ภาพปกบทความเปรียบเทียบฟิลเลอร์กับคอลลาเจนบูสเตอร์สำหรับแก้มยุบกลางใบหน้า
รูปหน้าและวอลุ่ม

แก้มยุบกลางหน้า อย่าเพิ่งรีบเติมฟิลเลอร์ ลองเช็กตัวเองก่อนไหม?

หน้ากลางที่ดูแฟบเกิดได้จากหลายต้นเหตุ การรีบฉีดฟิลเลอร์ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นแบบไหน อาจทำให้ผลไม่ถูกใจ บทความนี้ชวนสำรวจตัวเองก่อนเลือกระหว่างฟิลเลอร์กับคอลลาเจนบูสเตอร์

ไม่แน่ใจว่าเหมาะกับตัวเองไหมดูจากรูปหรือบทความอย่างเดียวบอกได้ยาก ปรึกษาเป็นภาษาไทยได้ แผนการรักษาจะสรุปหลังพบแพทย์ที่คลินิก* มีเจ้าหน้าที่ภาษาไทย · ถามได้โดยตรงทาง LINEถามคุณหมอ

พอส่องกระจกแล้วเห็นกลางหน้าดูแฟบลง หรือมีเงาตกใต้กระดูกแก้ม หลายคนมักปักใจไปเลยว่าคำตอบคือการฉีดฟิลเลอร์ แต่ในความเป็นจริง ต้นเหตุของหน้ากลางที่ดูยุบนั้นมีได้หลายแบบ บางรายคือปริมาณเนื้อใต้ผิวที่หายไป บางรายเป็นเรื่องผิวที่บางและหย่อนความแน่น พอรีบตัดสินใจทั้งที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นแบบไหน ผลที่ออกมาเลยไม่ค่อยถูกใจอย่างที่หวังไว้

ในบทความนี้ ทีมงาน Beautystone Clinic อยากชวนให้คุณลองสำรวจหน้ากลางของตัวเองสักนิดก่อนจะจอง ว่าจริง ๆ แล้วควรเป็นฟิลเลอร์ หรือคอลลาเจนบูสเตอร์กันแน่ พร้อมพาไปดูจุดที่คนมักเข้าใจคลาดเคลื่อน และวิธีมองว่าสถานการณ์แบบไหนควรเริ่มจากอะไร เพื่อให้ตอนเข้าไปคุยกับคุณหมอ คุณถามได้ตรงประเด็นมากขึ้นค่ะ

แก้มยุบของคุณ เป็นแบบ 'ขาดวอลลุ่ม' หรือ 'ผิวบางลง'?

ใต้กระดูกแก้มของเรามีถุงไขมันซ้อนกันอยู่หลายชั้น เรียกรวม ๆ ว่า fat compartments ทำหน้าที่เหมือนเบาะรองที่ช่วยให้แก้มดูอิ่มและตึง พออายุเพิ่มขึ้น เบาะไขมันพวกนี้จะเล็กลงและไหลย้อยลงด้านล่าง บวกกับที่ผิวสร้างคอลลาเจนกับอีลาสตินได้ช้าลง ผิวจึงบางและหลวมกว่าเดิม จนเส้นแบ่งช่วงใต้ตากับโหนกแก้มดูชัดขึ้นกว่าที่เคย

ไม่ใช่แค่เรื่องอายุอย่างเดียว การลดน้ำหนักลงเยอะ ๆ ในเวลาสั้น หรือการเคยทำหัตถการกระชับผิวมาบางชนิด ก็มีส่วนทำให้เนื้อกลางหน้าดูฝ่อลงได้ และเพราะต้นเหตุไม่เหมือนกัน แนวทางแก้จึงไม่ควรเหมือนกันไปหมด ลองเทียบตัวเองกับสองลักษณะนี้ดู

  • กลุ่มเนื้อหาย : สังเกตเป็นแอ่งหรือหลุมชัดเจน มีเงาลงใต้โหนกแก้มหรือใต้ตา รูปหน้าดูโทรมลง
  • กลุ่มผิวบาง : ไม่ได้เป็นร่องลึกให้เห็น แต่ผิวรู้สึกไม่แน่น ไม่เด้ง แตะแล้วรู้สึกว่าบางกว่าเมื่อก่อน
ภาพตัดขวางกลางใบหน้าแสดงชั้นไขมัน ไขมันที่หดตัว และตำแหน่งฉีดฟิลเลอร์

การจับให้ได้ก่อนว่าเราเข้าข่ายกลุ่มไหน จะทำให้ทั้งคุณและคุณหมอวางแผนได้ตรงกับต้นตอ ไม่ใช่ทำตามที่เห็นคนอื่นรีวิวกันมา

รวม 3 ความเชื่อผิด ๆ ที่พาให้เลือกพลาด

บางทีความเชื่อเล็ก ๆ น้อย ๆ นี่แหละที่พาให้เลือกไม่ตรงกับปัญหาจริง ลองมาไล่ดูสามข้อที่เจอกันประจำ

  • ข้อที่ 1 คิดว่า 'ยิ่งฉีดฟิลเลอร์เยอะ หน้ายิ่งอิ่มสวย' — ที่จริงฟิลเลอร์ HA คือการเติมเจลลงไปแทนที่ช่องว่างตรง ๆ คล้ายอัดลมให้ลูกโป่งพองขึ้น ถ้าใส่เยอะไปหรือลงผิดระดับชั้น ก็เสี่ยงเป็นไตแข็งหรือหน้าสองข้างไม่เท่ากัน
  • ข้อที่ 2 คิดว่า 'คอลลาเจนบูสเตอร์ก็เห็นผลไว ๆ พอกับฟิลเลอร์' — อันนี้เข้าใจสลับกัน เพราะตัวอย่างเช่น Juvelook ทำงานด้วยการไปปลุกไฟโบรบลาสต์ให้ค่อย ๆ ผลิตคอลลาเจนใหม่ ผลเลยทยอยขึ้นในช่วง 1-2 เดือนเป็นต้นไป เหมือนกำลังสานใยตาข่ายให้ผิวทีละนิด
  • ข้อที่ 3 คิดว่า 'เลือกตัวที่อยู่นานกว่าไว้ก่อนคุ้มกว่า' — แต่ฟิลเลอร์ HA ซึ่งอยู่ราว 6-12 เดือนนั้นสลายออกได้ด้วย hyaluronidase ต่างจากคอลลาเจนบูสเตอร์ที่อยู่ทนกว่าแต่เอาออกไม่ได้ ต้องปล่อยให้ร่างกายดูดซึมไปเอง ถ้ายังไม่ชัวร์ การเลือกแบบที่ยังแก้กลับได้อาจสบายใจกว่า
ตารางเปรียบเทียบฟิลเลอร์ HA และ Juvelook คอลลาเจนบูสเตอร์

เคสแบบไหน ควรเริ่มที่ตัวไหนก่อน?

จะฟันธงว่า 'ตัวไหนดีกว่า' คงพูดไม่ได้เต็มปาก เพราะมันขึ้นกับว่าแต่ละคนกำลังเจอโจทย์อะไรอยู่ ลองดูว่าตัวเองเข้ากับข้อไหนต่อไปนี้มากที่สุด

  • ใกล้มีอีเวนต์สำคัญในหนึ่งถึงสองสัปดาห์ : อยากเปลี่ยนให้ทันเวลา ฟิลเลอร์ HA จะเข้าทาง เพราะเห็นความต่างได้ตั้งแต่ช่วงวันแรก ๆ
  • มีร่องหรือหลุมที่เห็นชัด : อย่างหลุมใต้ตาหรือแอ่งบริเวณใต้โหนกแก้ม ฟิลเลอร์จะเล็งลงจุดที่ต้องการได้ค่อนข้างตรง
  • ยังไม่ชัวร์ ขอลองก่อน : ด้วยความที่ฟิลเลอร์เอาออกได้ เลยเหมาะกับคนที่อยากชิมลางดูก่อนลงทุนระยะยาว
  • โจทย์หลักคือผิวบาง ไม่ใช่ร่องลึก : การไปกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนเองแบบคอลลาเจนบูสเตอร์ มักตอบโจทย์กว่า
  • อยากให้เปลี่ยนแบบเนียน ๆ ไม่ให้ใครจับได้ : ผลที่ค่อย ๆ มาในหนึ่งถึงสองเดือนจะดูกลมกลืนกว่า
  • เพิ่งทำ HIFU หรือ Thermage FLX มาแล้วรู้สึกผิวบางลง : คอลลาเจนบูสเตอร์ช่วยเพิ่มความหนาให้ผิวได้
ภาพแสดงสถานการณ์ที่เหมาะกับการเลือกฟิลเลอร์เป็นตัวเลือกแรก

ถ้าอิงข้อมูลเชิงงานวิจัย มีการศึกษาบน PubMed (รหัส PMID 35039828) ที่ระบุว่าการวางจุดและกะความลึกตอนฉีด HA มีน้ำหนักต่อทั้งเรื่องความปลอดภัยและหน้าตาของผล ส่วนอีกชิ้น (รหัส PMID 41184662) ก็ไปในทางเดียวกันคืออธิบายว่า PDLLA ช่วยปลุกเซลล์ไฟโบรบลาสต์ให้ผลิตคอลลาเจนออกมา อย่างไรก็ดี ผลที่ได้ย่อมต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นกับสภาพผิวและการดูแลหลังทำ

ทำมาแล้วแต่ไม่ถูกใจ มาจากสาเหตุอะไรบ้าง?

มีบางคนทำเสร็จแล้วรู้สึกว่ามันไม่ได้ดั่งใจอย่างที่วาดไว้ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะแต่ละหัตถการมีนิสัยเฉพาะตัวที่ควรรับรู้ไว้ก่อน จะได้ตั้งความคาดหวังให้พอดี

ทางฝั่งฟิลเลอร์ HA พอฉีดเสร็จอาจเจอบวม เขียวช้ำ หรือแดงบ้าง โดยมากอาการพวกนี้ทยอยยุบเองในราวสามถึงเจ็ดวัน ถ้าลงชั้นไม่พอดีก็มีสิทธิ์เป็นก้อนหรือหน้าไม่เท่ากันสองข้าง ข้อได้เปรียบคือถ้าไม่ชอบก็ยังสลายออกได้ด้วย hyaluronidase สิ่งที่ต้องระวังให้มากคือภาวะหลอดเลือดอุดตัน ซึ่งเจอไม่บ่อยแต่อันตราย จึงควรเข้ารับบริการกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่แม่นเรื่องกายวิภาค และเลือกคลินิกที่เตรียม hyaluronidase ไว้พร้อม

ทางฝั่งคอลลาเจนบูสเตอร์ (PDLLA) ช่วงสามถึงห้าวันแรกมักมีบวมแล้วค่อยยุบเอง โอกาสเป็นก้อน (nodule) ถือว่าน้อยและมักบรรเทาได้ด้วยการนวดตามคำแนะนำของแพทย์ จุดต่างสำคัญคือมันเอาออกไม่ได้ ถ้าไม่โดนใจก็ต้องรอให้ร่างกายค่อย ๆ ดูดซึมไปเอง ซึ่งกินเวลานานกว่า ด้วยเหตุนี้การจะทำคอลลาเจนบูสเตอร์จึงยิ่งควรชั่งใจให้ดี

ถ้าเริ่มรู้สึกเจ็บมากขึ้นเรื่อย ๆ ผิวเปลี่ยนเป็นสีซีด หรือมีรอยแดงลามกว้างออกไป อย่านิ่งนอนใจ ควรกลับไปให้แพทย์ดูโดยเร็วนะคะ

ใครที่ควรชะลอไว้ก่อน หรือคุยกับหมอให้ละเอียด?

ไม่ใช่ทุกคนจะพร้อมลงเข็มได้เลยทันที มีบางกลุ่มที่ควรบอกอาการกับแพทย์และให้ประเมินอย่างถี่ถ้วนก่อน

  • อยู่ระหว่างตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมลูก
  • มีปัญหาระบบภูมิคุ้มกัน หรือมีการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย
  • เคยมีประวัติแพ้สารในฟิลเลอร์ หรือแพ้ PDLLA มาก่อน
  • ตรงจุดที่จะฉีดกำลังมีการติดเชื้อหรือมีแผลเปิดอยู่
  • กำลังกินยากลุ่มที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด

กรณีเหล่านี้ แพทย์จะดูเป็นราย ๆ ไปว่าเหมาะกับหัตถการแบบไหน หรือควรเลื่อนออกไปก่อนดี การเช็กตัวเองไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้การพูดคุยตรงจุดและปลอดภัยขึ้น

สรุป

สุดท้ายแล้ว เมื่อหน้ากลางเริ่มดูยุบ ไม่ว่าจะฟิลเลอร์ HA หรือคอลลาเจนบูสเตอร์แบบ Juvelook ก็เป็นตัวช่วยที่ดีทั้งคู่ เพียงแต่เหมาะกับคนละโจทย์ — ตัวแรกเน้นเติมวอลลุ่มให้ทันใจและปรับแก้ง่าย ส่วนตัวหลังจะค่อย ๆ ปลุกให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นเอง เพื่อความเป็นธรรมชาติที่อยู่ได้นานกว่า แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการรีบเลือก คือการเข้าใจก่อนว่าแก้มยุบของเรามาจากอะไร อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของแต่ละคนย่อมไม่เท่ากัน การให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญช่วยประเมินก่อนจึงเป็นทางที่อุ่นใจที่สุดค่ะ ถ้ายังลังเลว่าหน้ากลางที่ดูแฟบของตัวเองควรเริ่มจากตรงไหน ทักเข้ามาคุยกันได้เลยนะคะ ที่ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล เปิดให้ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงแอด LINE เข้ามาสอบถามคุณหมอได้เลยค่ะ

คำถามที่พบบ่อย

ฟิลเลอร์กับคอลลาเจนบูสเตอร์ ตัวไหนออกผลไวกว่ากัน?

โดยรวมฟิลเลอร์ HA จะมาไวตั้งแต่ช่วงวันแรก ๆ ขณะที่คอลลาเจนบูสเตอร์อย่าง Juvelook จะทยอยเห็นผลในราว 1-2 เดือนขึ้นไป เพราะใช้กลไกคนละแบบกันค่ะ

ถ้าฉีดฟิลเลอร์ไปแล้วรู้สึกไม่ชอบ พอจะแก้ได้ไหม?

ฟิลเลอร์ HA สลายออกได้ด้วย hyaluronidase ซึ่งต่างจากคอลลาเจนบูสเตอร์ที่ต้องรอให้ร่างกายดูดซึมไปเอง ทางที่ดีจึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้รอบคอบก่อนตัดสินใจค่ะ

คอลลาเจนบูสเตอร์อยู่ได้นานประมาณเท่าไหร่?

พอคอลลาเจนก่อตัวเข้าที่แล้ว ส่วนใหญ่จะอยู่ได้ราว 12-18 เดือน แต่ระยะเวลานี้ก็ต่างกันไปตามสภาพผิวและการดูแลของแต่ละคนค่ะ

ทำ HIFU หรือ Thermage มาแล้วรู้สึกผิวบางลง ควรเสริมด้วยอะไร?

หากผิวรู้สึกบางลงหลังทำหัตถการกระชับ คอลลาเจนบูสเตอร์ช่วยเพิ่มความหนาให้ผิวได้ แต่ควรให้แพทย์ดูสภาพผิวเป็นราย ๆ ก่อนค่ะ

บทความแนะนำ

ราคาเลเซอร์โทนนิ่ง 10 ครั้ง ต้องทำกี่ครั้งและห่างกันแค่ไหนถึงคุ้ม?รูปหน้าและวอลุ่ม

ราคาเลเซอร์โทนนิ่ง 10 ครั้ง ต้องทำกี่ครั้งและห่างกันแค่ไหนถึงคุ้ม?

ราคาเลเซอร์โทนนิ่งต่อครั้งยังไม่ใช่งบจริง มาดูจำนวนครั้งและระยะห่างในงานศึกษา ความเสี่ยงเมื่อทำหลายครั้ง และงบที่ต้องเผื่อหลังทำครบ

ร่องมาริโอเน็ต ฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ หรือยกกระชับ แบบไหนเหมาะกับฉัน?รูปหน้าและวอลุ่ม

ร่องมาริโอเน็ต ฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ หรือยกกระชับ แบบไหนเหมาะกับฉัน?

แยกร่องมาริโอเน็ตจากเนื้อยุบใต้มุมปาก กล้ามเนื้อที่ดึงมุมปากลง และกรอบหน้าที่หย่อน เทียบฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ และการยกกระชับ อาการหลังฉีดที่ต้องรีบไปพบแพทย์ และการวางแผนระหว่างทริปเกาหลี

บทความล่าสุด

แผลเป็นคีลอยด์ ฉีดจนยุบแล้วทำไมกลับมานูนอีก ต้องดูแลต่อนานแค่ไหน?ผิวหนัง

แผลเป็นคีลอยด์ ฉีดจนยุบแล้วทำไมกลับมานูนอีก ต้องดูแลต่อนานแค่ไหน?

คีลอยด์ฉีดจนแบนแล้วยังโตกลับได้ มาดูจำนวนครั้งที่ฉีด ผลข้างเคียงที่ควรบอกแพทย์ ผ่าตัดออกแล้วกลับมาไหม และการดูแลต่อหลังแผลยุบ

Onda Lifting เห็นผลเมื่อไหร่ ควรดูผลที่ 1 เดือนหรือ 3 เดือน?ลิฟติ้ง

Onda Lifting เห็นผลเมื่อไหร่ ควรดูผลที่ 1 เดือนหรือ 3 เดือน?

หน้าที่ดูต่างในวันถัดไปหลังทำ Onda มักเป็นอาการบวมจากความร้อน มาดูว่าควรเทียบรูปที่ 1 เดือนหรือ 3 เดือน งานศึกษาบอกอะไร และอาการแบบไหนต้องติดต่อคลินิก

ราคาเลเซอร์โทนนิ่ง 10 ครั้ง ต้องทำกี่ครั้งและห่างกันแค่ไหนถึงคุ้ม?รูปหน้าและวอลุ่ม

ราคาเลเซอร์โทนนิ่ง 10 ครั้ง ต้องทำกี่ครั้งและห่างกันแค่ไหนถึงคุ้ม?

ราคาเลเซอร์โทนนิ่งต่อครั้งยังไม่ใช่งบจริง มาดูจำนวนครั้งและระยะห่างในงานศึกษา ความเสี่ยงเมื่อทำหลายครั้ง และงบที่ต้องเผื่อหลังทำครบ

ราคาเลเซอร์รักษาฝ้า ดูราคาต่อครั้งพอไหม หรือต้องรวมค่ายา?ผิวหนัง

ราคาเลเซอร์รักษาฝ้า ดูราคาต่อครั้งพอไหม หรือต้องรวมค่ายา?

ราคาเลเซอร์รักษาฝ้าต่อครั้งยังไม่ใช่งบจริง มาดูว่าต้องรวมจำนวนครั้ง ยากิน ยาทา และกันแดดหลังฝ้าจางอย่างไร และควรถามอะไรก่อนเทียบใบเสนอราคาค่ะ

Ulthera 600 ช็อต ราคาต่างกัน เช็กหัวทิปแท้และจำนวนช็อตยังไง?ลิฟติ้ง

Ulthera 600 ช็อต ราคาต่างกัน เช็กหัวทิปแท้และจำนวนช็อตยังไง?

600 ช็อตเท่ากัน แต่แบ่งลงแต่ละความลึกไม่เท่ากันก็เทียบราคาตรง ๆ ไม่ได้ มาดูช่องที่ควรมีในใบเสนอราคา และสองคำถามที่ควรถามก่อนทำ Ulthera ค่ะ

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors