ยุคที่ใช้ฟิลเลอร์เพื่อเพิ่มปริมาตรเพียงอย่างเดียว — ผ่านไปแล้วครับ
รูปหน้าและวอลุ่ม

ยุคที่ใช้ฟิลเลอร์เพื่อเพิ่มปริมาตรเพียงอย่างเดียว — ผ่านไปแล้วครับ

Juvederm MD Code: วิธีมองฟิลเลอร์ในฐานะจุดยกกระชับ ไม่ใช่แค่เพิ่มปริมาตร

วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน · 22 สิงหาคม 2026
5นาที
ช่อง YouTube ของ BEAUTYSDOCTORS ที่แพทย์อธิบายเรื่องความงามเกาหลีโดยตรง

วางแผนมาโซล

กำลังวางแผนมาโซลอยู่ใช่ไหม?

แชตผ่าน LINE

ยุคที่ใช้ฟิลเลอร์เพื่อเพิ่มปริมาตรเพียงอย่างเดียว — ผ่านไปแล้วครับ

ก่อนอ่าน ขอให้เช็กสิ่งเหล่านี้ก่อนนะครับ


Q. ฉีดฟิลเลอร์เยอะๆ แล้วจะยกกระชับได้ด้วยไหมครับ?

A. นั่นแหละคือกับดักครับ ถ้าเน้นปริมาณอย่างเดียว หน้าจะดูใหญ่ขึ้นเฉยๆ สิ่งสำคัญคือฉีดตรงไหนต่างหากครับ


Q. MD Code คืออะไร ทำไมถึงพูดถึงกันมากครับ?

A. ลองนึกภาพว่าเป็นแผนที่แบ่งใบหน้าออกเป็น 8 จุดยุทธศาสตร์ครับ ไม่ใช่จุดเพิ่มปริมาตร แต่เป็นจุดรองรับโครงสร้างครับ
จุดยุทธศาสตร์การฉีดฟิลเลอร์ Juvederm MD Code



ดูคล้ายกัน แต่หัวใจสำคัญอยู่คนละที่ครับ

การฉีดฟิลเลอร์ Juvederm MD Code คือ

โปรโตคอลที่แบ่งใบหน้าออกเป็น 8 จุดทางกายวิภาค

แล้วฉีดปริมาณน้อยอย่างแม่นยำในแต่ละจุดครับ

ถ้าฟิลเลอร์แบบเดิมคือ "เติมตรงที่บุ๋ม"

MD Code ก็คือ "รองรับตรงที่ต้องการโครงสร้าง" ครับ

แม้จะใช้ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกเหมือนกัน

แต่ปรัชญาการเข้าถึงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ





ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยในจุดนี้ครับ

ข้อคิดสำคัญจากหมอวียองจิน

การมองฟิลเลอร์เป็นแค่ปริมาตรคือแนวคิดรุ่นแรกครับ

การมองว่าเป็นจุดยกกระชับคือแนวทางฟิลเลอร์ลิฟติ้งรุ่นใหม่ครับ

การมองฟิลเลอร์เป็นแค่ปริมาตรคือแนวคิดรุ่นแรกครับ


การมองว่าเป็นจุดสำหรับยกกระชับ

นั่นคือแนวทางฟิลเลอร์ลิฟติ้งรุ่นใหม่ครับ

เดือนที่แล้วมีคนไข้หญิงอายุต้น 40 มาพบผมครับ

เธอเคยฉีดฟิลเลอร์ที่ร่องแก้ม

มากกว่า 2cc จากคลินิกอื่นครับ

แต่พอส่องกระจก เธอบอกว่า

"ร่องแก้มดูตื้นขึ้นนิดหน่อย

แต่หน้าดูหนักลงกว่าเดิมค่ะ" ครับ

พูดตรงๆ เลยนะครับ

นี่คือข้อจำกัดของแนวทางรุ่นแรกโดยทั่วไปครับ

พยายามเติมในส่วนที่บุ๋ม

แต่ส่วนบนไม่มีตัวรองรับ

ศูนย์ถ่วงน้ำหนักทั้งหมดเลยดิ่งลงล่างครับ

คำอธิบาย 8 จุดยุทธศาสตร์ของ MD Code

MD Code เข้าถึงจุดนี้แตกต่างออกไปครับ

Ck1 (ด้านหน้ากระดูกโหนกแก้ม), Ck2 (กึ่งกลางโหนกแก้ม),

Ck3 (ด้านนอกโหนกแก้ม) แบ่งเป็น

3 จุดบริเวณแก้ม ฉีดแต่ละจุดเพียงประมาณ 0.2–0.3cc เท่านั้นครับ

ปริมาณรวมไม่ถึง 1cc เลยครับ

แต่เมื่อปริมาณน้อยๆ นี้เข้าไปถูกต้องในชั้นลึก (เหนือกระดูก)

มันจะทำหน้าที่เป็นเสาค้ำ

ยกเนื้อเยื่ออ่อนที่หย่อนคล้อยขึ้นมาครับ

สำหรับคนไข้รายนั้น ผมไม่ได้แตะฟิลเลอร์เดิมบริเวณร่องแก้มเลยครับ

แต่เพิ่มเพียง 0.8cc ที่ 3 จุดบริเวณโหนกแก้มเท่านั้น

พอเธอกลับมาหลัง 2 สัปดาห์

ร่องแก้มตื้นลงเองโดยอัตโนมัติเลยครับ

การเปลี่ยนแปลงก่อนและหลังการยกกระชับด้วยฟิลเลอร์

แต่มีสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งครับ

ความลึกในการฉีดคือหัวใจของ MD Code เลยครับ

แม้จุดเดียวกัน ถ้าฉีดในชั้นตื้น (ชั้นหนังแท้)

จะได้แค่ปริมาตร ไม่ได้ยกกระชับครับ

ต้องฉีดให้ตรงชั้นเหนือกระดูก หรือชั้นไขมันลึก

ความลึกประมาณ 5–7 มิลลิเมตร

ถึงจะเกิดแรงยกขึ้นได้ครับ

นี่คือหัวใจของเทคนิคนี้เลยครับ

สรุปสำคัญจากหมอวียองจิน


ฟิลเลอร์มากขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะดูอ่อนเยาว์ขึ้นเสมอไปครับ


ฉีดตรงไหน และลึกแค่ไหน — นั่นต่างหากที่กำหนดผลลัพธ์ครับ


คุณค่าของ MD Code อยู่ที่การสร้างการเปลี่ยนแปลงแบบ 3cc ด้วยฟิลเลอร์เพียง 1cc ครับ




ผมแบ่งประเภทในห้องตรวจแบบนี้ครับ

ขึ้นอยู่กับแต่ละเคส

แต่โดยทั่วไปผมจำแนกแบบนี้ครับ

แต่ก็ใช่ว่าจะเหมาะกับทุกคนนะครับ

มีสิ่งหนึ่งที่ต้องบอกให้ชัดเจนครับ

MD Code ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่เคยฉีดฟิลเลอร์มาหลายครั้งแล้ว

โดยเฉพาะผู้ที่มีฟิลเลอร์สะสมบริเวณร่องแก้มและรอบปาก

ไม่สามารถใช้โดยตรงได้ครับ

เพราะถ้ามีฟิลเลอร์เดิมอยู่

ตำแหน่งของจุดฉีดใหม่

จะคลาดเคลื่อนจากที่ออกแบบไว้ครับ

คนกลุ่มนี้ต้องละลายฟิลเลอร์เดิมออกก่อน หรือรอเวลา

แล้วค่อยออกแบบใหม่ครับ

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์กับฟิลเลอร์น้อย

หรือต้องการการยกกระชับที่ดูเป็นธรรมชาติ

นี่ยังคงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดครับ

การเข้าถึง MD Code ตามแต่ละประเภท



คำถามที่พบบ่อยที่สุดในห้องตรวจ 3 ข้อครับ

Q1. ยกกระชับด้วยไหม กับฟิลเลอร์ MD Code อันไหนดีกว่ากันครับ?

A. ทั้งสองไม่ได้แข่งขันกันครับ

ไหมคือการดึงเนื้อเยื่อที่หย่อนคล้อยขึ้นมาทางกายภาพ

ส่วน MD Code คือการเสริมจุดรองรับที่หายไปครับ

คนไข้ของผมหลายรายทำยกกระชับด้วยไหมก่อน

แล้วหลัง 6 เดือนค่อยเสริม MD Code ที่จุดรองรับโหนกแก้ม

เพื่อยืดอายุผลลัพธ์ให้นานขึ้นครับ

ใช้ร่วมกันได้ดีมาก และเสริมฤทธิ์กันครับ

Q2. ต้องฉีดเท่าไหร่ และผลอยู่ได้นานแค่ไหนครับ?

A. การเซ็ตครั้งแรกมักใช้ประมาณ 2–3cc ครับ

บางรายอาจจบที่ 1cc ขึ้นอยู่กับสภาพใบหน้าครับ

อ้างอิงจาก Juvederm Voluma

โดยเฉลี่ยอยู่ได้ 12–18 เดือน

บริเวณที่เคลื่อนไหวน้อย เช่น โหนกแก้ม

บางรายอยู่ได้เกือบ 2 ปีเลยครับ

แต่บริเวณรอบปากและคางที่เคลื่อนไหวบ่อย

จะถูกดูดซึมได้เร็วกว่าครับ

Q3. จะเห็นชัดไหมครับ? แล้วอาการบวมหรือรอยช้ำล่ะ?

A. เพราะฉีดปริมาณน้อยในชั้นลึกบริเวณโหนกแก้ม

จึงแทบไม่รู้สึกถึงก้อนหรือความขรุขระ

จากผิวภายนอกเลยครับ

อาการบวมอยู่ประมาณ 2–3 วัน

รอยช้ำเกิดขึ้นประมาณ 1–2 ใน 10 ราย

และจะยุบลงภายในหนึ่งสัปดาห์ครับ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีหลอดเลือดมาก

สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องได้รับการฉีดจากแพทย์

ที่มีความเข้าใจด้านกายวิภาคอย่างเพียงพอครับ

สามารถปรึกษาผ่าน KakaoTalk ก่อนมาพบแพทย์ได้เลยครับ

บทความแนะนำ

ฉีดสลายฟิลเลอร์แล้วผิวจะหย่อนคล้อยจริงไหมรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดสลายฟิลเลอร์แล้ว ผิวจะหย่อนคล้อยจริงไหม?

หลายคนอยากแก้ฟิลเลอร์ที่ไม่พอใจ แต่กลัวว่าสลายแล้วผิวจะยืดหย่อนกว่าเดิม บทความนี้แยกให้ชัดว่าอะไรคือเรื่องจริง และอะไรเป็นแค่ช่วงชั่วคราวไม่กี่วัน

ฉีดโบท็อกซ์ลดกรามแล้วจะเคี้ยวข้าวลำบากไหมรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดโบท็อกซ์ลดกราม แล้วจะเคี้ยวข้าวลำบากไหม?

หลายคนอยากปรับกรอบหน้าให้เรียวขึ้น แต่กลัวว่าฉีดโบท็อกซ์ลดกรามแล้วแรงเคี้ยวจะหายไปจนกินข้าวไม่ได้ บทความนี้รวมตัวเลขจากงานวิจัยว่าแรงกัดลดลงเท่าไร ช่วงไหนรู้สึกมากที่สุด และกลับมาเมื่อไหร่ค่ะ

ภาพปกเรื่องขมับยุบควรเลือกฟิลเลอร์หรือ Sculptraรูปหน้าและวอลุ่ม

ขมับยุบ ควรเลือกฟิลเลอร์หรือ Sculptra ดี

ทั้งสองอย่างไม่ได้แข่งกัน แต่เป็นทางเลือกที่นิสัยต่างกัน พอรู้ว่าขมับของเรายุบแบบไหนและรอไหวแค่ไหน คำตอบก็จะชัดขึ้นเองค่ะ

บทความล่าสุด

การ์ดสรุปคู่มือดูแลขนคุดที่แขนแบบขั้นตอนที่ทำได้เองที่บ้านผิวหนัง

ขนคุดที่แขน ดูแลยังไงให้ได้ผลจริง? คู่มือขั้นตอนทำที่บ้าน

ขนคุดที่แขนไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ด้วยการขัดหนักขึ้น แต่แก้ได้ด้วยการดูแลให้ถูกลำดับและสม่ำเสมอ บทความนี้รวบรวมขั้นตอนการดูแลขนคุดที่บ้านแบบครบวงจร ตั้งแต่การล้างผิว การเลือกสารผลัดเซลล์ที่ใช่ ไปจนถึงการติดตามผลตามช่วงเวลา

ภาพการ์ดคู่มือเตรียมตัวก่อนนัด Thermage และการปรึกษาคุณหมอเรื่อง Level พลังงานลิฟติ้ง

ลด Level Thermage เพราะกลัวเจ็บ ผลจะหายไปไหม? เตรียมปรึกษาคุณหมอ

กังวลเรื่องความรู้สึกแสบร้อนจาก Thermage? บทความนี้ช่วยให้คุณเตรียมตัวก่อนนัด รู้จักตัวเลือกยาชา และถามคุณหมอให้ได้แผน Level ที่เหมาะสมจริง

วางแผนฉีดสกินบูสเตอร์ซ้ำให้ถูกเวลา ดูแลผิวระหว่างรอยังไง?ผิวหนัง

วางแผนฉีดสกินบูสเตอร์ซ้ำให้ถูกเวลา ดูแลผิวระหว่างรอยังไง?

การวางแผนฉีดสกินบูสเตอร์ซ้ำให้ถูกเวลาขึ้นอยู่กับประเภทที่ใช้ กลุ่มเติมความชื้นและกลุ่มกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนมีจังหวะที่เหมาะสมต่างกัน บทความนี้ช่วยวางแผนและดูแลผิวระหว่างรอให้ได้ผลต่อเนื่องค่ะ

หลัง Onda สองข้างยุบไม่เท่ากัน — ควรทำอะไรต่อไปดี?ลิฟติ้ง

หลัง Onda สองข้างยุบไม่เท่ากัน — ควรทำอะไรต่อไปดี?

คลื่นไมโครเวฟ Onda กระจายความร้อนในชั้นไขมันไม่เท่ากันในแต่ละบริเวณ ทำให้ความเร็วในการยุบตัวของสองข้างอาจไม่เดินพร้อมกัน บทความนี้บอกว่าควรทำอะไรในแต่ละช่วงหลัง Onda และสัญญาณที่ควรพบแพทย์ค่ะ

วิธีซ้อนชั้นครีมบำรุงให้ผิวรับมือกับความชื้นแกว่งในสภาพอากาศไทยได้ตลอดวันผิวหนัง

วิธีซ้อนชั้นครีมบำรุงให้ผิวรับมือความชื้นแกว่งได้ทั้งวัน

เมื่ออากาศไทยความชื้นแกว่งทั้งวัน ปัญหาหน้าตึงมักไม่ใช่เรื่องขาดน้ำแต่เป็นเรื่องที่ชั้นไขมันกักน้ำบาง — ลำดับการทาครีมที่ถูกต้องช่วยแก้ปัญหานี้ได้ตรงจุดกว่าการเพิ่มปริมาณครีม

แนวทางดูแลผิวใต้คางและขากรรไกรหลังทำ InMode FX รายสัปดาห์ลิฟติ้ง

หลัง InMode FX ดูแลใต้คางให้ถูกวิธี — ตารางดูแลรายสัปดาห์ที่ควรรู้

หลังทำ InMode FX การดูแลที่บ้านในแต่ละช่วงสัปดาห์มีความสำคัญมาก บทความนี้รวมแนวทางดูแลผิวใต้คางและบริเวณขากรรไกรแบบรายสัปดาห์ค่ะ

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors