ยุคที่ใช้ฟิลเลอร์เพื่อเพิ่มปริมาตรเพียงอย่างเดียว — ผ่านไปแล้วครับ
รูปหน้าและวอลุ่ม

ยุคที่ใช้ฟิลเลอร์เพื่อเพิ่มปริมาตรเพียงอย่างเดียว — ผ่านไปแล้วครับ

Juvederm MD Code: วิธีมองฟิลเลอร์ในฐานะจุดยกกระชับ ไม่ใช่แค่เพิ่มปริมาตร

ติดตาม Hongdae Beautys Doctors YouTube

ยุคที่ใช้ฟิลเลอร์เพื่อเพิ่มปริมาตรเพียงอย่างเดียว — ผ่านไปแล้วครับ

ก่อนอ่าน ขอให้เช็กสิ่งเหล่านี้ก่อนนะครับ


Q. ฉีดฟิลเลอร์เยอะๆ แล้วจะยกกระชับได้ด้วยไหมครับ?

A. นั่นแหละคือกับดักครับ ถ้าเน้นปริมาณอย่างเดียว หน้าจะดูใหญ่ขึ้นเฉยๆ สิ่งสำคัญคือฉีดตรงไหนต่างหากครับ


Q. MD Code คืออะไร ทำไมถึงพูดถึงกันมากครับ?

A. ลองนึกภาพว่าเป็นแผนที่แบ่งใบหน้าออกเป็น 8 จุดยุทธศาสตร์ครับ ไม่ใช่จุดเพิ่มปริมาตร แต่เป็นจุดรองรับโครงสร้างครับ
จุดยุทธศาสตร์การฉีดฟิลเลอร์ Juvederm MD Code



ดูคล้ายกัน แต่หัวใจสำคัญอยู่คนละที่ครับ

การฉีดฟิลเลอร์ Juvederm MD Code คือ

โปรโตคอลที่แบ่งใบหน้าออกเป็น 8 จุดทางกายวิภาค

แล้วฉีดปริมาณน้อยอย่างแม่นยำในแต่ละจุดครับ

ถ้าฟิลเลอร์แบบเดิมคือ "เติมตรงที่บุ๋ม"

MD Code ก็คือ "รองรับตรงที่ต้องการโครงสร้าง" ครับ

แม้จะใช้ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกเหมือนกัน

แต่ปรัชญาการเข้าถึงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ





ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยในจุดนี้ครับ

ข้อคิดสำคัญจากหมอวียองจิน

การมองฟิลเลอร์เป็นแค่ปริมาตรคือแนวคิดรุ่นแรกครับ

การมองว่าเป็นจุดยกกระชับคือแนวทางฟิลเลอร์ลิฟติ้งรุ่นใหม่ครับ

การมองฟิลเลอร์เป็นแค่ปริมาตรคือแนวคิดรุ่นแรกครับ


การมองว่าเป็นจุดสำหรับยกกระชับ

นั่นคือแนวทางฟิลเลอร์ลิฟติ้งรุ่นใหม่ครับ

เดือนที่แล้วมีคนไข้หญิงอายุต้น 40 มาพบผมครับ

เธอเคยฉีดฟิลเลอร์ที่ร่องแก้ม

มากกว่า 2cc จากคลินิกอื่นครับ

แต่พอส่องกระจก เธอบอกว่า

"ร่องแก้มดูตื้นขึ้นนิดหน่อย

แต่หน้าดูหนักลงกว่าเดิมค่ะ" ครับ

พูดตรงๆ เลยนะครับ

นี่คือข้อจำกัดของแนวทางรุ่นแรกโดยทั่วไปครับ

พยายามเติมในส่วนที่บุ๋ม

แต่ส่วนบนไม่มีตัวรองรับ

ศูนย์ถ่วงน้ำหนักทั้งหมดเลยดิ่งลงล่างครับ

คำอธิบาย 8 จุดยุทธศาสตร์ของ MD Code

MD Code เข้าถึงจุดนี้แตกต่างออกไปครับ

Ck1 (ด้านหน้ากระดูกโหนกแก้ม), Ck2 (กึ่งกลางโหนกแก้ม),

Ck3 (ด้านนอกโหนกแก้ม) แบ่งเป็น

3 จุดบริเวณแก้ม ฉีดแต่ละจุดเพียงประมาณ 0.2–0.3cc เท่านั้นครับ

ปริมาณรวมไม่ถึง 1cc เลยครับ

แต่เมื่อปริมาณน้อยๆ นี้เข้าไปถูกต้องในชั้นลึก (เหนือกระดูก)

มันจะทำหน้าที่เป็นเสาค้ำ

ยกเนื้อเยื่ออ่อนที่หย่อนคล้อยขึ้นมาครับ

สำหรับคนไข้รายนั้น ผมไม่ได้แตะฟิลเลอร์เดิมบริเวณร่องแก้มเลยครับ

แต่เพิ่มเพียง 0.8cc ที่ 3 จุดบริเวณโหนกแก้มเท่านั้น

พอเธอกลับมาหลัง 2 สัปดาห์

ร่องแก้มตื้นลงเองโดยอัตโนมัติเลยครับ

การเปลี่ยนแปลงก่อนและหลังการยกกระชับด้วยฟิลเลอร์

แต่มีสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งครับ

ความลึกในการฉีดคือหัวใจของ MD Code เลยครับ

แม้จุดเดียวกัน ถ้าฉีดในชั้นตื้น (ชั้นหนังแท้)

จะได้แค่ปริมาตร ไม่ได้ยกกระชับครับ

ต้องฉีดให้ตรงชั้นเหนือกระดูก หรือชั้นไขมันลึก

ความลึกประมาณ 5–7 มิลลิเมตร

ถึงจะเกิดแรงยกขึ้นได้ครับ

นี่คือหัวใจของเทคนิคนี้เลยครับ

สรุปสำคัญจากหมอวียองจิน


ฟิลเลอร์มากขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะดูอ่อนเยาว์ขึ้นเสมอไปครับ


ฉีดตรงไหน และลึกแค่ไหน — นั่นต่างหากที่กำหนดผลลัพธ์ครับ


คุณค่าของ MD Code อยู่ที่การสร้างการเปลี่ยนแปลงแบบ 3cc ด้วยฟิลเลอร์เพียง 1cc ครับ




ผมแบ่งประเภทในห้องตรวจแบบนี้ครับ

ขึ้นอยู่กับแต่ละเคส

แต่โดยทั่วไปผมจำแนกแบบนี้ครับ

แต่ก็ใช่ว่าจะเหมาะกับทุกคนนะครับ

มีสิ่งหนึ่งที่ต้องบอกให้ชัดเจนครับ

MD Code ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่เคยฉีดฟิลเลอร์มาหลายครั้งแล้ว

โดยเฉพาะผู้ที่มีฟิลเลอร์สะสมบริเวณร่องแก้มและรอบปาก

ไม่สามารถใช้โดยตรงได้ครับ

เพราะถ้ามีฟิลเลอร์เดิมอยู่

ตำแหน่งของจุดฉีดใหม่

จะคลาดเคลื่อนจากที่ออกแบบไว้ครับ

คนกลุ่มนี้ต้องละลายฟิลเลอร์เดิมออกก่อน หรือรอเวลา

แล้วค่อยออกแบบใหม่ครับ

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์กับฟิลเลอร์น้อย

หรือต้องการการยกกระชับที่ดูเป็นธรรมชาติ

นี่ยังคงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดครับ

การเข้าถึง MD Code ตามแต่ละประเภท



คำถามที่พบบ่อยที่สุดในห้องตรวจ 3 ข้อครับ

Q1. ยกกระชับด้วยไหม กับฟิลเลอร์ MD Code อันไหนดีกว่ากันครับ?

A. ทั้งสองไม่ได้แข่งขันกันครับ

ไหมคือการดึงเนื้อเยื่อที่หย่อนคล้อยขึ้นมาทางกายภาพ

ส่วน MD Code คือการเสริมจุดรองรับที่หายไปครับ

คนไข้ของผมหลายรายทำยกกระชับด้วยไหมก่อน

แล้วหลัง 6 เดือนค่อยเสริม MD Code ที่จุดรองรับโหนกแก้ม

เพื่อยืดอายุผลลัพธ์ให้นานขึ้นครับ

ใช้ร่วมกันได้ดีมาก และเสริมฤทธิ์กันครับ

Q2. ต้องฉีดเท่าไหร่ และผลอยู่ได้นานแค่ไหนครับ?

A. การเซ็ตครั้งแรกมักใช้ประมาณ 2–3cc ครับ

บางรายอาจจบที่ 1cc ขึ้นอยู่กับสภาพใบหน้าครับ

อ้างอิงจาก Juvederm Voluma

โดยเฉลี่ยอยู่ได้ 12–18 เดือน

บริเวณที่เคลื่อนไหวน้อย เช่น โหนกแก้ม

บางรายอยู่ได้เกือบ 2 ปีเลยครับ

แต่บริเวณรอบปากและคางที่เคลื่อนไหวบ่อย

จะถูกดูดซึมได้เร็วกว่าครับ

Q3. จะเห็นชัดไหมครับ? แล้วอาการบวมหรือรอยช้ำล่ะ?

A. เพราะฉีดปริมาณน้อยในชั้นลึกบริเวณโหนกแก้ม

จึงแทบไม่รู้สึกถึงก้อนหรือความขรุขระ

จากผิวภายนอกเลยครับ

อาการบวมอยู่ประมาณ 2–3 วัน

รอยช้ำเกิดขึ้นประมาณ 1–2 ใน 10 ราย

และจะยุบลงภายในหนึ่งสัปดาห์ครับ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีหลอดเลือดมาก

สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องได้รับการฉีดจากแพทย์

ที่มีความเข้าใจด้านกายวิภาคอย่างเพียงพอครับ

สามารถปรึกษาผ่าน KakaoTalk ก่อนมาพบแพทย์ได้เลยครับ

บทความแนะนำ

ผู้หญิงเปรียบเทียบฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน Ellanse กับ Radiesseรูปหน้าและวอลุ่ม

Ellanse กับ Radiesse ต่างกันยังไง ทั้งที่ก็กระตุ้นคอลลาเจนเหมือนกัน?

Ellanse และ Radiesse ต่างก็เป็นฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน แต่ส่วนประกอบและวิธีทำงานไม่เหมือนกัน บทความนี้จะพาไปดูความต่างเพื่อให้เข้าใจก่อนตัดสินใจ

ภาพปกอธิบายลำดับการทำ Juvelook Volume คู่กับ Rejuranรูปหน้าและวอลุ่ม

Juvelook Volume คู่กับ Rejuran ทำอะไรก่อนดี? จัดลำดับให้เข้าใจง่าย

Juvelook Volume ช่วยเติมโครงหน้าที่ยุบ ส่วน Rejuran ดูแลผิวจากข้างใน บทความนี้จะพาไปดูว่าถ้าทำทั้งคู่ ควรเริ่มจากอะไรก่อน เว้นระยะยังไง และแบ่งจุดแบบไหน

ภาพปกอธิบายว่าฉีดฟิลเลอร์สะโพกแล้วลดน้ำหนัก วอลลุ่มจะหายไหมรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดฟิลเลอร์สะโพกแล้วลดน้ำหนัก วอลลุ่มจะหายไหม?

หลายคนกังวลว่าฉีดฟิลเลอร์สะโพกแล้วถ้าลดน้ำหนัก วอลลุ่มที่เติมไว้จะยุบตามไปด้วยไหม บทความนี้จะพาไปดูความจริงและวิธีดูแลให้ผลลัพธ์อยู่สวยค่ะ

บทความล่าสุด

ภาพหน้าปกเรื่องอาการบวมหลังทำหัตถการกับการดูแลด้วยอาหารผิวหนัง

อาการบวมหลังทำหัตถการ ลดได้ด้วยอาหารและโซเดียมไหม

อาการบวมที่เกิดขึ้นหลังทำหัตถการความงามอาจบรรเทาลงหรือยืดเยื้อได้ตามอาหารที่เรากิน บทความนี้ชวนดูเรื่องโซเดียม น้ำ และอาหารที่ช่วย จากมุมมองการดูแลตัวเองอย่างใจเย็น

ภาพหน้าปกเรื่องดาวน์ไทม์ Potenza และการฟื้นตัววันต่อวันลิฟติ้ง

ดาวน์ไทม์ Potenza นานแค่ไหน ฟื้นตัววันต่อวันอย่างไร

หลังทำ Potenza รอยแดง สะเก็ดเล็ก ๆ และบวมจะค่อย ๆ ยุบลงตามวันอย่างไร บทความนี้เรียบเรียงไทม์ไลน์การฟื้นตัวและจุดดูแลในแต่ละช่วงให้เข้าใจแบบสบายใจ

ภาพหน้าปกเรื่องการทำ InMode FX ในหน้าร้อนและการดูแลผิวจากแดดลิฟติ้ง

InMode FX หน้าร้อนทำได้ไหม ดูแลผิวจากแดดหลังทำอย่างไร

หน้าร้อนทำ InMode FX ได้ไหม และหลังทำควรจัดการกับแดด เหงื่อ และการออกไปข้างนอกอย่างไรเพื่อเลี่ยงรอยคล้ำ บทความนี้ค่อย ๆ เรียบเรียงให้เข้าใจแบบสบายใจ

ภาพหน้าปกอธิบายว่าผลของ Oligio X อยู่ได้นานแค่ไหนและควรทำซ้ำเมื่อไหร่ลิฟติ้ง

Oligio X ผลอยู่ได้นานแค่ไหน ควรทำซ้ำเมื่อไหร่

หลังทำ Oligio X หลายคนสงสัยว่าความกระชับจะอยู่ได้นานแค่ไหน และควรกลับมาทำซ้ำเมื่อไหร่ดี บทความนี้จะช่วยแยกให้เห็นชัดจากมุมของการสร้างคอลลาเจนใหม่ค่ะ

ภาพหน้าปกอธิบายความต่างของความลึกที่ความร้อนจาก Onda และ Shurink ลงถึงลิฟติ้ง

Onda กับ Shurink ต่างกันอย่างไร ความร้อนลงลึกแค่ไหน

Onda และ Shurink เป็นทรีตเมนต์กระชับผิวเหมือนกัน แต่วิธีส่งผ่านความร้อนและความลึกที่ลงถึงต่างกันมาก บทความนี้จะช่วยแยกให้เห็นชัดว่าแต่ละเครื่องเหมาะกับใครค่ะ

ผู้หญิงกังวลว่าทำเลเซอร์โทนนิงแล้วผิวดูเข้มขึ้นหรือเป็นด่างผิวหนัง

เลเซอร์โทนนิงแล้วทำไมสีผิวถึงเข้มขึ้นหรือเป็นด่างชั่วคราว?

หลายคนทำเลเซอร์โทนนิงเพื่อให้ฝ้าหรือจุดด่างจางลง แต่กลับเห็นผิวเข้มขึ้นหรือเป็นด่างในช่วงแรก บทความนี้จะพาไปดูว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors