของเนื้อเจลได้หลายระดับ จึงควบคุมวอลลุ่มในจุดเล็ก ๆ ได้ละเอียดกว่า
  • โหนกแก้มที่ยุบ กลางแก้ม หรือขมับ — Juvelook Volume มักถูกพูดถึงบ่อยในบริเวณนี้ เพราะเป็นการค่อย ๆ เติมความแน่นของผิวทีละชั้น มากกว่าการเติมวอลลุ่มแบบพองขึ้นทันที
  • ปลายคาง สันจมูก — ฟิลเลอร์ HA ให้ผลลัพธ์ที่คาดเดาได้ตรงไปตรงมากว่าสำหรับการปรับรูปทรงให้คมชัด

ทั้งสองโปรแกรมไม่เหมาะกับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้ที่มีอาการแพ้ส่วนผสม และควรแจ้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหากมีประวัติคีลอยด์หรือโรคภูมิคุ้มกันก่อนตัดสินใจทำ

ผลข้างเคียงและข้อควรระวัง

ฟิลเลอร์ HA อาจมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยหลังฉีด ซึ่งมักหายได้เองภายใน 1-3 วัน หากมีอาการผิดปกติ เช่น บวมมากผิดปกติหรือปวดรุนแรง ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที ข้อดีของฟิลเลอร์ HA คือหากไม่พอใจผลลัพธ์ สามารถใช้เอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดสสลายออกได้ในกรณีจำเป็น

Juvelook Volume อาจมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีดในช่วง 2-3 วันแรก ซึ่งมักหายได้เองเช่นกัน แต่เนื่องจากเป็นการกระตุ้นคอลลาเจนแบบค่อยเป็นค่อยไป จึงไม่มีตัวสลายแบบฟิลเลอร์ HA หากต้องการปรับผลลัพธ์ ต้องรอให้ร่างกายค่อย ๆ ดูดซึมไปตามธรรมชาติ ทั้งนี้ผลลัพธ์และผลข้างเคียงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเอง

ภาพแสดงดาวน์ไทม์และข้อควรระวังของฟิลเลอร์ HA และ Juvelook Volume

ระยะเวลาอยู่ได้นานแค่ไหน และราคา

ฟิลเลอร์ HA อยู่ได้ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับบริเวณและชนิดของฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ เมื่อวอลลุ่มเริ่มยุบลง ก็มักพิจารณาฉีดเติมในรอบถัดไป

Juvelook Volume มักฉีดห่างกันครั้งละ 4-6 สัปดาห์ ต่อเนื่อง 2-3 ครั้ง เมื่อคอลลาเจนที่สร้างขึ้นเริ่มลดลงตามธรรมชาติ ก็สามารถฉีดเสริมซ้ำในบริเวณเดิมได้ ราคาของทั้งสองโปรแกรมเริ่มต้นที่หลักหมื่น และขึ้นอยู่กับปริมาณ บริเวณ และการออกแบบการรักษาของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแต่ละราย *ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง ควรสอบถามเพิ่มเติม ดูรายละเอียดราคาล่าสุดได้ที่ หน้าราคา

สรุป

ฟิลเลอร์ HA เติมวอลลุ่มให้เห็นผลได้ตั้งแต่วันฉีด ส่วน Juvelook Volume ค่อย ๆ กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองทีละน้อย ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจ หากคุณกำลังกังวลเรื่องอยากเติมวอลลุ่มแต่ไม่แน่ใจว่าจะเลือกแบบไหนดี ทักมาปรึกษา Beautystone Clinic ที่ย่านฮับจอง กรุงโซล ผ่าน LINE ได้เลยนะคะ ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

คำถามที่พบบ่อย

Q1. Juvelook Volume ต้องฉีดกี่ครั้งถึงจะเห็นผลชัด?

ส่วนใหญ่ฉีดต่อเนื่อง 2-3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 4-6 สัปดาห์ เพราะเป็นการกระตุ้นให้คอลลาเจนค่อย ๆ สะสมทีละชั้น ไม่ใช่การเติมวอลลุ่มครั้งเดียวจบ ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลค่ะ

Q2. ฟิลเลอร์ HA กับ Juvelook Volume เจ็บต่างกันไหม?

ทั้งสองโปรแกรมมักใช้ยาชาเฉพาะที่ก่อนฉีดเพื่อลดความรู้สึกเจ็บ ความรู้สึกอาจต่างกันเล็กน้อยตามปริมาณและบริเวณที่ฉีด หากกังวลเรื่องความเจ็บ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Q3. ดาวน์ไทม์ของทั้งสองโปรแกรมนานแค่ไหน?

ฟิลเลอร์ HA มักมีอาการบวมเล็กน้อยไม่กี่วัน ส่วน Juvelook Volume อาจมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยในช่วง 2-3 วันแรก ซึ่งมักหายได้เอง หากมีอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

Q4. ราคาฟิลเลอร์ HA กับ Juvelook Volume ต่างกันไหม?

ราคาของทั้งสองโปรแกรมเริ่มต้นที่หลักหมื่น และขึ้นอยู่กับปริมาณ บริเวณ และการออกแบบการรักษาของแพทย์แต่ละราย ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง ดูรายละเอียดล่าสุดได้ที่หน้าราคาของคลินิก

บทความแนะนำ

ฉีดฟิลเลอร์ถุงยิ้มใต้ตาแล้วจะดูบวมไหม? ตำแหน่งและปริมาณคือคำตอบรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดฟิลเลอร์ถุงยิ้มใต้ตาแล้วจะดูบวมไหม? ตำแหน่งและปริมาณคือคำตอบ

ถุงยิ้มใต้ตาคือแนวกล้ามเนื้อ ฟิลเลอร์ควรวางเป็นชั้นบาง ๆ ตามแนวนั้น มาดูตำแหน่ง ปริมาณ และกรณีที่ควรตรวจไขมันใต้ตาก่อนค่ะ

ฉีดโบท็อกซ์แก้นอนกัดฟัน กัดฟันจะหยุดไหม? สิ่งที่ลดคือแรงกัดรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดโบท็อกซ์แก้นอนกัดฟัน กัดฟันจะหยุดไหม? สิ่งที่ลดคือแรงกัด

งานวิจัยที่ตรวจการนอนหลับตลอดคืนพบว่าโบท็อกซ์ที่ขากรรไกรลดแรงกัดฟันได้ราว 12 สัปดาห์ แต่ไม่ได้ลดจำนวนครั้งอย่างชัดเจน มาดูว่าอาการตึงตอนเช้าและภาระที่ฟันจะเปลี่ยนไปอย่างไรค่ะ

ฟิลเลอร์แก้มข้าง ฉีดแล้วหน้าจะดูกว้างขึ้นไหม? ดูที่แก้มตอบหรือหย่อนรูปหน้าและวอลุ่ม

ฟิลเลอร์แก้มข้าง ฉีดแล้วหน้าจะดูกว้างขึ้นไหม? ดูที่แก้มตอบหรือหย่อน

แก้มข้างที่ตอบเพราะไขมันลดลง ถ้าเติมทีละน้อยจะช่วยให้เส้นใต้โหนกแก้มดูเรียบขึ้น แต่ถ้าเติมเงาที่เกิดจากผิวหย่อน หรือฉีดทีเดียวปริมาณมาก หน้าจะดูหนักและกว้างขึ้นได้ค่ะ

บทความล่าสุด

ฉีดฟิลเลอร์ถุงยิ้มใต้ตาแล้วจะดูบวมไหม? ตำแหน่งและปริมาณคือคำตอบรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดฟิลเลอร์ถุงยิ้มใต้ตาแล้วจะดูบวมไหม? ตำแหน่งและปริมาณคือคำตอบ

ถุงยิ้มใต้ตาคือแนวกล้ามเนื้อ ฟิลเลอร์ควรวางเป็นชั้นบาง ๆ ตามแนวนั้น มาดูตำแหน่ง ปริมาณ และกรณีที่ควรตรวจไขมันใต้ตาก่อนค่ะ

ฉีดโบท็อกซ์แก้นอนกัดฟัน กัดฟันจะหยุดไหม? สิ่งที่ลดคือแรงกัดรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดโบท็อกซ์แก้นอนกัดฟัน กัดฟันจะหยุดไหม? สิ่งที่ลดคือแรงกัด

งานวิจัยที่ตรวจการนอนหลับตลอดคืนพบว่าโบท็อกซ์ที่ขากรรไกรลดแรงกัดฟันได้ราว 12 สัปดาห์ แต่ไม่ได้ลดจำนวนครั้งอย่างชัดเจน มาดูว่าอาการตึงตอนเช้าและภาระที่ฟันจะเปลี่ยนไปอย่างไรค่ะ

ฟิลเลอร์แก้มข้าง ฉีดแล้วหน้าจะดูกว้างขึ้นไหม? ดูที่แก้มตอบหรือหย่อนรูปหน้าและวอลุ่ม

ฟิลเลอร์แก้มข้าง ฉีดแล้วหน้าจะดูกว้างขึ้นไหม? ดูที่แก้มตอบหรือหย่อน

แก้มข้างที่ตอบเพราะไขมันลดลง ถ้าเติมทีละน้อยจะช่วยให้เส้นใต้โหนกแก้มดูเรียบขึ้น แต่ถ้าเติมเงาที่เกิดจากผิวหย่อน หรือฉีดทีเดียวปริมาณมาก หน้าจะดูหนักและกว้างขึ้นได้ค่ะ

Onda ต้นขาด้านใน หยิบได้หนาแค่ไหนถึงจะเหมาะ?บอดี้

Onda ต้นขาด้านใน หยิบได้หนาแค่ไหนถึงจะเหมาะ?

ต้นขาด้านในที่หยิบได้หนาตั้งแต่ราว 2 ซม. และมีไขมันใต้ผิวอย่างน้อย 1 ซม. เหมาะกับ Onda มากที่สุด ส่วนผิวบางที่ย่นยังทำได้ แต่การเปลี่ยนแปลงจะน้อยกว่าค่ะ

เลเซอร์หนวดหลายครั้งแล้วไม่ลดลง ควรเปลี่ยนเป็น 1064nm ไหม?ผู้ชาย

เลเซอร์หนวดหลายครั้งแล้วไม่ลดลง ควรเปลี่ยนเป็น 1064nm ไหม?

หนวดหนาสีเข้มที่ไม่ลดอีกหลังเลเซอร์หลายครั้ง ควรเช็กก่อนเพิ่มครั้งว่าคลินิกเปลี่ยนเป็น 1064nm และตั้งพลังงานใหม่ได้ไหม บทความนี้อธิบายความต่างของสองคลื่น ข้อจำกัดของงานวิจัย และอาการหลังทำที่ควรติดต่อคลินิก

คางเป็นก้อนขรุขระตอนหุบปาก ฉีดโบท็อกซ์นิดเดียวพอไหม?รูปหน้าและวอลุ่ม

คางเป็นก้อนขรุขระตอนหุบปาก ฉีดโบท็อกซ์นิดเดียวพอไหม?

คางที่เป็นก้อนขรุขระเฉพาะตอนหุบปาก มักเกิดจากกล้ามเนื้อคางทำงานมากเกินไป และมักตอบสนองกับโบท็อกซ์ปริมาณน้อย ส่วนริ้วรอยที่ค้างอยู่หรือคางสั้นอาจต้องดูเรื่องผิวและวอลลุ่มร่วมด้วย

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors