คนที่มารับ Radiesse ครึ่งหนึ่งคิดว่าเป็นตัวเดียวกับกรดไฮยาลูโรนิก


วียองจิน
ผู้อำนวยการ
คนที่มารับ Radiesse ครึ่งหนึ่งคิดว่าเป็นตัวเดียวกับกรดไฮยาลูโรนิก
พอฤดูเปลี่ยนห้องตรวจก็
"แก้มเหมือนจะวู่วามลงมากเลย" ผู้ป่วยที่พูดแบบนี้
เริ่มเยอะขึ้นอีกครั้ง
"อยากฉีดฟิลเลอร์
แต่ไม่อยากให้เห็นว่าทำ
และอยากให้อยู่นานหน่อย"
ผู้ป่วยที่พูดแบบนี้มีเยอะมากจริงๆ
เลยทำให้ช่วงนี้มีคนมาสอบถาม Radiesse เพิ่มขึ้นเยอะ
แต่พอมาปรึกษาจริงๆ แล้วคนที่รู้
ว่านี่คือฟิลเลอร์แบบไหน
น้อยกว่าที่คิด
วันนี้จะมาคุยเรื่องนี้กัน

ดูเหมือนจะคล้ายกันแต่จุดสำคัญอยู่คนละที่
Radiesse เป็นฟิลเลอร์ชนิดฉีดที่ทำมาจาก
Calcium Hydroxyapatite (CaHA) ซึ่งเป็นแร่ธาตุ
ต่างจากฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกทั่วไป
เช่น Restylane หรือ Juvederm
Radiesse มีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบหลัก
ซึ่งเป็นแร่ธาตุเดียวกับที่มีในกระดูกและฟันของเรา
ดังนั้นวิธีการทำงานและ
การสลายตัวจึงแตกต่างกัน
เมื่อเข้าใจความแตกต่างแล้วการเลือกจะง่ายขึ้น
จุดสำคัญของบทความนี้
Radiesse ทำจาก Calcium Hydroxyapatite ที่ให้ปริมาตรทันทีพร้อมกับกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีข้อดีของทั้งฟิลเลอร์และสกินบูสเตอร์รวมกัน
เสน่ห์ที่แท้จริงของ Radiesse คือ
ทำหน้าที่ของทั้ง "ฟิลเลอร์" และ "สกินบูสเตอร์"
ในครั้งเดียว
อนุภาค Calcium Hydroxyapatite
เข้าไปแล้วจะเติมปริมาตรให้
และในขณะเดียวกันเนื้อเยื่อรอบข้างจะรู้จักอนุภาคนี้
แล้วสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา
หมายความว่าในวันที่ฉีด
จะรู้สึกได้เลยว่าส่วนที่วู่วามเริ่มฟูขึ้น
และหลังจาก 2-3 เดือนผิวจะ
แข็งแรงขึ้นและยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น
เป็นโครงสร้างแบบสองชั้น

เดือนที่แล้วมีผู้ป่วยหญิงอายุ 47 ปีมา
"ไปฉีดฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิก
ที่แก้มที่โรงพยาบาลอื่นสี่ครั้งแล้ว
แต่พอผ่านไป 6 เดือนก็กลับเป็นเหมือนเดิม"
เมื่อตรวจดูผิวแล้วพบว่าไม่ใช่เรื่องการสูญเสียปริมาตร
แต่เป็นผิวที่บางลงและหย่อนคล้อย
กับผู้ป่วยแบบนี้เราจะแนะนำ Radiesse
โดยปกติจะเจือจางในอัตราส่วน 1:1 หรือ 1:2
ด้วยวิธี Hyperdilute
ฉีดกระจายอย่างทั่วถึง
หลังจากทำประมาณ 3 ครั้ง
มีผู้ป่วยหลายคนบอกว่า "เหมือนผิวกลับไปเป็น
เมื่อ 10 ปีก่อน"
กรดไฮยาลูโรนิกดึงน้ำมา
"เติม" ปริมาตร
ส่วน Radiesse เป็นแนวคิด
"สร้างผิวใหม่"
เรื่องความคงทน
ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกเฉลี่ย 9-12 เดือน
ส่วน Radiesse อยู่ได้ประมาณ 12-18 เดือน

สรุปสำคัญจากแพทย์วี ยองจิน
Radiesse ไม่ใช่ "ฟิลเลอร์เติมที่วู่วาม"
แต่เป็น "การทำผิวใหม่"
ต้องมองในแนวนี้
ปริมาตรทันที + การฟื้นฟูคอลลาเจนระยะยาว
สองสิ่งนี้พร้อมกัน สำหรับผู้ที่ต้องการ
นี่คือไพ่ใบแรกที่ผมจะเสนอ
ในห้องตรวจผมแบ่งแบบนี้
Radiesse ก็มีวิธีการ
ที่แตกต่างกันตามแต่ละกรณี
บางคนใช้สารเข้มข้นฉีดลึก
บางคนเจือจางแล้วกระจายกว้าง
ถ้าแยกแยะไม่ได้ผลลัพธ์จะต่างกันมาก
แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ดีทั้งหมด
Radiesse เนื่องจากเป็นอนุภาค
เมื่อฉีดเข้าไปแล้วไม่สามารถ
ละลายด้วยยา (Hyaluronidase) เหมือนกรดไฮยาลูโรนิก
เพื่อย้อนกลับได้
ดังนั้นจึงไม่ใช้กับริมฝีปากหรือใต้ตา
ที่เป็นบริเวณบางและอ่อนไหว
และถ้าฉีดผิดชั้นหรือปริมาณผิด
อาจเกิดปมก้อน (nodule) ได้
แต่ถ้าผู้ทำการรักษาเข้าใจกายวิภาคศาสตร์
อย่างถูกต้องและเลือกข้อบ่งชี้
ให้เหมาะสม
จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลง
คุณภาพผิวที่ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิก
ทำไม่ได้

คำถามที่ได้รับบ่อยที่สุดในห้องตรวจ 3 ข้อ
Q1. ฉีด Radiesse แล้วเห็นทันทีไหม? ไม่อยากให้เห็นว่าทำจริงๆ
A. ถ้าใช้สารเข้มข้นฉีดชั้นลึก
วันแรกอาจดูบวมเล็กน้อย
แต่ 2-3 วันก็จะดูธรรมชาติ
วิธีเจือจางแล้วกระจายกว้าง
ตั้งแต่วันแรกแทบไม่เห็นเลย
"ไม่รู้ว่าทำที่ไหน
แต่หน้าดูใสขึ้น" ประมาณนั้น
Q2. ต้องทำกี่ครั้ง และอยู่ได้นานแค่ไหน?
A. ถ้าเป็นเรื่องปริมาตร
1 ครั้งก็เพียงพอในหลายกรณี
อยู่ได้เฉลี่ย 12-18 เดือน
ถ้าเป็นการปรับปรุงคุณภาพผิว (Hyperdilute)
จะทำเป็นซีรีส์ 2-3 ครั้ง ห่างกัน 4-6 สัปดาห์
กรณีนี้ผลของการสร้างคอลลาเจน
บางคนอยู่ได้มากกว่า 2 ปี
Q3. ผลข้างเคียงมีอะไรบ้าง? ได้ยินว่าเกิดปมก้อน
A. สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือ
ปมก้อนที่คุณพูดถึง
ผิวบาง บริเวณที่เคลื่อนไหวมาก
หรือฉีดใกล้ผิวหน้าเกินไป
อาจเกิดก้อนที่คลำได้
ดังนั้นการรักษาระดับชั้นที่ปลอดภัย
ทางกายวิภาคศาสตร์จึงสำคัญ
และหลังการรักษาประมาณ 1 สัปดาห์
ควรหลีกเลี่ยงการนวดหน้าแรง
หรือการนอนคว่ำ
นานๆ ครั้งมีรายงานภาวะแทรกซ้อนของหลอดเลือด
แนะนำให้รับการรักษา
จากผู้ที่มีความชำนาญด้านกายวิภาคศาสตร์
หากไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องปริมาตรหรือการปรับปรุงคุณภาพผิว ส่งรูปมาทาง KakaoTalk ได้เลย นี่คือแพทย์วี ยองจิน








