Sofwave กับ Ultraformer (Shurink) ต่างกันอย่างไร?
Sofwave และ Ultraformer (Shurink) เป็นอัลตราซาวด์ยกกระชับทั้งคู่ แต่ต่างกันที่ความลึกของพลังงานที่ลงถึง ซึ่งกำหนดว่าจะเหมาะกับปัญหาผิวเรียบเนียนหรือความหย่อนคล้อยมากกว่ากัน

วางแผนมาโซล
กำลังวางแผนมาโซลอยู่ใช่ไหม?
เคยไหมคะ เวลาไปปรึกษาเรื่องยกกระชับหน้า แล้วได้ยินทั้ง Sofwave และ Ultraformer (Shurink) ว่าเป็น "อัลตราซาวด์ยกกระชับ" เหมือนกัน จนอดสงสัยไม่ได้ว่า "สรุปแล้วมันต่างกันตรงไหน" เพราะพอชื่อคล้ายกันก็เลือกยากว่าตัวไหนตอบโจทย์ผิวของเรามากกว่า
ความต่างส่วนใหญ่อยู่ที่ว่าเครื่องแต่ละตัวส่งพลังงานลงไปที่ความลึกระดับไหน Sofwave เน้นลงที่ชั้นหนังแท้ระดับกลาง ส่วน Ultraformer (Shurink) ลงลึกได้ถึงชั้นพังผืดหรือ SMAS ตำแหน่งที่ทั้งสองเครื่องไปกระตุ้นจึงต่างกัน ผลลัพธ์ก็ต่างทิศทางกันไปด้วย
บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่า Sofwave กับ Ultraformer (Shurink) ลงถึงความลึกต่างกันอย่างไร เล็งชั้นไหน พร้อมแนะนำแนวทางเลือกให้เหมาะกับผิวของคุณค่ะ
ทำไมอัลตราซาวด์ยกกระชับจึงแบ่งด้วยความลึก?
อัลตราซาวด์ยกกระชับ (HIFU: High Intensity Focused Ultrasound) คือการส่งพลังงานความร้อนแบบโฟกัสลงไปยังความลึกที่กำหนดใต้ผิว โดยไม่ทำลายผิวชั้นบน เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจน (Collagen) ขึ้นใหม่ จุดสำคัญคือ พลังงานไปรวมที่ความลึกไหน เนื้อเยื่อที่ตอบสนองก็ต่างกัน ผลลัพธ์จึงต่างกันไปด้วย
ผิวของเราประกอบด้วยหลายชั้น ตั้งแต่หนังกำพร้า หนังแท้ (Dermis) ชั้นไขมัน ไปจนถึงชั้นพังผืดที่เรียกว่า SMAS โดยชั้นหนังแท้กำหนดความยืดหยุ่นและความเรียบเนียน ส่วนชั้น SMAS เปรียบเสมือนโครงสร้างที่พยุงใบหน้าเอาไว้ หากลงความร้อนที่หนังแท้ก็จะเน้นผิวเรียบเนียน แต่หากลงลึกถึงชั้นพังผืดก็จะเน้นการยกส่วนที่หย่อนคล้อย มีงานวิจัยที่อธิบายว่าเครื่องอัลตราซาวด์ปรับความลึกของจุดโฟกัสได้ที่ 1.5 มม. 3.0 มม. และ 4.5 มม. เพื่อเล็งตั้งแต่ชั้นหนังแท้ไปจนถึงชั้นพังผืด (SMAS) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการปรับความลึกคือหัวใจของการยกกระชับด้วยวิธีนี้

Sofwave ลงถึงหนังแท้ ส่วน Ultraformer (Shurink) ลงถึงชั้น SMAS
Sofwave จะรวมพลังงานไว้ที่ชั้นหนังแท้ระดับกลาง ราว 1.5 มม. ซึ่งเป็นชั้นที่ทำหน้าที่เรื่องความยืดหยุ่น เนื่องจากโฟกัสความร้อนไว้ที่ชั้นนี้โดยเฉพาะ จึงมักตอบสนองได้ดีกับปัญหาผิวไม่เรียบเนียน ริ้วรอยตื้น ๆ และความยืดหยุ่นที่เริ่มลดลง พูดง่าย ๆ คือเน้นให้เนื้อผิวกระชับแน่น มากกว่าการยกทั้งใบหน้า
ส่วน Ultraformer (Shurink) จะเปลี่ยนหัวคาร์ทริดจ์เพื่อลงได้หลายระดับความลึก โดยทั่วไปใช้หัว 1.5 มม. 3.0 มม. และ 4.5 มม. หัวที่ตื้นลงที่ชั้นหนังแท้ ส่วนหัว 4.5 มม. ส่งความร้อนลงลึกถึงชั้นพังผืด เมื่อความร้อนไปรวมที่ชั้น SMAS โครงสร้างที่พยุงใบหน้าก็จะหดตัวและสร้างใหม่ ทำให้ส่วนที่หย่อนคล้อยถูกดึงขึ้นมา ดังที่มีงานวิจัยที่อธิบายว่าการรวมความร้อนที่ชั้นพังผืดทำให้คอลลาเจนเปลี่ยนสภาพแล้วสร้างขึ้นใหม่ จนเกิดผลยกกระชับ ดูตารางเปรียบเทียบด้านล่างจะเห็นความต่างชัดขึ้น
| หัวข้อ | Sofwave | Ultraformer (Shurink) |
|---|---|---|
| ความลึกหลักที่ลงถึง | ชั้นหนังแท้ระดับกลาง (ราว 1.5 มม.) | หนังแท้ถึงชั้นพังผืด (1.5/3.0/4.5 มม.) |
| ชั้นเป้าหมาย | เน้นชั้นหนังแท้ | หนังแท้ + SMAS (พังผืด) |
| ทิศทางที่ถนัด | กระชับผิวเรียบเนียน มีความยืดหยุ่น | ยกส่วนที่หย่อนคล้อยขึ้น |
| ระยะพักฟื้นโดยประมาณ | มักค่อนข้างสั้น | อาจมีรอยแดงหรือรู้สึกตื้อ ๆ มากขึ้นเล็กน้อย |

เมื่อเล็งหนังแท้กับเล็งชั้นพังผืด ผลลัพธ์ต่างกันอย่างไร?
เมื่อความร้อนไปรวมที่ความลึกต่างกัน เนื้อเยื่อที่ตอบสนองก็ต่างกัน ผลลัพธ์จึงแยกทิศทาง เมื่อลงที่ชั้นหนังแท้ คอลลาเจนจะหดตัวและถูกสร้างขึ้นใหม่ ทำให้เนื้อผิวเรียบเนียนและยืดหยุ่นดีขึ้น เหมาะกับปัญหาพื้นผิวในระยะเริ่มต้นมากกว่าความหย่อนคล้อยในวงกว้าง
แต่เมื่อลงลึกถึงชั้นพังผืด เรื่องราวจะเปลี่ยนไป เพราะชั้นพังผืดเป็นโครงสร้างพยุงใบหน้า เมื่อชั้นนี้หดตัว ผิวและไขมันด้านบนก็จะถูกดึงขึ้นมาด้วย ลองนึกภาพการรวบผ้าม่านที่หย่อนจากด้านบน ผ้าทั้งผืนก็จะตึงขึ้นตาม Ultraformer (Shurink) จึงค่อนข้างถนัดเรื่องการยกกรอบหน้าหรือแนวกรามที่เริ่มหย่อน
ดังนั้นจึงพูดได้ยากว่า "ยิ่งลึกยิ่งดี" ถ้ากังวลเรื่องพื้นผิวในระยะแรก การเล็งที่หนังแท้อย่างละเอียดจะเหมาะกว่า แต่ถ้ากังวลเรื่องความหย่อนคล้อยของกรอบหน้า การลงถึงชั้นพังผืดจะตอบโจทย์มากกว่า ลำดับแรกจึงควรดูว่าปัญหาของเราใกล้กับชั้นไหนมากกว่า
เหมาะกับใคร และควรเลือกแบบไหนดี?
ถึงจะเข้าใจความต่างของความลึกแล้ว แต่พอถึงเวลาเลือกจริงหลายคนก็ยังลังเล วิธีง่าย ๆ คือลองแยกก่อนว่าตอนนี้กังวลเรื่องพื้นผิวหรือความหย่อนคล้อยมากกว่ากัน แล้วค่อยดูแนวทางคร่าว ๆ ดังนี้
- ผิวไม่เรียบเนียนหรือเริ่มขาดความยืดหยุ่น : Sofwave ที่ลงหนังแท้อย่างละเอียดมักเหมาะ
- แก้มหรือแนวกรามเริ่มหย่อนคล้อยลงมา : หัวคาร์ทริดจ์ลึกของ Ultraformer (Shurink) จะถนัดกว่า
- กังวลทั้งพื้นผิวและความหย่อนคล้อย : อาจต้องปรึกษาเรื่องการทำร่วมกัน
- ผิวแพ้ง่ายหรือกังวลเรื่องระยะพักฟื้น : ควรปรึกษาเพื่อปรับระดับพลังงานให้พอดี
อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้เป็นเพียงตัวช่วยกำหนดทิศทาง เพราะความหนาของผิวและระดับความหย่อนคล้อยจริง ๆ ต้องดูและสัมผัสถึงจะประเมินได้ แม้จะเป็น "ความหย่อนคล้อย" เหมือนกัน แต่กรณีที่มีไขมันมากกับกรณีที่ความยืดหยุ่นลดลงอย่างเดียว วิธีที่เหมาะก็ต่างกัน จึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

ผลข้างเคียงที่อาจพบและข้อควรระวัง
อัลตราซาวด์ยกกระชับทั้งสองแบบกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว แต่หลังทำก็อาจมีอาการบางอย่างที่มักค่อย ๆ ดีขึ้นเอง
- รอยแดงหรือรู้สึกอุ่นวูบ : อาจเกิดขึ้นทันทีหลังทำ แต่มักหายได้เองภายในไม่กี่วัน
- ความรู้สึกตื้อหรือบวมเล็กน้อย : หัวคาร์ทริดจ์ลึกของ Ultraformer (Shurink) ที่กระตุ้นถึงชั้นพังผืด อาจทำให้รู้สึกตื้อหลังทำมากกว่า Sofwave เล็กน้อย
- ความรู้สึกร้อนแปลบระหว่างทำ : อาจรู้สึกได้ระหว่างการปล่อยพลังงาน โดยระดับความเจ็บแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
อาการเหล่านี้ส่วนใหญ่จะทุเลาลงเอง แต่หากมีอาการผิดปกติหรือเป็นนานผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที นอกจากนี้ ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร รวมถึงผู้ที่มีการอักเสบหรือแผลบริเวณที่จะทำ อาจไม่สามารถทำหัตถการได้ ควรแจ้งแพทย์ก่อนเสมอ ส่วนค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไปตามแต่ละคลินิก จึงควรสอบถามก่อนตัดสินใจ
สรุป
Sofwave เน้นลงที่ชั้นหนังแท้ระดับกลาง จึงถนัดเรื่องการกระชับผิวให้เรียบเนียน ส่วน Ultraformer (Shurink) ลงได้ลึกถึงชั้นพังผืด (SMAS) จึงถนัดเรื่องการยกส่วนที่หย่อนคล้อยขึ้น หลักการเลือกไม่ใช่ "ยิ่งลึกยิ่งดี" แต่อยู่ที่ว่าปัญหาของคุณใกล้เคียงกับชั้นไหนมากกว่ากัน
ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจ
BeautyStone Clinic เป็นคลินิกความงามจากเกาหลี ตั้งอยู่ย่านฮับจอง กรุงโซล เราไม่ได้เริ่มจากการเลือกชื่อเครื่อง แต่จะดูก่อนว่าผิวของคุณกำลังขาดแรงพยุงที่ชั้นไหน แล้วจึงเลือกแนวทางร่วมกัน ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย หากยังลังเลว่า Sofwave กับ Ultraformer (Shurink) แบบไหนเหมาะกับคุณ แอด LINE มาปรึกษาคุณหมอได้เลยนะคะ
คำถามที่พบบ่อย
Q1. Sofwave ดีกว่า Ultraformer (Shurink) หรือไม่?
ไม่ได้แปลว่าตัวไหนดีกว่ากันค่ะ แต่เพราะความลึกที่เล็งต่างกัน จึงเหมาะกับปัญหาที่ต่างกัน Sofwave เล็งชั้นหนังแท้อย่างละเอียดจึงเหมาะกับผิวเรียบเนียนและความยืดหยุ่นระยะแรก ส่วน Ultraformer (Shurink) ลงถึงชั้นพังผืดจึงเหมาะกับการยกส่วนที่หย่อนคล้อย เลือกตามว่าปัญหาของคุณใกล้เรื่องพื้นผิวหรือความหย่อนคล้อยมากกว่ากันค่ะ
Q2. ถ้า Ultraformer (Shurink) ลงลึกกว่า จะได้ผลแบบ Sofwave ไปด้วยไหม?
Ultraformer (Shurink) ก็ใช้หัวตื้นเล็งชั้นหนังแท้ได้ แต่ Sofwave ออกแบบให้รวมพลังงานที่ความลึกเดียวในหนังแท้อย่างละเอียด การดูแลเรื่องพื้นผิวจึงมีความต่างกันอยู่ ทั้งสองเครื่องมองเป็นความต่างของทิศทางมากกว่าการเปรียบว่าใครเหนือกว่า มีทั้งส่วนที่ทับซ้อนและส่วนที่แยกกันค่ะ
Q3. ทั้งสองแบบเจ็บหรือมีระยะพักฟื้นนานไหม?
ทั้งสองแบบมักกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วค่ะ แต่หัวคาร์ทริดจ์ลึกของ Ultraformer (Shurink) ที่กระตุ้นถึงชั้นพังผืด อาจรู้สึกตื้อระหว่างทำหรือหลังทำมากขึ้นเล็กน้อย ระดับความเจ็บและการฟื้นตัวแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล การปรับระดับพลังงานให้เหมาะสมจะช่วยให้สบายใจขึ้นค่ะ
Q4. จะเห็นผลเมื่อไหร่และอยู่ได้นานแค่ไหน?
อัลตราซาวด์ยกกระชับต้องผ่านกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่หลังได้รับความร้อน ผลจึงมักค่อย ๆ ชัดขึ้นในช่วง 2-3 เดือนหลังทำ ระยะเวลาที่อยู่ได้แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยทั่วไปประมาณครึ่งปีถึงหนึ่งปี ส่วนช่วงเวลาทำซ้ำที่เหมาะสมควรปรึกษาแพทย์ที่ทำให้ค่ะ








