ช็อกโกแลตและของหวานทำให้เกิดสิวจริงไหม? คุณหมอเผยความจริงที่หลายคนเข้าใจผิด
คุณหมอสรุปให้ชัดว่าช็อกโกแลตและของหวานทำให้เกิดสิวจริงหรือเปล่า พร้อมเปรียบความต่างระหว่างดาร์กและมิลก์ช็อกโกแลต


วียองจิน
ผู้อำนวยการ
ช็อกโกแลตและของหวานทำให้เกิดสิวจริงไหม? คุณหมอเผยความจริงที่หลายคนเข้าใจผิด
ลองนึกภาพว่าเพิ่งกินช็อกโกแลตไปหนึ่งชิ้น แล้ววันถัดมาก็มีสิวเม็ดเล็กๆ ขึ้นที่โหนกแก้ม หลายคนคงนึกขึ้นมาทันทีว่า "เห็นไหม ของหวานนี่แหละต้นเหตุ" ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะตั้งแต่รุ่นคุณแม่คุณยาย เราถูกบอกมาตลอดว่า "อย่ากินของมันของหวาน" พอมีสิวขึ้นมาเมื่อไหร่ก็มักโทษของหวานก่อนเลย แต่จริงๆ แล้ว ช็อกโกแลตทำให้เกิดสิวโดยตรงเลยหรือเปล่าครับ
สรุปสั้นๆ ในประโยคเดียว: ตัวช็อกโกแลตเองไม่ใช่ปัญหาหลัก แต่ "ค่าน้ำตาลสะสม (Glycemic Load)" ต่างหากที่เป็นตัวแปรสำคัญกว่า และผลลัพธ์ระหว่างดาร์กช็อกโกแลตกับมิลก์ช็อกโกแลตก็แตกต่างกันค่อนข้างมากครับ
ความเชื่อที่ว่า "ช็อกโกแลตทำให้เกิดสิว" มาจากไหน?
ในงานวิจัยทางคลินิกเก่าๆ พบว่า กลุ่มที่กินช็อกโกแลตกับกลุ่มที่ไม่กินแทบไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นในแวดวงการแพทย์ช่วงหนึ่ง จึงมีความเห็นว่า "ช็อกโกแลตไม่เกี่ยวกับสิว" เป็นกระแสหลักครับ
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในยุคล่าสุดกลับรายงานถึง ความเชื่อมโยงระหว่างอาหารที่มีน้ำตาลสูงกับการเกิดสิว อีกครั้ง ประเด็นสำคัญอยู่ที่ไม่ใช่ "ช็อกโกแลตตัวมันเอง" แต่เป็นการรวมกันของ "น้ำตาล + นม + ไขมัน" ต่างหาก ซึ่งมิลก์ช็อกโกแลตคือตัวอย่างที่ครบทั้งสามองค์ประกอบนี้ครับ
ดาร์กช็อกโกแลตกับมิลก์ช็อกโกแลต ผลลัพธ์ต่างกัน
แม้จะถูกเรียกรวมว่า "ช็อกโกแลต" เหมือนกัน แต่สัดส่วนส่วนประกอบแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ
มิลก์ช็อกโกแลต มีสัดส่วนโกโก้ต่ำ แต่มีนมและน้ำตาลในปริมาณมาก จึงได้รับทั้งผลกระทบจาก IGF-1 ในนม และการกระตุ้นอินซูลินจากน้ำตาลพร้อมกันครับ
ดาร์กช็อกโกแลต (70% ขึ้นไป) มี สัดส่วนโกโก้สูงและมีนมและน้ำตาลน้อยกว่า นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างโพลีฟีนอล ซึ่งในบางงานวิจัยพบว่าอาจให้ผลดีต่อผิวหนังด้วยซ้ำครับ
นี่คือเหตุผลที่กินในปริมาณเท่ากัน แต่ผลลัพธ์ด้านสิวอาจแตกต่างกัน บางคนที่บอกว่า "เลิกช็อกโกแลตแล้วแต่สิวก็ยังเท่าเดิม" อาจเป็นเพราะกินแต่ดาร์กช็อกโกแลตมาตลอดนั่นเองครับ
ขนมปัง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โซดา — จริงๆ แล้วตัวแปรที่ใหญ่กว่าคือพวกนี้
ในอาหารประจำวันมักมี อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงกว่าช็อกโกแลต อยู่บ่อยครั้งกว่ามากครับ ไม่ว่าจะเป็นขนมปังขาว ข้าวขาว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โดนัท เครื่องดื่มรสหวาน ซีเรียล หรือขนมขบเคี้ยวแปรรูปต่างๆ
เมื่ออาหารเหล่านี้ถูกรับประทานซ้ำๆ ทุกวัน อินซูลินจะถูกกระตุ้นบ่อยครั้ง ส่งผลให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้นและสิวสะสมตามมา ดังนั้นเครื่องดื่มรสหวานที่ดื่มทุกวันจึงเป็นตัวแปรที่ใหญ่กว่าช็อกโกแลตหนึ่งชิ้นที่กินเดือนละครั้งมากครับ
เลิกของหวานแล้วได้ผลจริงไหม?
มี งานวิจัยที่ทดลองใช้อาหารค่าดัชนีน้ำตาลต่ำเป็นเวลา 12 สัปดาห์ แล้วพบว่าสิวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญครับ อย่างไรก็ตาม อาหารที่ใช้ในการทดลองนั้นไม่ใช่แค่ "งดของหวาน" เฉยๆ แต่เป็นการลดอาหารแปรรูปและเปลี่ยนมากินธัญพืชไม่ขัดสี ผัก และโปรตีนเป็นหลักครับ
หากอยากลองด้วยตัวเอง แนะนำให้ลดอาหารแปรรูปรสหวานและแป้งขัดขาวประมาณ 4 สัปดาห์ แล้วถ่ายรูปในเวลาเดียวกัน ระยะทางเดียวกัน เพื่อเปรียบเทียบผลอย่างเป็นรูปธรรมครับ
ตัวแปรที่ใหญ่กว่าอาหาร — การนอนหลับและความเครียด
ถ้าปรับอาหารอย่างจริงจังแล้วยังไม่เห็นผล ลองมองหาตัวแปรอื่นดูครับ การนอนหลับไม่เพียงพอและความเครียดกระตุ้นต่อมไขมันโดยตรงผ่านคอร์ติซอล หากนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงทุกวันหรืออยู่ในภาวะเครียดเรื้อรัง ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลต่อสิวมากกว่าอาหารด้วยซ้ำครับ
อีกปัจจัยหนึ่งคือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนครับ ไม่ว่าจะเป็นรอบเดือน วัยรุ่น วัยทอง หรือภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการปรับอาหารเพียงอย่างเดียว หากดูแลทั้งอาหารและการนอนหลับแล้วแต่สิวยังคงขึ้นซ้ำๆ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าควรปรึกษาแพทย์เรื่องฮอร์โมนครับ
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปนะครับ หากยังไม่แน่ใจว่าสิวของตัวเองมาจากอาหารหรือสาเหตุอื่น การเข้าพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดครับ
บทความที่เกี่ยวข้อง
คำถามที่พบบ่อย
Q. ดาร์กช็อกโกแลตกินทุกวันได้ไหม?
A. ดาร์กช็อกโกแลต 70% ขึ้นไปในปริมาณเล็กน้อยมักไม่ก่อปัญหาสำหรับหลายคนครับ อย่างไรก็ตาม หากกินในปริมาณมากครั้งเดียว อาจได้รับผลกระทบจากคาเฟอีนและกรดออกซาลิก จึงควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมครับ
Q. ต้องเลิกน้ำตาลให้หมดเลยถึงจะได้ผลไหม?
A. ไม่จำเป็นต้องงดทั้งหมดครับ ลองเริ่มจากลดอาหารแปรรูปรสหวานและเครื่องดื่มรสหวานก่อน แล้วดูการเปลี่ยนแปลงหลัง 4 สัปดาห์ น้ำตาลที่มีอยู่ตามธรรมชาติในผลไม้ทั้งผลหรือธัญพืชไม่ขัดสีมีผลกระทบน้อยกว่ามากครับ
Q. ปรับอาหารแล้วแต่ไม่มีอะไรเปลี่ยน ควรทำอย่างไร?
A. ลองตรวจสอบการนอนหลับ ความเครียด วิธีการล้างหน้า และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนตามลำดับครับ หากสิวยังไม่ดีขึ้นแม้จะปรับอาหารแล้ว การพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทางการแพทย์อาจเป็นคำตอบที่เร็วและตรงจุดกว่าครับ









