ภาพประกอบการฉีดโบท็อกซ์รอบดวงตาและการปรับปริมาณให้เหมาะสม
รูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดโบท็อกซ์รอบดวงตาเยอะ ริ้วรอยตีนกาหายเกลี้ยงจริงไหม

หลายคนเข้าใจว่ายิ่งฉีดโบท็อกซ์รอบดวงตาเยอะ ริ้วรอยตีนกาจะยิ่งเรียบ แต่ความจริงคือปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้ยิ้มแล้วตาไม่ขยับตาม บทความนี้ชวนมาทำความเข้าใจหลักการปรับปริมาณให้พอดีค่ะ

วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน · 11 เมษายน 2026
7นาที
ช่อง YouTube ของ BEAUTYSDOCTORS ที่แพทย์อธิบายเรื่องความงามเกาหลีโดยตรง

วางแผนมาโซล

กำลังวางแผนมาโซลอยู่ใช่ไหม?

แชตผ่าน LINE

อัปเดตล่าสุด: กรกฎาคม 2026

เคยไหมคะ ที่เห็นคนอื่นฉีดโบท็อกซ์รอบดวงตาเยอะแล้วริ้วรอยหายเกลี้ยง เลยคิดว่ายิ่งฉีดเยอะยิ่งดี แต่พอลองปรับปริมาณให้เยอะขึ้นดูบ้าง กลับรู้สึกว่ายิ้มแล้วดูไม่เป็นธรรมชาติ ปากยิ้มแต่ดวงตากลับนิ่ง ๆ ไม่ขยับตามเหมือนเดิม

ริ้วรอยตีนกาเกิดจากกล้ามเนื้อรอบดวงตาที่หดตัวซ้ำ ๆ ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหยีตา ยิ่งอายุมากขึ้น รอยพับก็ยิ่งฝังลึกขึ้นเรื่อย ๆ การดูแลผิวด้วยตัวเองมักช่วยได้ในระดับจำกัด จึงต้องอาศัยการฉีดโบท็อกซ์เข้ามาช่วยลดการหดตัวของกล้ามเนื้อจุดนี้

บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่าทำไมปริมาณโบท็อกซ์รอบดวงตาที่มากเกินไปถึงทำให้ยิ้มดูไม่เป็นธรรมชาติ พร้อมแนะนำแนวทางการปรับปริมาณให้พอดีค่ะ

ริ้วรอยตีนกาเกิดจากอะไร ทำไมโบท็อกซ์ถึงช่วยได้

ริ้วรอยตีนกาคือริ้วรอยที่กระจายตัวคล้ายรูปพัดบริเวณหางตา เกิดขึ้นทุกครั้งที่เรายิ้มหรือหยีตา ต้นเหตุคือกล้ามเนื้อรอบดวงตา (Orbicularis Oculi) ที่ล้อมรอบดวงตาอยู่เป็นวงแหวน เวลายิ้มหรือหยีตา กล้ามเนื้อมัดนี้จะหดตัว และเมื่อหดตัวซ้ำ ๆ กันนับหมื่นนับแสนครั้งตลอดหลายปี ผิวหนังตรงหางตาจึงเกิดรอยพับติดตัวไปเรื่อย ๆ

ลองนึกภาพกล้ามเนื้อรอบดวงตาเหมือนหนังยางเส้นหนึ่งที่พันรอบดวงตาอยู่ ยิ่งถูกดึงรั้งบ่อย ๆ ผิวหนังรอบ ๆ ก็ยิ่งเกิดรอยยับสะสม

โบท็อกซ์ (Botox) หรือโบทูลินัม ท็อกซิน เอ (Botulinum Toxin Type A) ทำงานโดยบล็อกสัญญาณประสาทที่สั่งให้กล้ามเนื้อหดตัวเป็นการชั่วคราว เมื่อฉีดในปริมาณที่เหมาะสมที่กล้ามเนื้อรอบดวงตา กล้ามเนื้อจะขยับน้อยลง ริ้วรอยตีนกาจึงดูจางลงตามไปด้วย

ยิ่งฉีดโบท็อกซ์เยอะ ริ้วรอยยิ่งเรียบจริงไหม

คำตอบคือ ใช่เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น ในช่วงแรกยิ่งเพิ่มปริมาณ ริ้วรอยตีนกาก็ยิ่งจางลงจริง แต่ถ้าเพิ่มปริมาณเกินจุดหนึ่งไป ผลที่ได้จะไม่ใช่แค่ริ้วรอยหายเกลี้ยงอีกต่อไป

เพราะกล้ามเนื้อรอบดวงตาไม่ได้มีหน้าที่แค่สร้างริ้วรอยตีนกาเท่านั้น มันคือกล้ามเนื้อมัดเดียวกับที่ทำให้ตาหยีเป็นแนวโค้งสวยงามตอนเรายิ้มแบบเป็นธรรมชาติ หรือที่หลายคนเรียกกันว่า "ยิ้มด้วยตา"

เมื่อฉีดโบท็อกซ์เข้มข้นเกินไป กล้ามเนื้อจุดนี้แทบไม่ขยับเลย ริ้วรอยตีนกาจะเรียบจริง แต่ดวงตาก็จะนิ่งไปพร้อมกัน กลายเป็นภาพปากยิ้มแต่ตาไม่ยิ้มตาม หลายคนอธิบายความรู้สึกนี้ว่ายิ้มแล้วดูแปลก ๆ ทั้งที่บอกไม่ถูกว่าผิดตรงไหน

พูดง่าย ๆ คือ ริ้วรอยตีนกาบางส่วนเป็นผลพลอยได้จากรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวา การตั้งเป้าให้ริ้วรอยหายไปทั้งหมดจึงอาจไม่ใช่เป้าหมายที่เหมาะสมที่สุดเสมอไป เป้าหมายที่เหมาะกว่าคือลดรอยพับที่ลึกเกินไป โดยยังให้ดวงตาขยับตามธรรมชาติได้อยู่

ภาพแสดงความแตกต่างระหว่างปริมาณโบท็อกซ์ที่พอดีและมากเกินไป

ทำไมฉีดเยอะไปแล้วยิ้มดูไม่เป็นธรรมชาติ

หลายคนสงสัยว่าทำไมปริมาณใกล้เคียงกันในคนสองคน กลับให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันมาก คำตอบอยู่ที่ปัจจัยหลักสองอย่าง คือปริมาณรวม และตำแหน่งที่ฉีด

ถ้าฉีดกระจายไปทั่วกล้ามเนื้อรอบดวงตาทั้งมัดด้วยปริมาณสูง กล้ามเนื้อจะหยุดขยับเกือบทั้งหมด แต่ถ้าเน้นฉีดเฉพาะจุดหางตาที่เกิดรอยพับลึกที่สุด และเว้นระยะห่างจากกล้ามเนื้อส่วนที่ใช้สร้างรอยยิ้มตามธรรมชาติ ผลลัพธ์ที่ได้จะดูเป็นธรรมชาติกว่ามาก แม้ปริมาณรวมจะไม่ต่างกันมากก็ตาม

อีกปัจจัยคือต้นทุนรอยยิ้มของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนยิ้มด้วยปากเป็นหลัก ตาแทบไม่หยี ปริมาณที่มากขึ้นจึงแทบไม่กระทบความเป็นธรรมชาติของสีหน้า ในขณะที่บางคนยิ้มแล้วตาหยีเป็นเส้นเกือบทุกครั้ง ปริมาณเท่ากันกับคนแรกอาจทำให้ดวงตาดูนิ่งผิดปกติได้ทันที

แพทย์ประเมินปริมาณที่เหมาะสมอย่างไร

ในขั้นตอนปรึกษา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมักขอให้คนไข้ลองยิ้มเต็มที่ก่อน เพื่อสังเกตสองสิ่ง คือริ้วรอยตีนกาที่ปรากฏตอนยิ้มมีมากแค่ไหน และดวงตาหยีตามธรรมชาติมากน้อยเพียงใด

ลักษณะการยิ้มแนวทางปริมาณที่แพทย์มักพิจารณา
ยิ้มด้วยปากเป็นหลัก ตาแทบไม่หยีมักพิจารณาปริมาณที่มากขึ้นได้ เพราะกระทบความเป็นธรรมชาติของสีหน้าน้อย
ยิ้มแล้วตาหยีเป็นเส้นชัดเจนมักพิจารณาปริมาณที่น้อยลง และอาจแบ่งฉีดหลายครั้งเพื่อค่อย ๆ ปรับผลลัพธ์

สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่าโบท็อกซ์รอบดวงตาเป็นเรื่องของ "ปริมาณเท่าไหร่" แต่ในความเป็นจริงเป็นเรื่องของ "ฉีดตรงไหน และกระจายอย่างไร" มากกว่า ตำแหน่งเดียวกัน ปริมาณเท่ากัน แต่กระจายต่างกัน ก็ให้ผลลัพธ์ต่างกันได้

ข้อควรทราบคือ แนวทางปริมาณที่น้อยกว่ามักไม่ได้ทำให้ริ้วรอยหายไปทั้งหมด สำหรับคนที่อยากให้ริ้วรอยเรียบเกลี้ยงที่สุดอาจรู้สึกว่ายังไม่ถึงเป้า แต่สำหรับคนที่อยากคงความเป็นธรรมชาติของรอยยิ้มไว้ด้วย แนวทางนี้ยังคงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า ทั้งนี้ปริมาณและตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นรายบุคคล

ภาพแสดงการประเมินปริมาณโบท็อกซ์รอบดวงตาโดยแพทย์

ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย และควรระวังอะไรบ้าง

บริเวณรอบดวงตาเป็นจุดที่ผิวบางและมีเส้นเลือดอยู่ใกล้ผิวมากกว่าจุดอื่น จึงมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงได้บ้าง แม้จะพบได้น้อย

  • รอยช้ำหรือบวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักหายไปได้เอง
  • รู้สึกหนังตาหนัก หรือใต้ตาดูเหมือนหย่อนลงเล็กน้อยในบางราย โดยเฉพาะเมื่อฉีดใกล้กล้ามเนื้อส่วนล่างของรอบดวงตา ซึ่งโดยทั่วไปมักดีขึ้นเองภายใน 2-4 สัปดาห์

หากพบอาการผิดปกติ เช่น หนังตาตกข้างใดข้างหนึ่งชัดเจน ตาพร่ามัว หรือบวมที่ไม่ดีขึ้นแม้เวลาผ่านไปนาน ไม่ควรปล่อยไว้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ทำหัตถการให้ทันที การเลือกฉีดกับแพทย์ที่มีประสบการณ์และคลินิกที่ได้มาตรฐานช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้มาก

ภาพแสดงผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยหลังฉีดโบท็อกซ์รอบดวงตา

ฉีดโบท็อกซ์รอบดวงตาอยู่ได้นานแค่ไหน ฉีดซ้ำได้เมื่อไหร่

โดยทั่วไปผลลัพธ์ของโบท็อกซ์รอบดวงตามักอยู่ได้ประมาณ 3-4 เดือน ซึ่งถือว่าสั้นกว่าบริเวณอื่นเล็กน้อย เพราะกล้ามเนื้อรอบดวงตาเป็นกล้ามเนื้อที่ใช้แสดงออกทางสีหน้าบ่อยมาก ไม่ว่าจะยิ้ม หยี หรือขยิบตา

ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพกล้ามเนื้อและพฤติกรรมการแสดงออกทางสีหน้าของแต่ละคน หากฉีดต่อเนื่องสม่ำเสมอในระยะยาว กล้ามเนื้อรอบดวงตาจะค่อย ๆ บางลง ทำให้ในรอบถัดไปอาจใช้ปริมาณที่น้อยลงกว่าเดิมแต่ยังคงผลลัพธ์ไว้ได้ ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการฉีดซ้ำแต่ละรอบควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ประเมินเป็นรายบุคคล

สรุป

ริ้วรอยตีนกาเกิดจากกล้ามเนื้อรอบดวงตาที่หดตัวซ้ำ ๆ ทุกครั้งที่ยิ้ม โบท็อกซ์ช่วยลดริ้วรอยได้จริง แต่ปริมาณที่มากขึ้นไม่ได้แปลว่าผลลัพธ์ดีขึ้นเสมอไป เพราะกล้ามเนื้อมัดเดียวกันนี้ยังทำหน้าที่สร้างรอยยิ้มด้วยตาที่ดูมีชีวิตชีวาด้วย

ทั้งนี้ปริมาณและตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดขึ้นอยู่กับลักษณะการยิ้มและดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นรายบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

หากกำลังกังวลว่าฉีดโบท็อกซ์รอบดวงตาแล้วจะยิ้มดูไม่เป็นธรรมชาติหรือเปล่า ทักมาปรึกษา BeautyStone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล ได้เลยนะคะ ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แอด LINE มาปรึกษาคุณหมอได้เลยค่ะ

คำถามที่พบบ่อย

Q1. ฉีดโบท็อกซ์รอบดวงตาเยอะกว่าคนอื่น จะได้ผลลัพธ์ดีกว่าไหม

ไม่จำเป็นค่ะ ปริมาณที่มากขึ้นช่วยลดริ้วรอยได้จริงในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเกินจุดที่เหมาะสม กล้ามเนื้อรอบดวงตาจะขยับน้อยลงจนยิ้มดูไม่เป็นธรรมชาติ ปริมาณที่เหมาะสมจึงขึ้นอยู่กับลักษณะการยิ้มของแต่ละคน ไม่ใช่ยิ่งเยอะยิ่งดีเสมอไป

Q2. ฉีดโบท็อกซ์รอบดวงตาแล้วจะมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง

ที่พบได้บ้างคือรอยช้ำหรือบวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักหายไปได้เอง บางรายอาจรู้สึกหนังตาหนักหรือใต้ตาดูหย่อนลงเล็กน้อย โดยเฉพาะเมื่อฉีดใกล้กล้ามเนื้อส่วนล่างของรอบดวงตา ซึ่งโดยทั่วไปมักดีขึ้นเองภายใน 2-4 สัปดาห์ หากมีอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที

Q3. ฉีดโบท็อกซ์รอบดวงตาอยู่ได้นานแค่ไหน

โดยทั่วไปมักอยู่ได้ประมาณ 3-4 เดือนค่ะ ซึ่งสั้นกว่าบริเวณอื่นเล็กน้อย เพราะกล้ามเนื้อรอบดวงตาถูกใช้งานบ่อยจากการแสดงออกทางสีหน้า หากฉีดต่อเนื่องในระยะยาว กล้ามเนื้ออาจบางลงจนใช้ปริมาณน้อยลงในรอบถัดไปได้

Q4. ตอนปรึกษาแพทย์ก่อนฉีด ต้องเตรียมตัวหรือบอกอะไรเป็นพิเศษไหม

แนะนำให้ลองยิ้มเต็มที่ให้แพทย์ดูตั้งแต่ตอนปรึกษาค่ะ เพราะแพทย์จะใช้จังหวะนี้สังเกตว่าดวงตาหยีมากน้อยแค่ไหนตอนยิ้ม เพื่อนำมาประเมินปริมาณและตำแหน่งฉีดที่เหมาะกับสีหน้าของแต่ละคนโดยเฉพาะ

บทความแนะนำ

ภาพปกเรื่องขมับยุบควรเลือกฟิลเลอร์หรือ Sculptraรูปหน้าและวอลุ่ม

ขมับยุบ ควรเลือกฟิลเลอร์หรือ Sculptra ดี

ทั้งสองอย่างไม่ได้แข่งกัน แต่เป็นทางเลือกที่นิสัยต่างกัน พอรู้ว่าขมับของเรายุบแบบไหนและรอไหวแค่ไหน คำตอบก็จะชัดขึ้นเองค่ะ

เปรียบเทียบ Juvelook Volume และฟิลเลอร์ HA สำหรับแก้คางสั้นรูปหน้าและวอลุ่ม

Juvelook Volume กับฟิลเลอร์ ต่างกันยังไง ถ้าอยากแก้คางสั้น?

Juvelook Volume กระตุ้นคอลลาเจนให้ค่อย ๆ เติมเต็มจากข้างใน ส่วนฟิลเลอร์ HA ปั้นรูปคางได้ทันที ทั้งสองเส้นทางมีข้อดีและข้อจำกัดต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและเป้าหมายของแต่ละคนค่ะ

ภาพประกอบ Onda Microwave ช่วยลดคางสองชั้นและกระชับผิวรูปหน้าและวอลุ่ม

Onda ลดคางสองชั้น กี่ครั้งถึงเห็นผล?

คางสองชั้นเกิดจากทั้งชั้นไขมันและผิวที่เริ่มหย่อนคล้อย ทำให้การดูแลด้วยวิธีทั่วไปได้ผลช้า Onda Microwave เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากจัดการสองปัญหานี้ไปพร้อมกัน

บทความล่าสุด

InMode FX และการเติมไขมันใบหน้า — วางแผนอย่างไรให้ปลอดภัยลิฟติ้ง

ทำ InMode FX หลังเติมไขมันหน้า ไขมันที่ฉีดไปจะละลายหรือเปล่า?

หลังเติมไขมันใบหน้า หลายคนอยากทำ InMode FX เพิ่มความกระชับ แต่ยังลังเลว่าความร้อน RF จะทำให้ไขมันที่ฉีดไว้ละลายหรือเปล่า คำตอบขึ้นอยู่กับว่าไขมันนั้นยึดติดแล้วหรือยัง

Shurink Universe กับโบท็อกซ์คาง ลำดับและระยะห่างที่ปลอดภัยลิฟติ้ง

ทำ Shurink Universe กับโบท็อกซ์คางวันเดียวกันได้ไหม? สิ่งที่ต้องรู้

ทำ Shurink Universe กับโบท็อกซ์คางวันเดียวกันได้ไหม? คำตอบอยู่ที่ลำดับการทำและการกระจายตัวของสารโบทูลินัม ท็อกซิน เอ ที่ต้องพิจารณาร่วมกับความร้อนจาก HIFU

ผู้หญิงกังวลเรื่องผิวแดงหลังทำ Oligio X ก่อนวันงานสำคัญลิฟติ้ง

ทำ Oligio X ก่อนวันงาน หน้าจะแดงจนถ่ายรูปไม่สวยไหม?

อาการแดงและตึงหลังทำ Oligio X มักอยู่สั้นกว่าที่กังวล บทความนี้สรุปว่าผิวเปลี่ยนไปอย่างไรในแต่ละช่วง และควรเผื่อเวลากี่วันก่อนวันถ่ายรูป

ยังไม่ได้หยุดเรตินอลก่อนทำ Potenza ต้องเลื่อนนัดไหมลิฟติ้ง

ยังไม่ได้หยุดเรตินอลก่อนทำ Potenza ต้องเลื่อนนัดไหม?

ลืมพักเรตินอล การผลัดเซลล์ผิว หรือการแวกซ์ก่อนทำ Potenza ไม่ได้แปลว่าต้องยกเลิกคิวเสมอไป มาดูกันว่าอะไรคือตัวชี้ขาดและคุณหมอจะประเมินอย่างไร

ภาพปกเรื่องขมับยุบควรเลือกฟิลเลอร์หรือ Sculptraรูปหน้าและวอลุ่ม

ขมับยุบ ควรเลือกฟิลเลอร์หรือ Sculptra ดี

ทั้งสองอย่างไม่ได้แข่งกัน แต่เป็นทางเลือกที่นิสัยต่างกัน พอรู้ว่าขมับของเรายุบแบบไหนและรอไหวแค่ไหน คำตอบก็จะชัดขึ้นเองค่ะ

ภาพหน้าปกเรื่องร่องแก้มลึกขึ้นเพราะผิวหย่อนหรือวอลลุ่มที่ลดลงลิฟติ้ง

ร่องแก้มลึกขึ้นเพราะหย่อนหรือวอลลุ่มหาย ดูอย่างไรก่อนเลือก Sofwave

เงาที่กลางใบหน้ามักเกิดจากผิวหย่อนและวอลลุ่มที่ลดลงซ้อนกัน ลองแยกสองอย่างนี้ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่า Sofwave ตอบโจทย์ของเราหรือไม่

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors