ฉีดร่องแก้มแล้วปากยังดูตก? อาจเป็นเพราะหลุมใต้ริมฝีปาก
หลายคนฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มไปหลายรอบแต่ปากยังดูตกเหมือนเดิม จุดที่มักถูกมองข้ามคือหลุมตื้น ๆ ใต้ริมฝีปากล่างที่เชื่อมกับคาง บทความนี้พาไปดูสาเหตุและแนวทางดูแลที่เหมาะสม

วางแผนมาโซล
กำลังวางแผนมาโซลอยู่ใช่ไหม?
อัปเดตล่าสุด: กรกฎาคม 2026
เคยไหมคะ ที่ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มไปหลายรอบแล้ว แต่พอถ่ายรูปหรือส่องกระจกกลับยังรู้สึกว่าปากดูตกและใบหน้าดูเหนื่อยเหมือนเดิม หลายคนคิดว่าต้องเติมร่องแก้มให้เต็มขึ้นอีกถึงจะดีขึ้น แต่จริง ๆ แล้วจุดที่ทำให้ใบหน้าโซนรอบปากดูแก่กว่าที่คิดอาจไม่ใช่ร่องแก้มอย่างเดียว แต่เป็นหลุมตื้น ๆ ใต้ริมฝีปากล่างที่เชื่อมไปถึงคาง ซึ่งเป็นจุดที่มักถูกมองข้าม การนวดหน้าหรือทาครีมบำรุงเองที่บ้านแทบไม่ช่วยแก้ปัญหานี้ได้เลย บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่าทำไมหลุมใต้ริมฝีปากถึงทำให้หน้าดูแก่กว่าที่ควร พร้อมแนะนำแนวทางการดูแลที่เหมาะสมค่ะ
หลุมใต้ริมฝีปากคืออะไร ต่างจากร่องแก้มยังไง
ฟิลเลอร์หลุมใต้ริมฝีปากคือการฉีดกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid: HA) ปริมาณเล็กน้อยเข้าไปในตำแหน่งรอยบุ๋มระหว่างริมฝีปากล่างกับคาง เพื่อทำให้พื้นผิวบริเวณนั้นเรียบขึ้นและลดเงาที่ตกกระทบบนใบหน้า ต่างจากฟิลเลอร์ร่องแก้มที่เติมเข้าไปในร่องลึกโดยตรง ฟิลเลอร์จุดนี้ไม่ได้เติมร่องแก้มเอง แต่ปรับ "ระนาบ" รอบปากให้เรียบเนียนขึ้น ซึ่งเปลี่ยนทิศทางแสงและเงาที่ตกกระทบบนใบหน้า แม้วิธีการฉีดจะดูคล้ายกัน แต่จุดประสงค์ต่างกันพอสมควรค่ะ
จุดสังเกตง่าย ๆ คือให้มองใบหน้าจากด้านข้างในกระจก หากเห็นรอยบุ๋มตื้น ๆ ใต้ริมฝีปากล่างก่อนถึงคาง นั่นคือจุดที่กำลังพูดถึง ซึ่งเป็นคนละตำแหน่งกับร่องแก้มที่อยู่ข้างจมูกไล่ลงมาถึงมุมปาก

ทำไมจุดนี้ถึงเริ่มบุ๋มลงเมื่ออายุมากขึ้น
สาเหตุหลักมาจากสองอย่างที่เกิดพร้อมกัน อย่างแรกคือกล้ามเนื้อบริเวณคาง (mentalis) ที่หดตัวซ้ำ ๆ ทุกครั้งที่พูดหรือขยับปาก เหมือนหนังยางที่ถูกดึงยืดบ่อย ๆ จนความยืดหยุ่นลดลงตามเวลา อย่างที่สองคือชั้นไขมันใต้ผิวหนังบริเวณนี้ที่บางลงตามวัย เมื่อทั้งสองอย่างเกิดร่วมกัน พื้นผิวที่เคยเรียบก็ค่อย ๆ ยุบตัวลงจนกลายเป็นรอยบุ๋มตื้น ๆ ที่มองเผิน ๆ อาจดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่องแก้มหรือมุมปากที่ตก ทั้งที่จริงแล้วเป็นคนละจุดกัน
พูดง่าย ๆ คือ เป็นเหมือนบ้านที่มีเสาต้นหนึ่งทรุดตัวลงทีละน้อยโดยไม่มีใครสังเกต จนวันหนึ่งพื้นบ้านทั้งแถบนั้นก็เอียงตามไปด้วย ผลลัพธ์ที่เห็นคือใบหน้าดูตกและเหนื่อยกว่าความเป็นจริง ทั้งที่ต้นเหตุจริง ๆ อยู่ที่จุดเล็ก ๆ ใต้ริมฝีปากค่ะ
ทำไมฟิลเลอร์ปริมาณน้อยตรงนี้ถึงเปลี่ยนภาพรวมทั้งใบหน้าได้มาก
โดยทั่วไปตำแหน่งนี้ใช้ฟิลเลอร์เพียงข้างละประมาณ 0.1-0.15 ซีซี รวมสองข้างไม่เกิน 0.3 ซีซี ซึ่งน้อยกว่าปริมาณที่ใช้กับร่องแก้ม ที่มักอยู่ราว 1 ซีซีขึ้นไปค่อนข้างมาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้จากปริมาณน้อยตรงนี้กลับดูเปลี่ยนไปมากกว่าที่คาดในหลายกรณี เพราะเมื่อพื้นผิวรอบปากเรียบขึ้น เงาที่เคยตกกระทบร่องแก้มและมุมปากก็จางลงไปตามไปด้วย พูดง่าย ๆ คือเป็นการแก้ที่ต้นตอของเงา ไม่ใช่การเติมร่องที่ปลายทางค่ะ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับโครงหน้าและลักษณะรอยบุ๋มของแต่ละคน
จุดที่ควรระวังคือตำแหน่งนี้มีกล้ามเนื้อขยับตลอดเวลา หากฉีดในปริมาณที่มากเกินไป อาจเห็นเป็นก้อนตอนพูดหรือทำให้คางดูยื่นออกมาแปลก ๆ ได้ การควบคุมปริมาณให้พอดีจึงสำคัญกว่าจำนวนที่ฉีดค่ะ

เหมาะกับใคร และไม่เหมาะกับใคร
ฟิลเลอร์หลุมใต้ริมฝีปากเหมาะกับคนที่เคยฉีดร่องแก้มมาแล้วแต่ยังรู้สึกว่าปากดูตกหรือมีเงาเข้มบริเวณมุมปาก รวมถึงคนที่มีรอยบุ๋มใต้ริมฝีปากชัดเจนเมื่อมองจากด้านข้าง ต่อไปนี้เป็นข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ
- เหมาะกับคนที่มีเงาใต้ริมฝีปากชัดแม้ร่องแก้มไม่ลึกมาก
- เหมาะกับคนที่กล้ามเนื้อคางขยับแรงจนพื้นผิวรอบปากดูไม่เรียบ
- ไม่เหมาะกับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- ไม่เหมาะกับผู้ที่มีประวัติแพ้ฟิลเลอร์หรือกรดไฮยาลูโรนิก
- ควรระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ที่มีแนวโน้มเป็นแผลคีลอยด์ง่าย
หากมีข้อสงสัยว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มไหน แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อน เพราะแต่ละคนมีโครงหน้าและระดับการขยับของกล้ามเนื้อที่ต่างกันค่ะ

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ
ตำแหน่งนี้อยู่ใกล้เส้นเลือดบริเวณกึ่งกลางใบหน้า จึงมีโอกาสเกิดรอยช้ำได้แม้จะพบไม่บ่อยนัก หลังฉีดอาจมีอาการบวมหรือรู้สึกตึงเล็กน้อยในช่วง 1-2 วันแรก ซึ่งมักหายได้เองภายใน 3-5 วัน หากมีอาการผิดปกติ เช่น บวมมากผิดสังเกตหรือปวดรุนแรงต่อเนื่อง ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
ในวันที่ฉีด ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และการเข้าซาวน่า และหากผ่านไปแล้วสองสัปดาห์ยังคลำเจอก้อนอยู่ สามารถใช้เอนไซม์สลายฟิลเลอร์ (Hyaluronidase) เพื่อปรับแก้ได้ จึงไม่ต้องกังวลมากจนเกินไปค่ะ สำหรับคนที่กล้ามเนื้อคางขยับแรงเป็นพิเศษ แพทย์อาจแนะนำให้ฉีดโบท็อกซ์บริเวณคางก่อนล่วงหน้าประมาณสองสัปดาห์ ก่อนค่อยฉีดฟิลเลอร์ตามเพื่อความปลอดภัยที่มากขึ้น
ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้
ผลลัพธ์จากฟิลเลอร์หลุมใต้ริมฝีปากโดยเฉลี่ยอยู่ได้ประมาณ 8-12 เดือน ซึ่งสั้นกว่าร่องแก้มเล็กน้อย เนื่องจากตำแหน่งนี้มีการขยับของกล้ามเนื้อตลอดเวลา ระยะเวลาที่แท้จริงขึ้นอยู่กับชนิดฟิลเลอร์ที่ใช้และการดูแลตัวเองหลังฉีดของแต่ละคน ส่วนค่าใช้จ่ายจะแตกต่างกันไปตามปริมาณที่ใช้และคลินิกแต่ละแห่ง เนื่องจากตำแหน่งนี้ใช้ปริมาณน้อยกว่าร่องแก้มค่อนข้างมาก ค่าใช้จ่ายโดยรวมจึงมักต่ำกว่าการฉีดร่องแก้มเต็มรูปแบบ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินปริมาณที่เหมาะกับใบหน้าของตัวเองก่อนตัดสินใจ ราคาที่คลินิกในกรุงโซลอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงเวลาค่ะ
สรุป
สรุปแล้ว ถ้าฉีดร่องแก้มไปหลายรอบแต่ปากยังดูตกหรือใบหน้ายังดูเหนื่อยเหมือนเดิม จุดที่ควรมองคือหลุมใต้ริมฝีปากที่เชื่อมกับคาง ซึ่งเป็นจุดเล็ก ๆ ที่ใช้ปริมาณฟิลเลอร์ไม่มากแต่ส่งผลต่อภาพรวมของใบหน้าได้ชัดเจน ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจทุกครั้ง หากคุณกำลังกังวลว่าทำไมปากถึงยังดูตกทั้งที่ฉีดร่องแก้มไปแล้ว ทักมาปรึกษาคุณหมอที่ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล ผ่าน LINE ได้เลยนะคะ ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
คำถามที่พบบ่อย
Q1. ฟิลเลอร์หลุมใต้ริมฝีปาก เจ็บไหม
ตำแหน่งนี้อาจรู้สึกตึงหรือเจ็บเล็กน้อยระหว่างฉีด เนื่องจากอยู่ใกล้กล้ามเนื้อที่ขยับตลอดเวลา แพทย์มักทายาชาเฉพาะที่ก่อนฉีดเพื่อลดความรู้สึกไม่สบายค่ะ
Q2. ฉีดแล้วกี่วันถึงจะเห็นผลชัดเจน
ส่วนใหญ่เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่วันที่ฉีดเลย แต่ช่วง 1-2 วันแรกอาจมีอาการบวมเล็กน้อยทำให้ดูนูนกว่าปกติ พอผ่านไป 3-5 วันผิวจะเข้าที่และเห็นรูปหน้าจริงชัดเจนขึ้นค่ะ
Q3. ฟิลเลอร์หลุมใต้ริมฝีปากอยู่ได้นานแค่ไหน
โดยเฉลี่ยอยู่ได้ประมาณ 8-12 เดือน ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบริเวณคางและชนิดของฟิลเลอร์ที่ใช้ ตำแหน่งนี้มักอยู่ได้สั้นกว่าร่องแก้มเล็กน้อยเนื่องจากมีการขยับตลอดเวลาค่ะ
Q4. เหมาะกับใครบ้าง แล้วใครไม่ควรทำ
เหมาะกับคนที่รู้สึกว่าฉีดร่องแก้มแล้วแต่ปากยังดูตกหรือมีเงาใต้ริมฝีปาก ส่วนคนที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร มีประวัติแพ้ฟิลเลอร์ หรือมีแนวโน้มเป็นแผลคีลอยด์ง่าย ควรแจ้งแพทย์ก่อนตัดสินใจทุกครั้งค่ะ






