ภาพประกอบการฉีดโบท็อกซ์รอบดวงตาและการปรับปริมาณให้เหมาะสม
รูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดโบท็อกซ์รอบดวงตาเยอะ ริ้วรอยตีนกาหายเกลี้ยงจริงไหม

หลายคนเข้าใจว่ายิ่งฉีดโบท็อกซ์รอบดวงตาเยอะ ริ้วรอยตีนกาจะยิ่งเรียบ แต่ความจริงคือปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้ยิ้มแล้วตาไม่ขยับตาม บทความนี้ชวนมาทำความเข้าใจหลักการปรับปริมาณให้พอดีค่ะ

วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน · 27 สิงหาคม 2026
7นาที
ไม่แน่ใจว่าเหมาะกับตัวเองไหมดูจากรูปหรือบทความอย่างเดียวบอกได้ยาก ปรึกษาเป็นภาษาไทยได้ แผนการรักษาจะสรุปหลังพบแพทย์ที่คลินิก* มีเจ้าหน้าที่ภาษาไทย · ถามได้โดยตรงทาง LINEถามคุณหมอ

อัปเดตล่าสุด: กรกฎาคม 2026

เคยไหมคะ ที่เห็นคนอื่นฉีดโบท็อกซ์รอบดวงตาเยอะแล้วริ้วรอยหายเกลี้ยง เลยคิดว่ายิ่งฉีดเยอะยิ่งดี แต่พอลองปรับปริมาณให้เยอะขึ้นดูบ้าง กลับรู้สึกว่ายิ้มแล้วดูไม่เป็นธรรมชาติ ปากยิ้มแต่ดวงตากลับนิ่ง ๆ ไม่ขยับตามเหมือนเดิม

ริ้วรอยตีนกาเกิดจากกล้ามเนื้อรอบดวงตาที่หดตัวซ้ำ ๆ ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหยีตา ยิ่งอายุมากขึ้น รอยพับก็ยิ่งฝังลึกขึ้นเรื่อย ๆ การดูแลผิวด้วยตัวเองมักช่วยได้ในระดับจำกัด จึงต้องอาศัยการฉีดโบท็อกซ์เข้ามาช่วยลดการหดตัวของกล้ามเนื้อจุดนี้

บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่าทำไมปริมาณโบท็อกซ์รอบดวงตาที่มากเกินไปถึงทำให้ยิ้มดูไม่เป็นธรรมชาติ พร้อมแนะนำแนวทางการปรับปริมาณให้พอดีค่ะ

ริ้วรอยตีนกาเกิดจากอะไร ทำไมโบท็อกซ์ถึงช่วยได้

ริ้วรอยตีนกาคือริ้วรอยที่กระจายตัวคล้ายรูปพัดบริเวณหางตา เกิดขึ้นทุกครั้งที่เรายิ้มหรือหยีตา ต้นเหตุคือกล้ามเนื้อรอบดวงตา (Orbicularis Oculi) ที่ล้อมรอบดวงตาอยู่เป็นวงแหวน เวลายิ้มหรือหยีตา กล้ามเนื้อมัดนี้จะหดตัว และเมื่อหดตัวซ้ำ ๆ กันนับหมื่นนับแสนครั้งตลอดหลายปี ผิวหนังตรงหางตาจึงเกิดรอยพับติดตัวไปเรื่อย ๆ

ลองนึกภาพกล้ามเนื้อรอบดวงตาเหมือนหนังยางเส้นหนึ่งที่พันรอบดวงตาอยู่ ยิ่งถูกดึงรั้งบ่อย ๆ ผิวหนังรอบ ๆ ก็ยิ่งเกิดรอยยับสะสม

โบท็อกซ์ (Botox) หรือโบทูลินัม ท็อกซิน เอ (Botulinum Toxin Type A) ทำงานโดยบล็อกสัญญาณประสาทที่สั่งให้กล้ามเนื้อหดตัวเป็นการชั่วคราว เมื่อฉีดในปริมาณที่เหมาะสมที่กล้ามเนื้อรอบดวงตา กล้ามเนื้อจะขยับน้อยลง ริ้วรอยตีนกาจึงดูจางลงตามไปด้วย

ยิ่งฉีดโบท็อกซ์เยอะ ริ้วรอยยิ่งเรียบจริงไหม

คำตอบคือ ใช่เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น ในช่วงแรกยิ่งเพิ่มปริมาณ ริ้วรอยตีนกาก็ยิ่งจางลงจริง แต่ถ้าเพิ่มปริมาณเกินจุดหนึ่งไป ผลที่ได้จะไม่ใช่แค่ริ้วรอยหายเกลี้ยงอีกต่อไป

เพราะกล้ามเนื้อรอบดวงตาไม่ได้มีหน้าที่แค่สร้างริ้วรอยตีนกาเท่านั้น มันคือกล้ามเนื้อมัดเดียวกับที่ทำให้ตาหยีเป็นแนวโค้งสวยงามตอนเรายิ้มแบบเป็นธรรมชาติ หรือที่หลายคนเรียกกันว่า "ยิ้มด้วยตา"

เมื่อฉีดโบท็อกซ์เข้มข้นเกินไป กล้ามเนื้อจุดนี้แทบไม่ขยับเลย ริ้วรอยตีนกาจะเรียบจริง แต่ดวงตาก็จะนิ่งไปพร้อมกัน กลายเป็นภาพปากยิ้มแต่ตาไม่ยิ้มตาม หลายคนอธิบายความรู้สึกนี้ว่ายิ้มแล้วดูแปลก ๆ ทั้งที่บอกไม่ถูกว่าผิดตรงไหน

พูดง่าย ๆ คือ ริ้วรอยตีนกาบางส่วนเป็นผลพลอยได้จากรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวา การตั้งเป้าให้ริ้วรอยหายไปทั้งหมดจึงอาจไม่ใช่เป้าหมายที่เหมาะสมที่สุดเสมอไป เป้าหมายที่เหมาะกว่าคือลดรอยพับที่ลึกเกินไป โดยยังให้ดวงตาขยับตามธรรมชาติได้อยู่

ภาพแสดงความแตกต่างระหว่างปริมาณโบท็อกซ์ที่พอดีและมากเกินไป

ทำไมฉีดเยอะไปแล้วยิ้มดูไม่เป็นธรรมชาติ

หลายคนสงสัยว่าทำไมปริมาณใกล้เคียงกันในคนสองคน กลับให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันมาก คำตอบอยู่ที่ปัจจัยหลักสองอย่าง คือปริมาณรวม และตำแหน่งที่ฉีด

ถ้าฉีดกระจายไปทั่วกล้ามเนื้อรอบดวงตาทั้งมัดด้วยปริมาณสูง กล้ามเนื้อจะหยุดขยับเกือบทั้งหมด แต่ถ้าเน้นฉีดเฉพาะจุดหางตาที่เกิดรอยพับลึกที่สุด และเว้นระยะห่างจากกล้ามเนื้อส่วนที่ใช้สร้างรอยยิ้มตามธรรมชาติ ผลลัพธ์ที่ได้จะดูเป็นธรรมชาติกว่ามาก แม้ปริมาณรวมจะไม่ต่างกันมากก็ตาม

อีกปัจจัยคือต้นทุนรอยยิ้มของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนยิ้มด้วยปากเป็นหลัก ตาแทบไม่หยี ปริมาณที่มากขึ้นจึงแทบไม่กระทบความเป็นธรรมชาติของสีหน้า ในขณะที่บางคนยิ้มแล้วตาหยีเป็นเส้นเกือบทุกครั้ง ปริมาณเท่ากันกับคนแรกอาจทำให้ดวงตาดูนิ่งผิดปกติได้ทันที

แพทย์ประเมินปริมาณที่เหมาะสมอย่างไร

ในขั้นตอนปรึกษา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมักขอให้คนไข้ลองยิ้มเต็มที่ก่อน เพื่อสังเกตสองสิ่ง คือริ้วรอยตีนกาที่ปรากฏตอนยิ้มมีมากแค่ไหน และดวงตาหยีตามธรรมชาติมากน้อยเพียงใด

ลักษณะการยิ้มแนวทางปริมาณที่แพทย์มักพิจารณา
ยิ้มด้วยปากเป็นหลัก ตาแทบไม่หยีมักพิจารณาปริมาณที่มากขึ้นได้ เพราะกระทบความเป็นธรรมชาติของสีหน้าน้อย
ยิ้มแล้วตาหยีเป็นเส้นชัดเจนมักพิจารณาปริมาณที่น้อยลง และอาจแบ่งฉีดหลายครั้งเพื่อค่อย ๆ ปรับผลลัพธ์

สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่าโบท็อกซ์รอบดวงตาเป็นเรื่องของ "ปริมาณเท่าไหร่" แต่ในความเป็นจริงเป็นเรื่องของ "ฉีดตรงไหน และกระจายอย่างไร" มากกว่า ตำแหน่งเดียวกัน ปริมาณเท่ากัน แต่กระจายต่างกัน ก็ให้ผลลัพธ์ต่างกันได้

ข้อควรทราบคือ แนวทางปริมาณที่น้อยกว่ามักไม่ได้ทำให้ริ้วรอยหายไปทั้งหมด สำหรับคนที่อยากให้ริ้วรอยเรียบเกลี้ยงที่สุดอาจรู้สึกว่ายังไม่ถึงเป้า แต่สำหรับคนที่อยากคงความเป็นธรรมชาติของรอยยิ้มไว้ด้วย แนวทางนี้ยังคงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า ทั้งนี้ปริมาณและตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นรายบุคคล

ภาพแสดงการประเมินปริมาณโบท็อกซ์รอบดวงตาโดยแพทย์

ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย และควรระวังอะไรบ้าง

บริเวณรอบดวงตาเป็นจุดที่ผิวบางและมีเส้นเลือดอยู่ใกล้ผิวมากกว่าจุดอื่น จึงมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงได้บ้าง แม้จะพบได้น้อย

  • รอยช้ำหรือบวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักหายไปได้เอง
  • รู้สึกหนังตาหนัก หรือใต้ตาดูเหมือนหย่อนลงเล็กน้อยในบางราย โดยเฉพาะเมื่อฉีดใกล้กล้ามเนื้อส่วนล่างของรอบดวงตา ซึ่งโดยทั่วไปมักดีขึ้นเองภายใน 2-4 สัปดาห์

หากพบอาการผิดปกติ เช่น หนังตาตกข้างใดข้างหนึ่งชัดเจน ตาพร่ามัว หรือบวมที่ไม่ดีขึ้นแม้เวลาผ่านไปนาน ไม่ควรปล่อยไว้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ทำหัตถการให้ทันที การเลือกฉีดกับแพทย์ที่มีประสบการณ์และคลินิกที่ได้มาตรฐานช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้มาก

ภาพแสดงผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยหลังฉีดโบท็อกซ์รอบดวงตา

ฉีดโบท็อกซ์รอบดวงตาอยู่ได้นานแค่ไหน ฉีดซ้ำได้เมื่อไหร่

โดยทั่วไปผลลัพธ์ของโบท็อกซ์รอบดวงตามักอยู่ได้ประมาณ 3-4 เดือน ซึ่งถือว่าสั้นกว่าบริเวณอื่นเล็กน้อย เพราะกล้ามเนื้อรอบดวงตาเป็นกล้ามเนื้อที่ใช้แสดงออกทางสีหน้าบ่อยมาก ไม่ว่าจะยิ้ม หยี หรือขยิบตา

ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพกล้ามเนื้อและพฤติกรรมการแสดงออกทางสีหน้าของแต่ละคน หากฉีดต่อเนื่องสม่ำเสมอในระยะยาว กล้ามเนื้อรอบดวงตาจะค่อย ๆ บางลง ทำให้ในรอบถัดไปอาจใช้ปริมาณที่น้อยลงกว่าเดิมแต่ยังคงผลลัพธ์ไว้ได้ ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการฉีดซ้ำแต่ละรอบควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ประเมินเป็นรายบุคคล

สรุป

ริ้วรอยตีนกาเกิดจากกล้ามเนื้อรอบดวงตาที่หดตัวซ้ำ ๆ ทุกครั้งที่ยิ้ม โบท็อกซ์ช่วยลดริ้วรอยได้จริง แต่ปริมาณที่มากขึ้นไม่ได้แปลว่าผลลัพธ์ดีขึ้นเสมอไป เพราะกล้ามเนื้อมัดเดียวกันนี้ยังทำหน้าที่สร้างรอยยิ้มด้วยตาที่ดูมีชีวิตชีวาด้วย

ทั้งนี้ปริมาณและตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดขึ้นอยู่กับลักษณะการยิ้มและดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นรายบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

หากกำลังกังวลว่าฉีดโบท็อกซ์รอบดวงตาแล้วจะยิ้มดูไม่เป็นธรรมชาติหรือเปล่า ทักมาปรึกษา Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล ได้เลยนะคะ ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แอด LINE มาปรึกษาคุณหมอได้เลยค่ะ

คำถามที่พบบ่อย

Q1. ฉีดโบท็อกซ์รอบดวงตาเยอะกว่าคนอื่น จะได้ผลลัพธ์ดีกว่าไหม

ไม่จำเป็นค่ะ ปริมาณที่มากขึ้นช่วยลดริ้วรอยได้จริงในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเกินจุดที่เหมาะสม กล้ามเนื้อรอบดวงตาจะขยับน้อยลงจนยิ้มดูไม่เป็นธรรมชาติ ปริมาณที่เหมาะสมจึงขึ้นอยู่กับลักษณะการยิ้มของแต่ละคน ไม่ใช่ยิ่งเยอะยิ่งดีเสมอไป

Q2. ฉีดโบท็อกซ์รอบดวงตาแล้วจะมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง

ที่พบได้บ้างคือรอยช้ำหรือบวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักหายไปได้เอง บางรายอาจรู้สึกหนังตาหนักหรือใต้ตาดูหย่อนลงเล็กน้อย โดยเฉพาะเมื่อฉีดใกล้กล้ามเนื้อส่วนล่างของรอบดวงตา ซึ่งโดยทั่วไปมักดีขึ้นเองภายใน 2-4 สัปดาห์ หากมีอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที

Q3. ฉีดโบท็อกซ์รอบดวงตาอยู่ได้นานแค่ไหน

โดยทั่วไปมักอยู่ได้ประมาณ 3-4 เดือนค่ะ ซึ่งสั้นกว่าบริเวณอื่นเล็กน้อย เพราะกล้ามเนื้อรอบดวงตาถูกใช้งานบ่อยจากการแสดงออกทางสีหน้า หากฉีดต่อเนื่องในระยะยาว กล้ามเนื้ออาจบางลงจนใช้ปริมาณน้อยลงในรอบถัดไปได้

Q4. ตอนปรึกษาแพทย์ก่อนฉีด ต้องเตรียมตัวหรือบอกอะไรเป็นพิเศษไหม

แนะนำให้ลองยิ้มเต็มที่ให้แพทย์ดูตั้งแต่ตอนปรึกษาค่ะ เพราะแพทย์จะใช้จังหวะนี้สังเกตว่าดวงตาหยีมากน้อยแค่ไหนตอนยิ้ม เพื่อนำมาประเมินปริมาณและตำแหน่งฉีดที่เหมาะกับสีหน้าของแต่ละคนโดยเฉพาะ

บทความแนะนำ

ปีกจมูกบานเวลายิ้ม ฉีดโบท็อกซ์แล้วจะบานน้อยลงไหม?รูปหน้าและวอลุ่ม

ปีกจมูกบานเวลายิ้ม ฉีดโบท็อกซ์แล้วจะบานน้อยลงไหม?

ปีกจมูกที่ดูกว้างมีสาเหตุได้ 2 แบบ คือการขยับของกล้ามเนื้อ และความกว้างเดิมของกระดูกอ่อนและผิวหนัง โบท็อกซ์ช่วยได้เฉพาะแบบแรก บทความนี้สรุปช่วงที่เห็นผลชัดและระยะเวลาที่ผลอยู่

ยิ้มเห็นเหงือก ฉีดโบท็อกซ์แล้วเหงือกจะโผล่น้อยลงแค่ไหน?รูปหน้าและวอลุ่ม

ยิ้มเห็นเหงือก ฉีดโบท็อกซ์แล้วเหงือกจะโผล่น้อยลงแค่ไหน?

เหงือกที่โผล่เวลายิ้มมีสาเหตุได้ 3 แบบ คือกล้ามเนื้อ เหงือก และกระดูกขากรรไกรบน โบท็อกซ์ช่วยได้เฉพาะแบบแรก บทความนี้สรุปช่วงที่เห็นผลชัดที่สุดและระยะเวลาที่ผลอยู่

ฉีดฟิลเลอร์ถุงยิ้มใต้ตาแล้วจะดูบวมไหม? ตำแหน่งและปริมาณคือคำตอบรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดฟิลเลอร์ถุงยิ้มใต้ตาแล้วจะดูบวมไหม? ตำแหน่งและปริมาณคือคำตอบ

ถุงยิ้มใต้ตาคือแนวกล้ามเนื้อ ฟิลเลอร์ควรวางเป็นชั้นบาง ๆ ตามแนวนั้น มาดูตำแหน่ง ปริมาณ และกรณีที่ควรตรวจไขมันใต้ตาก่อนค่ะ

บทความล่าสุด

Titanium Lifting เจ็บไหม? ทาครีมชาอย่างเดียวพอหรือเปล่าลิฟติ้ง

Titanium Lifting เจ็บไหม? ทาครีมชาอย่างเดียวพอหรือเปล่า

Titanium Lifting กระจายความร้อนผ่านหลายรอบด้วยพลังงานต่ำ จึงรู้สึกร้อนมากกว่าเจ็บแปลบ อ่านว่างานวิจัยบอกอะไรเรื่องครีมชา น้ำแข็ง และการปรับพลังงาน

สิวอุดตันหัวปิดบีบไม่ออก ยาทาต้องใช้กี่สัปดาห์ถึงจะเห็นผล?ผิวหนัง

สิวอุดตันหัวปิดบีบไม่ออก ยาทาต้องใช้กี่สัปดาห์ถึงจะเห็นผล?

ตุ่มสีผิวบนหน้าผากมักเป็นสิวอุดตันหัวปิด และการบีบมักทำให้อักเสบ ดูว่ายาทาต้องใช้นานแค่ไหน และกรณีไหนควรกดสิวที่คลินิก

ปีกจมูกบานเวลายิ้ม ฉีดโบท็อกซ์แล้วจะบานน้อยลงไหม?รูปหน้าและวอลุ่ม

ปีกจมูกบานเวลายิ้ม ฉีดโบท็อกซ์แล้วจะบานน้อยลงไหม?

ปีกจมูกที่ดูกว้างมีสาเหตุได้ 2 แบบ คือการขยับของกล้ามเนื้อ และความกว้างเดิมของกระดูกอ่อนและผิวหนัง โบท็อกซ์ช่วยได้เฉพาะแบบแรก บทความนี้สรุปช่วงที่เห็นผลชัดและระยะเวลาที่ผลอยู่

ยิ้มเห็นเหงือก ฉีดโบท็อกซ์แล้วเหงือกจะโผล่น้อยลงแค่ไหน?รูปหน้าและวอลุ่ม

ยิ้มเห็นเหงือก ฉีดโบท็อกซ์แล้วเหงือกจะโผล่น้อยลงแค่ไหน?

เหงือกที่โผล่เวลายิ้มมีสาเหตุได้ 3 แบบ คือกล้ามเนื้อ เหงือก และกระดูกขากรรไกรบน โบท็อกซ์ช่วยได้เฉพาะแบบแรก บทความนี้สรุปช่วงที่เห็นผลชัดที่สุดและระยะเวลาที่ผลอยู่

ฉีดฟิลเลอร์ถุงยิ้มใต้ตาแล้วจะดูบวมไหม? ตำแหน่งและปริมาณคือคำตอบรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดฟิลเลอร์ถุงยิ้มใต้ตาแล้วจะดูบวมไหม? ตำแหน่งและปริมาณคือคำตอบ

ถุงยิ้มใต้ตาคือแนวกล้ามเนื้อ ฟิลเลอร์ควรวางเป็นชั้นบาง ๆ ตามแนวนั้น มาดูตำแหน่ง ปริมาณ และกรณีที่ควรตรวจไขมันใต้ตาก่อนค่ะ

ฉีดโบท็อกซ์แก้นอนกัดฟัน กัดฟันจะหยุดไหม? สิ่งที่ลดคือแรงกัดรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดโบท็อกซ์แก้นอนกัดฟัน กัดฟันจะหยุดไหม? สิ่งที่ลดคือแรงกัด

งานวิจัยที่ตรวจการนอนหลับตลอดคืนพบว่าโบท็อกซ์ที่ขากรรไกรลดแรงกัดฟันได้ราว 12 สัปดาห์ แต่ไม่ได้ลดจำนวนครั้งอย่างชัดเจน มาดูว่าอาการตึงตอนเช้าและภาระที่ฟันจะเปลี่ยนไปอย่างไรค่ะ

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors