ทำไมโบท็อกซ์กรามของผู้ชายต้องใช้ยาสองเท่าของผู้หญิง — คุณหมอเผยเหตุผล
รูปหน้าและวอลุ่ม

ทำไมโบท็อกซ์กรามของผู้ชายต้องใช้ยาสองเท่าของผู้หญิง — คุณหมอเผยเหตุผล

ใช้ปริมาณโบท็อกซ์กรามเท่ากันสำหรับชายและหญิงได้ผลแค่ครึ่งเดียวครับ ถ้าผู้หญิงใช้ 40 ยูนิตเป็นมาตรฐาน ผู้ชายต้องเริ่มที่ 80 ยูนิต — ผมจะอธิบายด้วยเรื่องความแตกต่างของมวลกล้ามเนื้อครับ

วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน
6นาที
ช่อง YouTube ของ BEAUTYSDOCTORS ที่แพทย์อธิบายเรื่องความงามเกาหลีโดยตรง

วางแผนมาโซล

กำลังวางแผนมาโซลอยู่ใช่ไหม?

แชตผ่าน LINE

โบท็อกซ์กราม

ทำไมผู้ชายต้องใช้ยาสองเท่าของผู้หญิง

โบท็อกซ์กราม 50 ยูนิต ไม่พอสำหรับผู้ชาย (คู่มือปริมาณที่เหมาะสมสำหรับกล้ามเนื้อขมับในผู้ชาย)

อ่านสิ่งนี้ก่อนเลยครับ

Q. ได้ยินมาว่าโบท็อกซ์กรามใช้ปริมาณเท่ากันทั้งชายและหญิง

จริงหรือเปล่าครับ?

A. ไม่จริงครับ

ถ้าผู้หญิงใช้ 40 ยูนิต

ผู้ชายต้องเริ่มต้นที่ 80 ยูนิตครับ

เพราะมวลกล้ามเนื้อต่างกัน 1.5–2 เท่า หากใช้ปริมาณเท่ากัน

ผู้ชายจะได้ผลเพียงครึ่งเดียวครับ

Q. แล้วทำไมถึงมีความแตกต่างขนาดนั้นครับ?

A. เพราะความหนาและความหนาแน่น

ของกล้ามเนื้อขมับ (กล้ามเนื้อที่ใช้เคี้ยวอาหาร) ต่างกันโดยพื้นฐานครับ

โบท็อกซ์ออกฤทธิ์ต่อหน่วยพื้นที่ ดังนั้นยิ่งกล้ามเนื้อหนา

ก็ยิ่งต้องใช้ปริมาณมากขึ้น

จึงจะคลายกล้ามเนื้อได้อย่างเพียงพอครับ

ปริมาณโบท็อกซ์กรามชาย-หญิง ต้องไม่เท่ากัน! เหตุผลที่ผู้ชายต้องเริ่มที่ 80 ยูนิต

โบท็อกซ์กราม

ถ้าเคยได้ยินว่าชายหญิงใช้ปริมาณเท่ากัน

ถ้าคุณค้นหาเรื่องปริมาณโบท็อกซ์กรามแล้วเข้ามาอ่านบทความนี้ คงสงสัยว่า

"สรุปแล้วกี่ยูนิตถึงจะเหมาะสม"

ใช่ไหมครับ

โดยเฉพาะคนไข้ผู้ชายหลายคนมาหาผมพร้อมกับบอกว่า

"เคยฉีดที่อื่นมาแล้ว แต่ไม่เห็นผลเลยครับ"

โบท็อกซ์กรามคือการฉีดโบทูลินัม ท็อกซินเข้าไปในกล้ามเนื้อขมับ

ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อด้านข้างของกรามที่ใช้เคี้ยวอาหาร

เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อและลดความโดดเด่นของกรามครับ

มีหัตถการที่คล้ายกันคือการผ่าตัดกราม ซึ่งเป็นการตัดกระดูก

ในขณะที่โบท็อกซ์เป็นเพียงการลดขนาดกล้ามเนื้อ

โดยไม่ต้องผ่าตัด ความแตกต่างจึงมีมากครับ

ช่วงพักฟื้น ค่าใช้จ่าย และความสามารถในการย้อนกลับ

แตกต่างจากการผ่าตัดโดยสิ้นเชิงครับ

ฉีดโบท็อกซ์กรามแล้ว 2 สัปดาห์ยังไม่เห็นผล? มาหา 'ปริมาณที่แท้จริง' ที่เหมาะกับกล้ามเนื้อของคุณ

ทำไมหัตถการเดียวกัน

บางคนได้ผล บางคนไม่ได้ผล?

ข้อคิดสำคัญจาก หมอวียองจิน

ถ้าผู้หญิงใช้โบท็อกซ์กราม 40 ยูนิต

ผู้ชายต้องเริ่มต้นที่ 80 ยูนิตครับ

เพราะมวลกล้ามเนื้อของผู้ชายมากกว่า 1.5–2 เท่า

ปริมาณเดียวกันจึงให้ผลไม่เพียงพอครับ

จริงๆ แล้วเรื่องนี้ผมได้ยินในห้องตรวจ

สัปดาห์ละสองสามครั้งอยู่แล้วครับ

อาทิตย์ที่แล้วมีผู้ชายอายุ 39 ปีเข้ามาหาผมครับ

เขาฉีดโบท็อกซ์กราม 50 ยูนิตที่คลินิกอื่นมา

แต่ผ่านไป 3 สัปดาห์แล้วยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยครับ

ดูจากประวัติพบว่าคลินิกนั้นกำหนดมาตรฐาน 50 ยูนิตเท่ากันทั้งชายและหญิงครับ

เรื่องนี้มันค่อนข้างกำกวมตรงที่

คนไข้ผู้หญิงที่ใช้ปริมาณนั้น

ได้ผลดีพอสมควรครับ

ปัญหาอยู่ที่กล้ามเนื้อขมับของผู้ชาย เมื่อวัดความหนาด้วยอัลตราซาวด์

ผู้หญิงอยู่ที่เฉลี่ย 10 มม.

ส่วนผู้ชายอยู่ที่ประมาณ 15 มม. ครับ

ถ้าคำนวณเป็นปริมาตรไม่ใช่พื้นที่

จะต่างกัน 1.5–2 เท่าครับ

มวลกล้ามเนื้อมากกว่าสองเท่า

แต่ใช้โบท็อกซ์ปริมาณเท่ากัน จะเกิดอะไรขึ้น?

ความเข้มข้นของท็อกซินที่ออกฤทธิ์ต่อหน่วยปริมาตร

จะลดลงครึ่งหนึ่ง ทำให้ไม่ได้ผล

หรือถึงจะได้ผลก็หายภายในสองเดือนครับ

ผมจึงฉีดเพิ่มอีก 30 ยูนิตให้เขาครับ

รวมกับที่ฉีดมาก่อน 50 ยูนิต รวมเป็นทั้งหมด 80 ยูนิตครับ

สองสัปดาห์ต่อมาเขากลับมาและบอกว่า

"ตอนนี้รู้สึกได้แล้วครับว่าแรงเคี้ยวลดลง"

และรู้สึกพอใจมากครับ

การฉีดเพิ่มกรณีทนต่อยาปกติควรเว้นระยะอย่างน้อยหนึ่งเดือน

แต่กรณีนี้แทบไม่เห็นผลจากการฉีดครั้งแรกเลย

ผมจึงเสริมให้เร็วครับ

นอกจากนี้ควรทราบเรื่องระยะเวลาที่เห็นผลด้วยครับ

วันที่ 3 จะเริ่มรู้สึกว่าแรงลดลงเล็กน้อย

และการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนจะเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ 2 ครับ

กรอบหน้าจะเริ่มเรียบขึ้นโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 4–6 สัปดาห์ครับ

ระยะเวลาที่คงอยู่เฉลี่ย 3 เดือน

บางคนอยู่ได้ถึง 6 เดือนครับ

ดังนั้น ถ้าบอกว่า "ฉีดมาอาทิตย์นึงแล้วยังไม่เห็นผล"

ผมก็จะแนะนำให้รอก่อนสัก 2 สัปดาห์ครับ

สรุปสำคัญจาก หมอวียองจิน

ปริมาณโบท็อกซ์กรามควรกำหนดตามมวลกล้ามเนื้อ

ไม่ใช่ตามเพศครับ

ถ้า 40 ยูนิตคือมาตรฐานของผู้หญิง

80 ยูนิตคือจุดเริ่มต้นของผู้ชายครับ

และผลลัพธ์ไม่ควรตัดสินทันทีหลังฉีด

ต้องรอให้ผ่านไปอย่างน้อย 2 สัปดาห์จึงจะประเมินได้อย่างแม่นยำครับ

[สรุป] คู่มือปริมาณโบท็อกซ์กรามสำหรับผู้ชาย: รวมปริมาณที่เหมาะสมตามความหนาของกล้ามเนื้อขมับ

โบท็อกซ์กราม

ลองดูว่าตัวเองอยู่ในประเภทไหน

ประเภท

ปริมาณที่แนะนำ (รวมทั้งสองข้าง)

ระยะเวลาที่คงอยู่

ผู้หญิง กล้ามเนื้อปกติ

30–40 ยูนิต

3–4 เดือน

ผู้หญิง กล้ามเนื้อหนา

ประมาณ 50 ยูนิต

3–4 เดือน

ผู้ชาย กล้ามเนื้อปกติ

70–80 ยูนิต

3 เดือน

ผู้ชาย กล้ามเนื้อหนา

90–100 ยูนิต

2–3 เดือน

ฉีดซ้ำ (ตั้งแต่ครั้งที่ 2 เป็นต้นไป)

70–80% ของปริมาณเริ่มต้น

นานขึ้น

มีสิ่งหนึ่งที่ต้องบอกไว้ด้วยครับ

เมื่อปริมาณยาเพิ่มขึ้น

ความเสี่ยงของการสร้างแอนติบอดีก็เพิ่มขึ้นตามครับ

ผู้ชายที่ฉีด 100 ยูนิตบ่อยๆ อาจพบว่า

ผลลัพธ์ค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ ในภายหลังครับ

ดังนั้นสำหรับผู้ชาย ผมแนะนำให้ฉีดปริมาณที่เพียงพอในครั้งแรก

แต่ตั้งแต่การฉีดซ้ำขึ้นไป ให้ลดปริมาณลงและเว้นระยะห่างมากขึ้นครับ

3 คำถามที่ถามกันมากที่สุด

ในห้องตรวจของผม

Q1. แล้วผู้ชายต้องฉีด

80 ยูนิตขึ้นไปเสมอไหมครับ?

แม้แต่ในผู้ชาย บางคนก็มีกล้ามเนื้อบาง

และในผู้หญิง บางคนก็มีกล้ามเนื้อหนาครับ

ดังนั้นเราจะคลำดูและตรวจสอบความหนาโดยตรงครับ

ที่บอกว่าผู้ชายเฉลี่ยอยู่ที่ 80 ยูนิต

ไม่ได้หมายความว่าจะฉีดปริมาณมากโดยไม่ตรวจสอบก่อนครับ

Q2. การแบ่งฉีดหลายครั้งปลอดภัยกว่าไหมครับ?

ผมไม่แนะนำให้ลดปริมาณแล้ว

แบ่งฉีดเป็นสองครั้งโดยตั้งใจครับ

กล้ามเนื้อจะพักผ่อนได้อย่างถูกต้อง

ก็ต่อเมื่อได้รับปริมาณที่เพียงพอในครั้งเดียวครับ

การแบ่งฉีดปริมาณน้อยลงไม่เพียงทำให้ผลลัพธ์ไม่สมบูรณ์

แต่อาจเพิ่มความเสี่ยงของการดื้อยาด้วยครับ

Q3. ถ้าฉีดโบท็อกซ์กรามแล้วแก้มยุบลงจะทำอย่างไรครับ?

แก้มยุบมักเกิดกับคนที่มีไขมันแก้มน้อยอยู่แล้วครับ

เป็นปรากฏการณ์ที่บริเวณใต้โหนกแก้มดูโหว่ลง

เมื่อกล้ามเนื้อลดขนาดลงครับ

สำหรับคนที่มีลักษณะแบบนี้ การปรับปริมาณตั้งแต่แรก

หรือใช้ร่วมกับหัตถการปรับกรอบหน้าอื่นๆ

จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ามากครับ

ถ้าวันนี้จะให้จำสิ่งเดียว

— โบท็อกซ์กรามควรฉีดตามมวลกล้ามเนื้อของตัวเอง

ไม่ใช่ตามเพศ อย่าลืมนะครับ

บทความหน้าจะมาพูดถึง

'วิธีจับเวลาที่เหมาะสมในการฉีดโบท็อกซ์กรามซ้ำ'

ครับ

ขอบคุณที่ติดตามอ่านครับ นี่คือ หมอวียองจิน ครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง

คำถามที่พบบ่อย

Q1. ทำไมผู้ชายต้องใช้โบท็อกซ์กรามมากกว่าผู้หญิงถึงสองเท่า?

เพราะมวลกล้ามเนื้อขมับของผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 1.5–2 เท่า หากใช้ปริมาณเท่ากับผู้หญิง ผู้ชายจะได้ผลเพียงครึ่งเดียว จึงมักต้องเริ่มต้นที่ปริมาณสูงกว่า เช่น ผู้หญิง 40 ยูนิต ผู้ชายอาจต้องเริ่มที่ 80 ยูนิตค่ะ

Q2. ปริมาณที่แน่นอนควรใช้เท่าไหร่?

ปริมาณที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความหนาของกล้ามเนื้อขมับของแต่ละคน ซึ่งวัดได้ด้วยอัลตราซาวด์ โดยทั่วไปผู้หญิงเฉลี่ยประมาณ 10 มม. ผู้ชายประมาณ 15 มม. ควรให้แพทย์ประเมินและกำหนดปริมาณที่เหมาะสมเป็นรายบุคคลค่ะ

Q3. ถ้าฉีดปริมาณน้อยเกินไปจะเกิดอะไรขึ้น?

หากปริมาณไม่เพียงพอต่อมวลกล้ามเนื้อ ความเข้มข้นของท็อกซินที่ออกฤทธิ์ต่อหน่วยปริมาตรจะลดลง อาจทำให้ไม่เห็นผล หรือแม้ได้ผลก็อาจหายไปเร็วภายในเวลาเพียงสองเดือนค่ะ

Q4. โบท็อกซ์กรามต่างจากการผ่าตัดกรามอย่างไร?

โบท็อกซ์กรามเป็นการลดขนาดกล้ามเนื้อโดยไม่ต้องผ่าตัด ขณะที่การผ่าตัดกรามเป็นการตัดกระดูก ทั้งสองวิธีแตกต่างกันมากในแง่ช่วงพักฟื้น ค่าใช้จ่าย และความสามารถในการย้อนกลับ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะกับเป้าหมายของแต่ละคนค่ะ

บทความแนะนำ

Titanium Lifting ช่วยเรื่องรูปหน้าและผิวแดงได้ด้วยจริงไหมรูปหน้าและวอลุ่ม

Titanium Lifting ช่วยเรื่องรูปหน้าและผิวแดงได้ด้วยจริงไหม

หลายคนทำ Titanium Lifting เพราะอยากยกกระชับ แต่กลับรู้สึกว่าไลน์กรามคมขึ้นและผิวแดงลดลงด้วย บทความนี้อธิบายว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น และคาดหวังได้แค่ไหนค่ะ

Juvelook Volume กับการเติมวอลลุ่มบริเวณหน้าผาก เหมาะกับใครบ้าง?รูปหน้าและวอลุ่ม

Juvelook Volume กับการเติมวอลลุ่มบริเวณหน้าผาก เหมาะกับใครบ้าง?

หน้าผากที่ดูแบนหรือบุ๋มเล็กน้อยเป็นสัญญาณหนึ่งของการสูญเสียวอลลุ่มตามอายุ บทความนี้พาเจาะลึกว่า Juvelook Volume ช่วยเติมเต็มบริเวณนี้ได้อย่างไร และแตกต่างจากฟิลเลอร์แบบดั้งเดิมตรงไหน

สัญญาณที่บอกว่ากรามเริ่มกลับมาหลังโบท็อกซ์รูปหน้าและวอลุ่ม

โบท็อกซ์กรามกลับมาเหลี่ยมอีกแล้ว ทำซ้ำได้เลยไหม หรือต้องรอ?

โบท็อกซ์กรามช่วยให้กล้ามเนื้อ masseter เล็กลงได้จริง แต่ผลจะค่อย ๆ หายไปเมื่อกล้ามเนื้อฟื้นตัว บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณรู้จักสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาทำซ้ำ และวิธีประเมินจังหวะที่ดีที่สุดสำหรับคุณค่ะ

บทความล่าสุด

InMode FX เจ็บแค่ไหน ครีมชาช่วยได้จริงไหมลิฟติ้ง

InMode FX เจ็บแค่ไหน? ครีมชาช่วยได้จริงไหม

InMode FX เป็นที่พูดถึงมากในแง่ความรู้สึกระหว่างทำ ว่าเจ็บหรือไม่เจ็บ ครีมชาช่วยได้แค่ไหน บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณเข้าใจทุกอย่างก่อนตัดสินใจนัดค่ะ

Oligio X บวมแดงหายกี่วัน timeline ฟื้นตัวลิฟติ้ง

Oligio X บวมและแดงหายเองได้ภายในกี่วัน?

หลังทำ Oligio X อาการบวมเล็กน้อยและรอยแดงเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ โดยส่วนใหญ่มักทุเลาลงภายใน 2-3 วัน บทความนี้จะพาคุณดู timeline การฟื้นตัวแบบวันต่อวัน พร้อมอธิบายว่าอาการแบบไหนที่ควรแจ้งแพทย์ค่ะ

Potenza หลังทำล้างหน้า แต่งหน้าได้เมื่อไหร่ลิฟติ้ง

Potenza หลังทำแล้วล้างหน้า แต่งหน้าได้เมื่อไหร่ดี?

หลังทำ Potenza (Microneedle RF) รูเข็มเล็ก ๆ บนผิวต้องการเวลาฟื้นตัว การรู้ว่าเมื่อไหร่ถึงเริ่มล้างหน้าและแต่งหน้าได้ช่วยให้การฟื้นตัวราบรื่นขึ้น บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปดูไทม์ไลน์ที่ควรรู้ค่ะ

Sofwave vs Thermage FLX เปรียบเทียบอัลตราซาวด์กับ RF liftingลิฟติ้ง

Sofwave vs Thermage FLX ต่างกันยังไง? อัลตราซาวด์กับ RF ใครเหมาะกับใคร

Sofwave และ Thermage FLX เป็นสองตัวเลือกยอดนิยมสำหรับการยกกระชับแบบไม่ต้องผ่าตัด แต่ใช้พลังงานคนละชนิด เข้าถึงผิวในความลึกที่ต่างกัน บทความนี้จะพาไปเจาะลึกความแตกต่างและแนะนำว่าควรเลือกตัวไหนให้เหมาะกับสภาพผิวและความต้องการของคุณค่ะ

มีสิวอยู่ทำเลเซอร์หรือลิฟติ้งได้เลยไหม? จังหวะสำคัญที่ต้องรู้ผิวหนัง

มีสิวอยู่ ทำเลเซอร์หรือลิฟติ้งได้เลยไหม? จังหวะสำคัญที่ต้องรู้

เวลาสิวขึ้นมาพอดีกับนัดทำหัตถการ หลายคนสงสัยว่าควรเลื่อนนัดหรือทำได้เลย จริงๆ แล้วขึ้นอยู่กับประเภทหัตถการและความรุนแรงของสิวในขณะนั้น ไม่ใช่ทุกอย่างที่ต้องรอค่ะ

Titanium Lifting ช่วยเรื่องรูปหน้าและผิวแดงได้ด้วยจริงไหมรูปหน้าและวอลุ่ม

Titanium Lifting ช่วยเรื่องรูปหน้าและผิวแดงได้ด้วยจริงไหม

หลายคนทำ Titanium Lifting เพราะอยากยกกระชับ แต่กลับรู้สึกว่าไลน์กรามคมขึ้นและผิวแดงลดลงด้วย บทความนี้อธิบายว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น และคาดหวังได้แค่ไหนค่ะ

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors