Thermage กับ Potenza ก็เป็น RF ทำไมผลลัพธ์ถึงต่างกัน
RF ไม่ใช่ชื่อหัตถการเดียว แต่เป็นวิธีส่งความร้อนเข้าสู่ผิว เส้นทางของกระแสไฟและความลึกที่ความร้อนไปถึงคือตัวแปรที่ทำให้เครื่องซึ่งใช้ RF เหมือนกันให้ผลลัพธ์ต่างกัน

วางแผนมาโซล
กำลังวางแผนมาโซลอยู่ใช่ไหม?
เคยไหม เวลาหาข้อมูลเรื่องยกกระชับ คำว่า RF กับคลื่นวิทยุจะโผล่มาแทบทุกหน้า จนรู้สึกว่าน่าจะเป็นของอย่างเดียวกันหมด แต่พอคุยกับเพื่อนที่เพิ่งทำมา บางคนบอกว่ากรอบหน้าคมขึ้นจริง บางคนบอกว่ารู้สึกแค่ร้อน ๆ แล้วก็จบ
พูดง่าย ๆ คือ RF ไม่ใช่ชื่อของหัตถการใดหัตถการหนึ่ง แต่เป็นชื่อของวิธีส่งความร้อนเข้าไปในผิว เมื่อวิธีเดินทางของความร้อนต่างกัน ผลลัพธ์ก็ต่างกันตามไปด้วย การดูแลผิวจากภายนอกจึงช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ชั้นที่หย่อนอยู่ลึกกว่านั้นต้องอาศัยพลังงานที่ลงไปถึง
บทความนี้ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล จะพาคุณไปดูว่า RF ทำงานยังไง ทำไมเครื่องที่ใช้ RF เหมือนกันถึงให้ผลไม่เท่ากัน และควรถามอะไรก่อนตัดสินใจ พร้อมแนะนำแนวทางการดูแลตัวเองค่ะ
RF คืออะไร และทำงานกับผิวชั้นไหน
RF ย่อมาจาก Radio Frequency หรือคลื่นวิทยุ เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เมื่อผ่านเข้าไปในเนื้อเยื่อแล้วจะเกิดความร้อนขึ้นจากความต้านทานของเนื้อเยื่อเอง จุดสำคัญคือมันไม่ใช่แสง จึงไม่ได้เลือกทำงานกับเม็ดสี แต่ทำงานตามความลึกแทน
ความร้อนที่ลงไปถึงชั้นหนังแท้ทำให้คอลลาเจนเปลี่ยนสภาพบางส่วน โดยทั่วไปเริ่มที่อุณหภูมิราว 65 องศาเซลเซียส ร่างกายจะอ่านตำแหน่งนั้นว่าเป็นจุดที่ต้องซ่อม แล้วค่อย ๆ สร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาในช่วงหลายเดือนถัดไป
ลองนึกภาพยางรัดผมที่ยืดจนหลวม ถ้าโดนความร้อนพอเหมาะ เส้นยางจะหดกลับเข้ามาบ้าง แล้วเราค่อยถักเส้นใหม่เสริมทีหลัง ผิวก็ทำงานคล้ายกัน คือหดตัวเล็กน้อยก่อน แล้วผลจริงจึงตามมาเป็นเดือน ไม่ใช่เห็นครบตั้งแต่วันแรก

เข้าใจผิดกันบ่อย RF ไม่ได้เน้นทำที่ผิวชั้นบนสุด
หลายคนคุ้นกับเลเซอร์ที่ทำงานกับเม็ดสีบนผิวชั้นบน เลยเดาว่า RF น่าจะคล้ายกัน จริง ๆ แล้วเป็นตรงกันข้าม
เครื่อง RF ส่วนใหญ่จะตั้งใจทำให้ผิวชั้นบนสุดเย็นไว้ระหว่างทำ แล้วเก็บความร้อนไว้ที่ชั้นหนังแท้และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่อยู่ลึกลงไป เพราะชั้นนั้นคือที่อยู่ของคอลลาเจนและอีลาสติน ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าผิวจะแน่นหรือหย่อน
ถ้าความร้อนไปกองอยู่แค่ผิวชั้นบน ผลลัพธ์มักออกมาแผ่ว ๆ เพราะชั้นที่ควรถูกกระตุ้นไม่ได้รับพลังงานพอ ในทางกลับกัน ถ้าผิวชั้นบนร้อนเกินไป ก็มีโอกาสเกิดแผลไหม้หรือรอยคล้ำตามมา การจัดการอุณหภูมิและความลึกจึงเป็นตัวแปรแรกที่ทำให้ผลลัพธ์ของแต่ละคนต่างกัน

Monopolar Bipolar และ Microneedle RF ต่างกันยังไง
เครื่อง RF แบ่งกว้าง ๆ ได้ตามเส้นทางที่กระแสไฟฟ้าเดิน และนี่คือเหตุผลที่รีวิวของแต่ละคนออกมาไม่เหมือนกัน ทั้งที่ใช้คำว่า RF เหมือนกัน
| ประเภท | เส้นทางของกระแสไฟ | มักใช้กับปัญหาแบบไหน |
|---|---|---|
| Monopolar RF | เข้าที่หัวจ่ายจุดเดียว ผ่านร่างกาย แล้วออกที่แผ่นกราวด์ซึ่งอยู่ไกลออกไป | ลงได้ลึกและกว้าง เหมาะกับความหย่อนคล้อยเป็นบริเวณ เช่น Thermage |
| Bipolar RF | ขั้วสองขั้วอยู่ใกล้กันในหัวเดียว กระแสจึงวนอยู่ในชั้นตื้น | ลงตื้นกว่า แต่รู้สึกนุ่มนวลกว่าที่พลังงานเท่ากัน |
| Microneedle RF | เข็มเล็กลงไปถึงชั้นหนังแท้ แล้วปล่อยพลังงานเฉพาะที่ปลายเข็ม | วางความร้อนเป็นจุดในชั้นหนังแท้ มักใช้กับรูขุมขนและหลุมสิว เช่น Potenza, Secret RF, INFINI |
พอเห็นตารางนี้แล้วจะเข้าใจว่า การถามว่าทำ RF ดีไหม ยังกว้างเกินไป คำถามที่ตรงกว่าคือเครื่องที่จะใช้เป็นแบบไหน และโจทย์ผิวของเราคือความหย่อนหรือพื้นผิว

ยิงเยอะไว้ก่อนดีจริงหรือเปล่า เรื่องจำนวนช็อตที่มักเข้าใจผิด
ตอบสั้น ๆ ก่อน จำนวนช็อตมีผลจริง แต่ถูกแค่ครึ่งเดียว เพราะสิ่งที่ตัดสินผลลัพธ์คืออุณหภูมิที่ชั้นหนังแท้ ไม่ใช่ตัวเลขรวมบนใบเสร็จ
ถ้ายิงเบาเกินไปหลายครั้ง ความร้อนจะขึ้นไม่ถึงระดับที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน กลายเป็นอุ่น ๆ แล้วเย็นลง แทบไม่เหลืออะไรไว้ ในทางกลับกัน ถ้ายิงซ้อนทับกันมากเกินไปในจุดเดียว ผิวบริเวณนั้นอาจบางลงหรือดูยุบได้
เพราะฉะนั้นเวลาเปรียบเทียบราคาแล้วเห็นว่าที่หนึ่งให้ช็อตเยอะกว่า อย่าเพิ่งสรุปว่าคุ้มกว่าเสมอไป สิ่งที่ควรถามคือพลังงานถูกกระจายไปยังบริเวณที่ต้องการอย่างเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้ประเมินเป็นรายบุคคล

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังของการทำ RF
โดยรวมแล้ว RF มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงรุนแรงน้อย อาการที่พบบ่อยคือผิวแดงและรู้สึกอุ่นหลังทำ ซึ่งมักหายได้เองภายใน 1-2 วัน แต่ก็มีข้อควรระวังที่ควรรู้ไว้ก่อน
- ถ้าระบบทำความเย็นที่ผิวชั้นบนไม่เพียงพอ มีโอกาสเกิดแผลไหม้หรือรอยคล้ำตามมา
- การยิงซ้อนทับในจุดเดียวมากเกินไป อาจทำให้ผิวบางลงหรือดูยุบเป็นแอ่ง
- ทำถี่เกินไปในบริเวณเดิมด้วยพลังงานสูง อาจกระทบชั้นไขมันใต้ผิวหนัง
- ผู้ที่มีเครื่องกระตุ้นหัวใจ กำลังตั้งครรภ์ หรือมีการอักเสบติดเชื้อที่ผิวบริเวณนั้น ควรแจ้งแพทย์ก่อนเสมอ
จะเห็นว่าหลายข้อไม่ได้ขึ้นกับตัวเครื่อง แต่ขึ้นกับการกระจายพลังงานของผู้ทำ หากมีอาการผิดปกติ เช่น แดงเป็นปื้นนานผิดปกติ ปวดแสบ หรือผิวยุบลง ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

3 คำถามที่ควรถามแพทย์ก่อนตัดสินใจ
ก่อนจ่ายเงิน ลองถามสามข้อนี้ดู จะช่วยให้เห็นภาพว่าแผนที่วางไว้ตรงกับปัญหาผิวของเราหรือไม่
- เครื่องที่จะใช้เป็น RF แบบไหน ถ้าโจทย์คือความหย่อนคล้อย Monopolar มักตอบโจทย์กว่า ถ้าโจทย์คือรูขุมขนหรือหลุมสิว Microneedle RF มักเหมาะกว่า
- ดูแลอุณหภูมิที่ผิวชั้นบนอย่างไร เครื่องที่มีระบบทำความเย็นและระบบปรับพลังงานตามความต้านทานผิวของแต่ละคน อย่าง AccuREP ใน Thermage จะช่วยให้ใช้พลังงานได้อย่างมั่นใจขึ้น
- ในหนึ่งปีวางแผนทำบริเวณเดิมกี่ครั้ง เพราะ RF เป็นหัตถการที่เดินตามรอบการสร้างคอลลาเจน ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ที่ราว 6-12 เดือน
สรุป RF ไม่ใช่ชื่อหัตถการเดียว
สรุปสั้น ๆ RF เป็นชื่อของวิธีส่งความร้อนเข้าสู่ผิว ไม่ใช่ชื่อหัตถการเดียว เส้นทางของกระแสไฟ ความลึกที่ความร้อนไปถึง และการกระจายช็อต คือสามตัวแปรที่ทำให้เครื่องซึ่งใช้ RF เหมือนกันให้ผลลัพธ์ต่างกัน
ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสภาพผิวก่อนตัดสินใจ
หากคุณกำลังลังเลว่าความหย่อนที่เห็นในกระจกควรเริ่มจากเครื่องแบบไหน ทักมาเล่าให้เราฟังได้เลยนะคะ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แอด LINE มาปรึกษาคุณหมอได้เลย








