โบท็อกซ์กราม เป็นเรื่องของ 'กระดูก' หรือ 'กล้ามเนื้อ'? วิธีเช็กให้รู้ผลใน 3 วินาที
โบท็อกซ์กรามได้ผลดีที่สุดสำหรับผู้ที่มีกล้ามเนื้อนูนออกมาเมื่อกัดฟันแน่น บทความนี้จะอธิบายวิธีแยกแยะว่าเป็นประเภทกระดูกหรือกล้ามเนื้อ พร้อมหลักการทำงานของการรักษา


วียองจิน
ผู้อำนวยการ
![[บันทึกภาคปฏิบัติของวี ยองจิน] โบท็อกซ์กราม ทำไมระยะเวลาผลลัพธ์ถึงแตกต่างกันในแต่ละคน?](https://wazsqvuzlsxxykdisytt.supabase.co/storage/v1/object/public/blog-images/uploads/1775995631260-xdamh0y7.webp)
โบท็อกซ์กราม
ได้ผลกับฉันไหมนะ?
คลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด
วี ยองจิน ค่ะ
💡 ก่อนอ่าน ลองเช็กตัวเองก่อนเลยนะคะ
Q. ถ้ามีกรามกว้าง ก็แค่ฉีดโบท็อกซ์ได้เลยใช่ไหม?
A. ไม่ใช่เสมอไปค่ะ
ผลลัพธ์จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ขึ้นอยู่กับว่าสาเหตุของกรามกว้างมาจาก 'กระดูก' หรือ 'กล้ามเนื้อ'
เพราะโบท็อกซ์ออกฤทธิ์ได้เฉพาะกับกล้ามเนื้อเท่านั้นค่ะ
Q. แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเป็นประเภทกล้ามเนื้อหรือกระดูก?
A. ลองกัดฟันแน่นๆ แล้วสังเกตบริเวณข้างกรามค่ะ
ถ้ามีกล้ามเนื้อนูนออกมาอย่างชัดเจน แสดงว่าเป็นประเภทกล้ามเนื้อ
ลองใช้มือคลำบริเวณนั้นดูได้เลยค่ะ
📌 สรุปประเด็นสำคัญของบทความนี้
โบท็อกซ์กรามเหมาะสำหรับผู้ที่มีกล้ามเนื้อกรามนูนออกมาเมื่อกัดฟันแน่น
และช่วยให้กรอบหน้าส่วนล่างที่กว้างจากกล้ามเนื้อที่พัฒนามากเกินไป
ดูเรียวสวยขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

ลองกัดฟันแน่นๆ ดูค่ะ
คำตอบอยู่ที่นั่นเลย
เวลาค้นหาข้อมูลเรื่องกรามกว้าง
มักจะเจอข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนยูนิต ราคา หรือระยะเวลาผลลัพธ์
กันเยอะมากใช่ไหมคะ
แต่จริงๆ แล้ว ก่อนอื่นเลย
มีสิ่งหนึ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนค่ะ
ลองกัดฟันแน่นๆ ดูตอนนี้เลยนะคะ
บริเวณด้านล่างกราม ฝั่งแก้ม
มีกล้ามเนื้อนูนออกมาไหมคะ?
เมื่อใช้มือคลำดู
รู้สึกแข็งและตึงไหมคะ?
ถ้าใช่ แสดงว่าคุณเป็นประเภทกล้ามเนื้อเคี้ยวพัฒนามากเกินไปค่ะ
กล้ามเนื้อเคี้ยว (Masseter) คือกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคี้ยวอาหาร
เมื่อมีการพัฒนามากเกินไป จะทำให้กรอบหน้าส่วนล่างดูกว้างขึ้นค่ะ
โบท็อกซ์ทำงานโดยการฉีดตรงเข้าที่กล้ามเนื้อเคี้ยวนี้โดยตรง
เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อลงค่ะ
เมื่อกล้ามเนื้อถูกใช้งานน้อยลง มันจะค่อยๆ ลีบและบางลง
ผลลัพธ์ที่ได้คือกรอบหน้าส่วนล่างดูเรียวสวยขึ้นค่ะ
แต่ในทางกลับกัน ถ้ากัดฟันแล้วแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย?
นั่นอาจเป็นกรณีที่กระดูกพัฒนาตามธรรมชาติค่ะ
พูดตรงๆ เลยนะคะ สำหรับกรณีแบบนี้ โบท็อกซ์อาจไม่สามารถ
สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดูดราม่าอย่างที่คาดหวังได้ค่ะ
เพราะกระดูกไม่สามารถลดขนาดได้ด้วยโบท็อกซ์ค่ะ
หลายคนมักเข้าใจผิดในจุดนี้
โบท็อกซ์กรามไม่ได้ช่วยกำจัดกรามกว้างได้ทุกประเภท
แต่เป็นการรักษาที่ช่วยลดกรามกว้างที่ 'มีสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อ' เท่านั้นนะคะ
การแยกแยะตรงนี้ให้ได้ก่อนเริ่มการรักษา จึงเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ
👨⚕️ สรุปประเด็นสำคัญจากแพทย์วี ยองจิน
หากกัดฟันแน่นแล้วกล้ามเนื้อกรามนูนออกมาชัดเจน
แสดงว่าคุณเป็นประเภทกล้ามเนื้อพัฒนามากเกินไปค่ะ
โบท็อกซ์ออกฤทธิ์ที่กล้ามเนื้อนี้
ทำให้กรอบหน้าดูเรียวสวยขึ้นได้ค่ะ
ในทางกลับกัน หากสาเหตุมาจากกระดูก
ประสิทธิภาพของโบท็อกซ์อาจมีข้อจำกัดนะคะ
การทำความเข้าใจว่าตัวเองเป็นประเภทใด
ก่อนเข้ารับการรักษา คือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ค่ะ

ถ้าฉันเป็นประเภทกล้ามเนื้อ
ควรเข้ารับการรักษาอย่างไร?
เมื่อยืนยันแล้วว่าเป็นประเภทกล้ามเนื้อ
สิ่งต่อไปที่ต้องพิจารณาคือความหนาและขนาดของกล้ามเนื้อเคี้ยวค่ะ
บางคนมีกล้ามเนื้อเคี้ยวที่กระจายเป็นบริเวณกว้าง
ในขณะที่บางคนมีความหนาเฉพาะบางจุดค่ะ
แม้แต่ละเคสจะแตกต่างกัน
แต่โดยทั่วไปแพทย์จะทำดังนี้ค่ะ
ตรวจรักษาโดยแพทย์โดยตรง ด้วยการคลำกล้ามเนื้อเคี้ยวในห้องตรวจ
และตัดสินใจในทันทีว่าควรฉีดบริเวณใด และในปริมาณเท่าใดค่ะ
สิ่งที่ต้องระวังคือ ไม่ควรยึดติดกับจำนวนยูนิตเพียงอย่างเดียวค่ะ
หากใช้ยาน้อยเกินไปสำหรับกล้ามเนื้อขนาดใหญ่และหนา
ผลลัพธ์จะออกมาไม่ชัดเจน และกล้ามเนื้อจะกลับมาเร็วกว่าที่ควรค่ะ
ในทางกลับกัน หากใช้มากเกินไปกับผู้ที่มีกล้ามเนื้อเคี้ยวบางอยู่แล้ว
อาจทำให้แรงกัดลดลงมากจนรู้สึกไม่สบายในการเคี้ยวอาหารได้ค่ะ
และมีสิ่งสำคัญอีกอย่างที่อยากบอกค่ะ
หลายคนมักคาดหวังว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน
ทันทีหลังจากการรักษาครั้งแรก
แต่โบท็อกซ์กล้ามเนื้อเคี้ยวนั้น ผลลัพธ์จะค่อยๆ ปรากฏขึ้น
เมื่อกล้ามเนื้อค่อยๆ ลีบลงค่ะ
โดยทั่วไปจะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงได้
ในช่วงสัปดาห์ที่ 2-4 หลังการฉีดค่ะ
และควรประเมินผลลัพธ์ที่แท้จริง
