ฮิปดิพฟิลเลอร์ราคาเท่าไหร่? ทำไมต้องฉีดหลายครั้งกว่าจะเห็นผล
ราคาฮิปดิพฟิลเลอร์มีช่วงกว้างตามปริมาณ ชนิดฟิลเลอร์ และพื้นที่ที่ต้องเติม บทความนี้พาไปดูปัจจัยที่กำหนดราคา เหตุผลที่ต้องแบ่งฉีดหลายครั้ง และข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ

วางแผนมาโซล
กำลังวางแผนมาโซลอยู่ใช่ไหม?
เวลาหาข้อมูลเรื่องฮิปดิพฟิลเลอร์ คำถามที่ทุกคนต้องเจอคือ "ราคาเท่าไหร่กันแน่" ค่ะ เพราะฮิปดิพเป็นบริเวณกว้างและต้องเติมปริมาตรมาก การคิดราคาจึงไม่เหมือนฟิลเลอร์หน้าที่คุ้นเคยกัน
ที่ราคามีช่วงกว้างไม่ใช่เพราะไม่มีมาตรฐาน แต่เป็นเพราะความลึกของรอยบุ๋ม พื้นที่ทั้งสองข้าง และชนิดของฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ ล้วนทำให้ปริมาณที่ต้องใช้แตกต่างกันไปในแต่ละคน อีกทั้งฮิปดิพฟิลเลอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้ฉีดให้ครบทีเดียว แต่แบ่งเป็นหลายครั้งเพื่อให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติที่สุด
บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปดูว่าอะไรที่ทำให้ราคาฮิปดิพฟิลเลอร์แตกต่างกัน ทำไมถึงต้องฉีดหลายครั้งแทนที่จะจบในครั้งเดียว ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน และมีข้อควรระวังอะไรก่อนตัดสินใจทำค่ะ
ทำไมราคาฮิปดิพฟิลเลอร์ถึงมีช่วงกว้าง
ฮิปดิพ (Hip Dip) คือรอยบุ๋มที่เกิดขึ้นบริเวณด้านข้างสะโพก ตรงจุดที่กระดูกเชิงกราน (Pelvis) บรรจบกับกระดูกต้นขา (Femur) เป็นลักษณะที่เกิดจากโครงสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อของแต่ละคน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวหรือสัดส่วนไขมันเสมอไป
สิ่งที่ทำให้ราคาของฮิปดิพฟิลเลอร์ต่างจากฟิลเลอร์หน้าอย่างชัดเจนคือปริมาณที่ต้องใช้ ฟิลเลอร์บริเวณใบหน้ามักพูดถึงในหน่วย 1-2 ซีซีต่อครั้ง แต่ฮิปดิพเป็นพื้นที่กว้างกว่ามาก จึงมักต้องใช้ปริมาณหลายซีซีต่อข้าง ยิ่งใช้ปริมาณมากเท่าไร จำนวนขวดฟิลเลอร์และค่าใช้จ่ายก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
พูดง่าย ๆ คือช่วงราคาที่กว้างไม่ได้เกิดจากความไม่แน่นอนของตลาด แต่เป็นผลลัพธ์ตามธรรมชาติจากความลึกและพื้นที่ของรอยบุ๋มที่แตกต่างกันในแต่ละคนค่ะ
3 ปัจจัยหลักที่กำหนดราคา
ปัจจัยที่มีผลต่อราคาฮิปดิพฟิลเลอร์สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้
- ปริมาณที่ต้องใช้ — รอยบุ๋มยิ่งลึกและพื้นที่ยิ่งกว้าง ปริมาณฟิลเลอร์ที่ต้องฉีดก็ยิ่งมากขึ้น
- ชนิดของฟิลเลอร์ — กรดไฮยาลูโรนิกสูตรเข้มข้นกับฟิลเลอร์ที่กระตุ้นคอลลาเจนของตัวเองมีราคาต่อซีซีและระยะเวลาที่อยู่ได้ต่างกัน
- ฉีดข้างเดียวหรือสองข้าง — หากทำทั้งสองข้างพร้อมกัน ปริมาณรวมมักเกือบสองเท่าของการทำข้างเดียว
| ชนิดฟิลเลอร์ | จุดเด่น | ระยะเวลาที่อยู่ได้โดยประมาณ |
|---|---|---|
| กรดไฮยาลูโรนิก (สูตรความเข้มข้นสูง) | เห็นผลเร็ว เติมปริมาตรได้ทันที | ประมาณ 6-12 เดือน |
| ฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน (เช่น PCL) | ค่อย ๆ กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนเอง | ประมาณ 12-24 เดือน |
| การปลูกถ่ายไขมันตัวเอง | ใช้ไขมันของตัวเอง ต้องประเมินเป็นรายบุคคล | แตกต่างกันมากในแต่ละคน |
ราคาที่แน่นอนแตกต่างกันไปในแต่ละคลินิกและชนิดฟิลเลอร์ที่ใช้ จึงแนะนำให้เข้ารับการปรึกษาเพื่อวัดปริมาณรอยบุ๋มของตัวเองก่อน แล้วจึงขอใบเสนอราคาที่ชัดเจนค่ะ

ทำไมต้องฉีดหลายครั้ง ไม่ฉีดทีเดียวจบ
ฮิปดิพฟิลเลอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้ฉีดปริมาณทั้งหมดในครั้งเดียว แต่แบ่งเป็นหลายครั้งเพื่อค่อย ๆ เติมให้เข้าที่
หากฉีดปริมาณมากในครั้งแรกเลย อาการบวมที่เกิดขึ้นจะทำให้ประเมินรูปทรงที่แท้จริงได้ยาก และอาจทำให้ผลลัพธ์ดูไม่เป็นธรรมชาติ แพทย์จึงมักแนะนำให้เริ่มจากประมาณ 60-70% ของปริมาณที่ประเมินไว้ รอให้บวมยุบและรูปทรงเข้าที่ก่อน แล้วจึงพิจารณาเติมส่วนที่เหลือในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา
- ครั้งที่ 1 — ฉีดประมาณ 60-70% ของปริมาณที่ประเมินไว้ เพื่อดูว่ารูปทรงเป็นธรรมชาติหรือไม่
- ครั้งที่ 2 (ถ้าจำเป็น ห่างจากครั้งแรก 4-8 สัปดาห์) — เติมส่วนที่เหลืออีก 30-40% เพื่อปรับรายละเอียดให้สมบูรณ์
- การติดตามผล (ประมาณ 6-12 เดือนหลังทำ) — ประเมินการสลายตัวของฟิลเลอร์และพิจารณาว่าต้องเติมเพิ่มหรือไม่
การแบ่งฉีดหลายครั้งไม่ได้มีไว้เพื่อแบ่งจ่ายเงิน แต่เป็นขั้นตอนที่ช่วยให้ประเมินผลลัพธ์ได้แม่นยำขึ้นหลังจากอาการบวมยุบลงแล้วค่ะ

ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน
ระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้ขึ้นอยู่กับชนิดฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ กรดไฮยาลูโรนิกมักอยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน ส่วนฟิลเลอร์ที่กระตุ้นคอลลาเจนของตัวเองมักอยู่ได้ประมาณ 12-24 เดือน ทั้งนี้ความเร็วในการสลายตัวมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับระบบเผาผลาญ ปริมาณการออกกำลังกาย และการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว
เนื่องจากบริเวณสะโพกไม่ได้เคลื่อนไหวบ่อยเหมือนกล้ามเนื้อใบหน้า หลายคนจึงรู้สึกว่าผลลัพธ์อยู่ได้นานกว่าฟิลเลอร์หน้าในความรู้สึก อย่างไรก็ตาม ควรประเมินสภาพร่างกายกับแพทย์เป็นระยะ ๆ เพื่อพิจารณาว่าต้องเติมเพิ่มเมื่อไหร่ค่ะ
ผลข้างเคียงและข้อควรระวังก่อนตัดสินใจทำ
ฮิปดิพฟิลเลอร์ไม่ใช่หัตถการที่เหมาะกับทุกคน ควรตรวจสอบข้อควรระวังต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจ
| สถานการณ์ | เหตุผลที่ควรระวัง |
|---|---|
| กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร | ยังไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยที่เพียงพอ |
| มีการอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณที่จะฉีด | อาจเพิ่มความเสี่ยงระหว่างทำหัตถการ |
| มีแนวโน้มเป็นแผลเป็นคีลอยด์ | เสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นหรือก้อนนูน |
| กำลังใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด | เสี่ยงต่อรอยช้ำและบวมมากกว่าปกติ |
| มีโรคภูมิคุ้มกันตนเองผิดปกติ | คาดเดาปฏิกิริยาหลังทำได้ยากขึ้น |
หากตรงกับข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจทำเสมอ
- เคยมีผลข้างเคียงจากการฉีดฟิลเลอร์ในบริเวณอื่นมาก่อน
- เคยฉีดซิลิโคนหรือสารเสริมชนิดอื่นที่ไม่สลายไปเองในบริเวณที่จะทำ
- มีประวัติแพ้ยาชาหรือส่วนประกอบของกรดไฮยาลูโรนิก
นอกจากนี้ในช่วงที่ฟิลเลอร์กำลังเข้าที่ อาจมีอาการบวมหรือรู้สึกหนักบริเวณที่ฉีดได้บ้าง ซึ่งมักดีขึ้นเองภายในไม่กี่วัน หากมีอาการปวดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หรือผิวเปลี่ยนสีผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ความเหมาะสมในการทำหัตถการควรปรึกษาและตัดสินใจร่วมกับแพทย์ผู้ตรวจโดยตรงค่ะ

สรุป
ราคาฮิปดิพฟิลเลอร์มีช่วงกว้างเพราะขึ้นอยู่กับความลึกของรอยบุ๋ม พื้นที่ที่ต้องเติม และชนิดของฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ และส่วนใหญ่ไม่ได้ฉีดให้ครบในครั้งเดียว แต่แบ่งเป็นหลายครั้งเพื่อให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติที่สุด
ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และบางกรณีอาจไม่เหมาะกับการทำหัตถการนี้ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจค่ะ
BeautyStone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล พร้อมให้คำปรึกษาเรื่องราคาและแนวทางการทำฮิปดิพฟิลเลอร์อย่างใกล้ชิด หากคุณกำลังกังวลเรื่องงบประมาณและขั้นตอนการทำ ทักแอด LINE มาปรึกษาคุณหมอได้เลยนะคะ
คำถามที่พบบ่อย
Q1. ราคาฮิปดิพฟิลเลอร์คำนวณจากอะไรบ้าง
ราคาขึ้นอยู่กับปริมาณฟิลเลอร์ที่ต้องใช้ ชนิดของฟิลเลอร์ และการทำข้างเดียวหรือสองข้าง ยิ่งรอยบุ๋มลึกและพื้นที่กว้าง ปริมาณที่ต้องใช้ก็ยิ่งมาก ทำให้ราคาสูงขึ้นตามไปด้วย ราคาที่แน่นอนแนะนำให้สอบถามจากการวัดปริมาณรอยบุ๋มโดยตรงในวันปรึกษาค่ะ
Q2. ทำไมไม่ฉีดให้ครบทีเดียวในครั้งแรกเลย
หากฉีดปริมาณมากในครั้งเดียว อาการบวมจะทำให้ประเมินรูปทรงที่แท้จริงได้ยากและอาจดูไม่เป็นธรรมชาติ จึงมักเริ่มจากประมาณ 60-70% ของปริมาณที่ประเมินไว้ก่อน แล้วพิจารณาเติมส่วนที่เหลือในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมาเมื่อรูปทรงเข้าที่แล้วค่ะ
Q3. เลือกกรดไฮยาลูโรนิกหรือฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจนดีกว่ากัน
กรดไฮยาลูโรนิกให้ผลลัพธ์เร็วกว่าและเห็นปริมาตรทันที ส่วนฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจนใช้เวลานานกว่าแต่มักอยู่ได้นานกว่า การเลือกขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ต้องการเห็นผลและงบประมาณ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกชนิดที่เหมาะกับความต้องการของคุณค่ะ
Q4. หลังทำสามารถนั่งหรือออกกำลังกายได้เมื่อไหร่
กิจกรรมเบา ๆ ในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ทำได้ตั้งแต่วันถัดไป แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ใช้แรงบริเวณสะโพก เช่น สควอตหรือลันจ์ รวมถึงการนวดและซาวน่าประมาณ 1-2 สัปดาห์ กำหนดการที่แน่นอนควรสอบถามกับแพทย์ผู้ทำหัตถการค่ะ










