อย่าเชื่อว่าโบท็อกซ์หน้าผากยิ่งฉีดมากยิ่งดี
โบท็อกซ์หน้าผากไม่ใช่ว่าฉีดเยอะแล้วจะได้ผลดีกว่า หากต้องการหลีกเลี่ยงคิ้วทรงซามูไรและหนังตาหนัก การปรับปริมาณให้เหมาะกับกล้ามเนื้อแต่ละคนคือหัวใจสำคัญ


วียองจิน
ผู้อำนวยการ

💡 ก่อนอ่าน ลองเช็กสิ่งนี้ก่อนนะคะ
Q. โบท็อกซ์หน้าผากยิ่งฉีดมาก
ริ้วรอยยิ่งเรียบขึ้นใช่ไหมคะ?
A. ไม่ใช่เลยค่ะ หากปริมาณมากเกินไป
คิ้วจะตกลงมา ทำให้ดูตาหนักกว่าเดิม
และรูปทรงคิ้วอาจดูดุหรือน่ากลัวได้
คำตอบที่ถูกต้องคือ "น้อยแต่แม่นยำ" ค่ะ
Q. ริ้วรอยหน้าผาก ฉีดโบท็อกซ์แล้วจะหายหมดเลยไหมคะ?
A. ขึ้นอยู่กับความลึกของร่องและสภาพผิวด้วยค่ะ
บางกรณีโบท็อกซ์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
จึงควรประเมินประเภทของริ้วรอยก่อนเป็นอันดับแรก
📌 ข้อมูลเชิงลึกจากแพทย์ วี ยองจิน
หากฉีดโบท็อกซ์หน้าผากในปริมาณมากเกินไป
อาจทำให้รู้สึกหนักเวลาลืมตา หรือเกิดคิ้วทรงซามูไรได้
ดังนั้นการปรับปริมาณให้เหมาะสมกับการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อแต่ละคน
จึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดค่ะ

กล้ามเนื้อหน้าผาก
คือ "กล้ามเนื้อยกหนังตาเพียงชิ้นเดียว"
— นั่นคือเหตุผลว่าทำไม
การควบคุมปริมาณจึงสำคัญมาก
พูดตรงๆ เลยนะคะ
จุดที่มักพลาดกันมากที่สุดในการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก
คือตรงนี้เลยค่ะ
คิดว่า "ถ้าฉีดเพิ่มอีกนิด ริ้วรอยน่าจะเรียบขึ้น"
แค่เพิ่มปริมาณไปนิดเดียว
ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดก็เริ่มตามมาค่ะ
กล้ามเนื้อบริเวณหน้าผาก
เรียกว่า Frontalis muscle ค่ะ
พูดง่ายๆ คือกล้ามเนื้อที่ดึงหนังตาขึ้น
โดยยกหน้าผากขึ้นไปด้านบนนั่นเองค่ะ
บนใบหน้าของเรา กล้ามเนื้อที่ช่วยให้ลืมตาได้
มีเพียงกล้ามเนื้อมัดนี้มัดเดียวเท่านั้นค่ะ
ไม่มีกล้ามเนื้อมัดอื่นมาทดแทนได้เลย
แต่มีจุดสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจค่ะ
ริ้วรอยหน้าผากเกิดจากการที่ Frontalis muscle
หดตัวซ้ำๆ แต่หากยับยั้งกล้ามเนื้อนี้มากเกินไป
แรงในการยกคิ้วขึ้นก็จะลดลงตามไปด้วยค่ะ
ผลที่ตามมามีอยู่สองอย่างหลักๆ ค่ะ
อย่างแรกคือรู้สึกหนักที่หนังตา
เวลาพยายามลืมตาแล้วรู้สึกว่า
มีน้ำหนักกดทับอยู่บริเวณนั้น
นี่คือสาเหตุที่ทำให้ได้ยินคำพูดเช่น
"ตาดูเล็กลง" หรือ "ดูง่วงนอน" ค่ะ
อย่างที่สองคือ "คิ้วทรงซามูไร"
เมื่อกลางหน้าผากถูกกด แต่บริเวณด้านข้าง
หลุดออกจากรัศมีของโบท็อกซ์เล็กน้อย
ทำให้ปลายคิ้วด้านนอกถูกยกขึ้นเพียงด้านเดียว
ผลลัพธ์คือคิ้วดูคม ดูดุ
หรือดูแข็งกร้าวเกินไปค่ะ
หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นปัญหาจากตัวหัตถการ
แต่จริงๆ แล้วเกิดจากการกระจายปริมาณและตำแหน่งฉีด
ที่ไม่เหมาะกับการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อแต่ละบุคคลค่ะ
จุดที่ทำให้ยากคือ
แรงและการกระจายตัวของกล้ามเนื้อหน้าผาก
แตกต่างกันในแต่ละคนมากค่ะ
บางคนใช้แรงกล้ามเนื้อหน้าผากมากเวลาลืมตา
ในขณะที่บางคนแทบไม่ได้ใช้เลย
ปริมาณเท่ากัน แต่บางคนไม่มีปัญหา
ในขณะที่บางคนรู้สึกหนักตา
นี่คือเหตุผลที่ผลลัพธ์แตกต่างกันค่ะ
แต่ละเคสไม่เหมือนกัน
โดยทั่วไปแพทย์จะดำเนินการดังนี้ค่ะ
ในการปรึกษาครั้งแรก จะให้ยกคิ้วขึ้น
เพื่อสังเกตการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อหน้าผากโดยตรง
สำหรับผู้ที่หนังตาตก มักพึ่งพาแรงหน้าผากในการลืมตา
ดังนั้นจึงควรเริ่มต้นด้วยปริมาณที่น้อยและระมัดระวัง
หรือในบางกรณี
อาจไม่แนะนำให้ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากเลยค่ะ
👨⚕️ สรุปจากแพทย์ วี ยองจิน
โบท็อกซ์หน้าผากไม่ใช่ยิ่งฉีดมากยิ่งดีค่ะ
เนื่องจากกล้ามเนื้อหน้าผากเป็นกล้ามเนื้อยกหนังตาเพียงชิ้นเดียว
หากยับยั้งมากเกินไปอาจทำให้ตาหนักหรือรูปทรงคิ้วผิดปกติได้
สิ่งสำคัญคือต้องประเมินก่อนว่ากล้ามเนื้อของคุณ
เคลื่อนไหวมากน้อยแค่ไหนในชีวิตประจำวัน
แล้วจึงปรับปริมาณให้เหมาะสมตามนั้นค่ะ

แล้วสำหรับริ้วรอยหน้าผากของคุณ
ควรใช้วิธีไหนดี?
การมีริ้วรอยหน้าผากไม่ได้หมายความว่า
ทุกคนต้องได้รับการรักษาแบบเดียวกันค่ะ
แบ่งออกได้เป็นสามประเภทหลักๆ ดังนี้
① ริ้วรอยจากการแสดงสีหน้าเป็นหลัก
ริ้วรอยที่เห็นชัดเมื่อยิ้มหรือยกคิ้ว
แต่เมื่อหน้านิ่งแทบมองไม่เห็น
กรณีนี้โบท็อกซ์เพียงอย่างเดียวเพียงพอค่ะ
แต่อย่างที่บอกไปค่ะ ควรเริ่มต้นด้วยปริมาณน้อย
แล้วดูผลหลัง 2-3 สัปดาห์
จึงค่อยปรับเพิ่มจะปลอดภัยกว่ามากค่ะ
② ริ้วรอยนิ่งที่ลึกมาก
ริ้วรอยที่ยังคงเห็นชัดแม้ในขณะที่ใบหน้าไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
กรณีนี้การใช้โบท็อกซ์เพื่อยับยั้งกล้ามเนื้อ
ร่วมกับฟิลเลอร์หรือสกินบูสเตอร์เพื่อเติมเต็มผิวจากด้านใน
จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าค่ะ
หากใช้โบท็อกซ์เพียงอย่างเดียว ริ้วรอยอาจตื้นขึ้น
แต่มักไม่หายไปสนิทค่ะ
③ ผู้ที่มีคิ้วตก (มีภาวะหนังตาตก)
ผู้ที่หนังตาตกอยู่แล้ว หรือตรวจพบว่า
ใช้แรงหน้าผากมากในการลืมตา
มีสิ่งที่ต้องบอกให้ทราบไว้ค่ะ
สำหรับกลุ่มนี้ โบท็อกซ์หน้าผาก
อาจทำให้ตาดูเล็กลงกว่าเดิมได้
กรณีนี้ควรพิจารณาหัตถการแก้ไขดวงตา
ก่อนโบท็อกซ์หน้าผากค่ะ
หากคุณเคยฉีดโบท็อกซ์หน้าผากซ้ำๆ ที่อื่น
แต่ยังไม่พอใจผลลัพธ์
แนะนำให้ตรวจสอบจุดนี้ก่อนนะคะ
อย่างไรก็ตาม โบท็อกซ์ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาถาวรค่ะ
เป็นเพียงวิธีที่ให้ผลชั่วคราวเท่านั้น
โดยทั่วไปประมาณ 3-4 เดือน
กล้ามเนื้อก็จะกลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง
การรักษาอย่างสม่ำเสมอ
จะช่วยป้องกันไม่ให้ริ้วรอยลึกขึ้นได้ค่ะ
แต่หากกำหนดปริมาณและตำแหน่งฉีดได้ดีตั้งแต่ต้น
การรักษาครั้งต่อๆ ไปก็จะค่อนข้างคงที่
และให้ผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอค่ะ
คำถามที่พบบ่อย
Q1. หลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้ว
ถ้าผลออกมาแรงเกินไป สามารถย้อนกลับได้ไหมคะ?
A. น่าเสียดายค่ะ โบท็อกซ์เมื่อฉีดไปแล้ว
ไม่มีวิธีย้อนกลับได้ทันทีค่ะ
ต้องรอให้ฤทธิ์ลดลงเองค่ะ
โดยทั่วไปประมาณ 2-3 เดือนก็จะฟื้นตัวได้มากค่ะ
จึงแนะนำให้เริ่มต้นด้วยปริมาณน้อย
แล้วดูผลหลังจากนั้น 2 สัปดาห์
แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเพิ่มเติมหรือไม่ วิธีนี้ชาญฉลาดกว่าค่ะ
การแบ่งฉีดและค่อยๆ ปรับให้ดีกว่าฉีดเยอะในครั้งเดียว
ท้ายที่สุดแล้วจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าพอใจกว่าค่ะ
Q2. หลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้ว
กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เลยไหมคะ?
A. ได้เลยค่ะ กลับไปใช้ชีวิตปกติได้ทันทีหลังหัตถการ
แต่ในวันที่ทำหัตถการ
ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก อบซาวน่า และดื่มแอลกอฮอล์นะคะ
รวมถึงไม่ควรกดหรือนวดบริเวณที่ฉีดแรงๆ ด้วยมือ
เพราะโบท็อกซ์อาจแพร่กระจายไปยังบริเวณที่ไม่ต้องการได้ค่ะ
ผลลัพธ์มักเริ่มปรากฏให้เห็นอย่างช้าๆ หลังจาก 3-7 วัน
และสามารถดูผลสุดท้ายได้ประมาณ 2 สัปดาห์ค่ะ
Q3. ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากนานๆ แล้ว
กล้ามเนื้อจะบางลงจริงไหมคะ?
A. เป็นเรื่องที่ถูกครึ่งผิดครึ่งค่ะ
เป็นความจริงที่ว่าเมื่อรักษาด้วยโบท็อกซ์ระยะยาว กล้ามเนื้อจะได้พัก
และปริมาตรลดลงได้
แต่สำหรับหน้าผาก
ริ้วรอยเกิดจากการพับซ้ำๆ ของกล้ามเนื้อ
ไม่ใช่จากกล้ามเนื้อที่หนาขึ้น
ดังนั้นการที่กล้ามเนื้อบางลงมักไม่ใช่ปัญหาใหญ่ค่ะ
ในทางกลับกัน ผู้ที่รักษาต่อเนื่องนานๆ
หลายคนพอใจมากที่ริ้วรอยไม่ลึกขึ้นอีกค่ะ
หากมีข้อสงสัยใดๆ
ติดต่อสอบถามได้สะดวกทาง KakaoTalk หรือโทรศัพท์เลยนะคะ
ขอบคุณที่อ่านค่ะ นี่คือ วี ยองจิน จากคลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด ค่ะ
บทความที่น่าสนใจ
▶ความจริงเรื่องความเจ็บปวดจากอัลเทอร่า: "อดทนเฉยๆ ไม่ได้แปลว่าการยกกระชับจะได้ผลดีขึ้น"
▶Saxenda vs Mounjaro ความจริงคือ Mounjaro เหนือกว่าอย่างชัดเจน
▶รีจูแรน vs จูเวลูค อะไรเหมาะกับผิวของคุณมากกว่า?
▶Xeomin vs โบท็อกซ์ทั่วไป Xeomin อ่อนแอจริงหรือเปล่า?
▶ฉีดโบท็อกซ์กรามมาแล้ว 10 ครั้งแต่ยังไม่เห็นผล จนมาลองฉีดบริเวณต่อมน้ำลายแล้วชีวิตเปลี่ยน