หลังจากผ่านไป 1-2 เดือนจึงจะแม่นยำที่สุดค่ะ
มีอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องแจ้งให้ทราบค่ะ
นั่นคือระยะเวลาของผลลัพธ์ไม่ได้คงอยู่ถาวรค่ะ
แม้จะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล แต่โดยทั่วไปหลังจากประมาณ 4-6 เดือน
กล้ามเนื้อจะค่อยๆ กลับมาทำงานอีกครั้ง และผลลัพธ์จะลดลงค่ะ
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ
มักพบว่ากล้ามเนื้อเคี้ยวมีแนวโน้มบางลงเรื่อยๆ ตามจำนวนครั้งที่รักษา
ทำให้ระยะห่างระหว่างการรักษาสามารถยาวนานขึ้นได้ค่ะ
มีผู้ที่เคยไม่ได้ผลจากที่อื่น แล้วมาทำที่นี่
พอทำไป 2-3 ครั้งก็พอใจมากขึ้น
ส่วนใหญ่พบว่าสาเหตุมาจากการใช้ยายูนิตน้อยเกินไปตั้งแต่ต้นค่ะ
การใช้ปริมาณที่เหมาะสมกับขนาดกล้ามเนื้อ
จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีค่ะ
คำถามที่พบบ่อย
Q1. หลังฉีดโบท็อกซ์แล้ว การเคี้ยวอาหารจะลำบากไหม?
A. นี่เป็นคำถามที่ถามกันบ่อยมากค่ะ
สำหรับการรับประทานอาหารในชีวิตประจำวัน
แทบไม่มีผู้ที่รู้สึกไม่สบายค่ะ
อย่างไรก็ตาม อาหารที่แข็งหรือเหนียว เช่น เนื้อสัตว์เนื้อแน่น
หรือถั่วแข็งๆ อาจรู้สึกยากขึ้นในช่วงแรกหลังการรักษาค่ะ
เนื่องจากกล้ามเนื้อเคี้ยวมีส่วนเกี่ยวข้องกับการบดเคี้ยวโดยตรง
เมื่อการทำงานของกล้ามเนื้อลดลง แรงกัดก็จะลดลงชั่วคราวด้วยค่ะ
แต่เมื่อเวลาผ่านไปร่างกายจะปรับตัวเองได้ตามธรรมชาติ
และแทบไม่มีกรณีที่ส่งผลกระทบต่อการรับประทานอาหารตามปกติค่ะ
Q2. ถ้าหน้าเรียวเกินไป จะทำให้ดูแก่ลงไหม?
A. พูดตรงๆ เลยนะคะ
ความกังวลนี้ไม่ได้ไร้เหตุผลเลยค่ะ
หากลดกล้ามเนื้อเคี้ยวลงมากเกินไป
อาจทำให้หน้าดูยุบและขาดวอลุ่มได้ค่ะ
โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีอายุมากขึ้น
ซึ่งอยู่ในช่วงที่ชั้นไขมันใต้แก้มบางลงตามธรรมชาติ
หากกล้ามเนื้อเคี้ยวลีบลงด้วย อาจทำให้ใบหน้าดูผอมโซและแก่กว่าวัยได้ค่ะ
ดังนั้น สำหรับผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป
หรือผู้ที่รู้สึกว่าแก้มเริ่มยุบอยู่แล้ว
แนะนำให้ค่อยๆ ปรับเพิ่มปริมาณทีละขั้น
มากกว่าการใช้ปริมาณสูงสุดทันทีค่ะ
ขอบคุณที่ติดตามนะคะ นี่คือวี ยองจิน ค่ะ
บทความที่น่าสนใจ
▶ฉีดโบท็อกซ์กรามแล้วแก้มยุบ เกิดจากอะไรนะ?
▶หลังจากสั่งจ่าย Saxenda ครบ 6 เดือน ขอพูดตรงๆ ว่าเป็นอย่างนี้
▶10 คำถามที่ถามบ่อยที่สุดเกี่ยวกับ Shurink Universe แพทย์ตอบเองทุกข้อ







