รอยบุ๋มข้างมุมปาก ใส่ฟิลเลอร์เต็มๆ แล้วจะหายไปจริงไหม?
ถ้าเติมฟิลเลอร์ที่ร่องมาริโอเน็ตข้างมุมปากให้เต็มที่สุด รอยนั้นจะหายไปได้จริงไหมครับ? มาดูปริมาณที่เหมาะสมและการผสมผสานการรักษาที่ให้ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติกันครับ


วียองจิน
ผู้อำนวยการ
รอยบุ๋มข้างมุมปาก ใส่ฟิลเลอร์เต็มๆ แล้วจะหายไปจริงไหม?
ในวันที่ยืนส่องกระจกด้วยสีหน้าเฉยๆ แล้วสังเกตเห็นว่ามุมปากข้างๆ ดูยุบลงนิดนึง ก็รู้สึกหนักใจขึ้นมาเลยครับ บางคนเคยได้ยินว่าหน้าตาดูเศร้า หรือพอถ่ายรูปก็ยิ่งเห็นชัด พอลองค้นหาข้อมูล คำว่า "ฟิลเลอร์มาริโอเน็ต" ก็จะตามมาเสมอครับ
ถ้าเคยปรึกษาคุณหมอมาก่อน คงจำได้ครับ ตอนที่คุณหมอชี้ไปที่บริเวณข้างมุมปากแล้วบอกว่า "ตรงนี้แหละที่น่าเป็นห่วงที่สุด" ดูเหมือนว่าถ้าเติมให้เต็มทีเดียวหน้าก็จะดูยกขึ้นมาได้เลย แต่ความจริงแล้วร่องมาริโอเน็ต* ไม่ได้เป็นบริเวณที่แก้ได้ง่ายขนาดนั้นครับ
*ร่องมาริโอเน็ต: ร่องที่ลากจากมุมปากทั้งสองข้างลงมาทางคาง ได้ชื่อนี้เพราะดูคล้ายเส้นที่ขีดบนปากของตุ๊กตาหุ่นเชิดครับ
ทำไมตรงนี้ถึงต้องเติม "แค่นิดเดียว"?
ร่องมาริโอเน็ตเป็นจุดที่กล้ามเนื้อแสดงสีหน้า ผิวที่หย่อนคล้อย และร่องรอยจากไขมันที่หายไปมารวมกันอยู่ครับ ดังนั้นถ้าใส่ฟิลเลอร์มากเกินไป แทนที่ร่องจะหายไป กลับอาจทำให้บริเวณข้างปากดูบวมพอง หรือเวลายิ้มแล้วรู้สึกแข็งเป็นก้อนได้ครับ
มีประโยคที่คุณหมอพูดบ่อยมากในห้องปรึกษา คือ "ตรงนี้ใส่มากไม่ได้นะครับ" ความหมายที่ซ่อนอยู่ในประโยคนั้นคือ การเริ่มจากน้อยให้ดูเป็นธรรมชาติก่อน แล้วค่อยเพิ่มเติมถ้ายังรู้สึกว่าไม่พอ จะปลอดภัยกว่าการเติมทีเดียวให้เต็มครับ นั่นคือจุดแรกที่ต้องระวัง
นอกจากนี้ บริเวณมาริโอเน็ตยังเป็นจุดที่เคลื่อนไหวมากตามสีหน้า จึงอาจรู้สึกเคอะเขินนิดหน่อยในช่วงสองสามวันแรกหลังทำครับ นี่เป็นปฏิกิริยาปกติในระหว่างที่ฟิลเลอร์กำลังจัดตัว และโดยทั่วไปจะรู้สึกเป็นธรรมชาติขึ้นภายในหนึ่งสัปดาห์ครับ ในช่วงนั้นอาจส่องกระจกแล้วคิดว่า "ดูแปลกๆ ไหมนี่?" แต่ถ้าขอเติมเพิ่มในช่วงนี้ มีโอกาสสูงที่จะทำให้ใส่ไปมากเกินไปได้ครับ แนะนำให้รอดูผลสักสองถึงสามสัปดาห์ก่อนนะครับ
ไม่ใช่ "หายไป" แต่เป็น "ดูน้อยลง" มากกว่า
การทำให้ร่องมาริโอเน็ตหายไปอย่างสมบูรณ์ด้วยฟิลเลอร์นั้นเป็นเรื่องยากครับ เพราะสาเหตุที่ทำให้เกิดร่องไม่ใช่แค่ช่องว่างธรรมดา แต่มาจากแรงดึงของกล้ามเนื้อที่ดึงลงและน้ำหนักของผิวที่หย่อนคล้อยด้วยครับ
ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงที่รู้สึกได้หลังทำว่า "ร่องหายแล้ว" จริงๆ แล้วใกล้เคียงกับ "รอยบุ๋มถูกเติมจนเงาลดลง" มากกว่าครับ เป็นเอฟเฟกต์ที่ทำให้เงาดำลดลงเมื่อมองจากด้านหน้า และทำให้ใบหน้าดูนุ่มนวลขึ้นครับ แต่เมื่อมองจากด้านข้างหรือทำสีหน้าชัดๆ ก็อาจยังเห็นร่องอยู่บ้างนะครับ
ผสมผสานกับการรักษาอื่นๆ ผลลัพธ์จะเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น
น้อยครั้งมากที่การเติมฟิลเลอร์ที่บริเวณมาริโอเน็ตเพียงอย่างเดียวจะให้ผลที่น่าพอใจครับ บริเวณนี้จะได้ผลเป็นธรรมชาติมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อใช้โบท็อกซ์คลายการดึงของกล้ามเนื้อมุมปากเล็กน้อย หรือทำการยกกระชับเพื่อแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยพร้อมกันไปด้วยครับ
โดยเฉพาะโบท็อกซ์บริเวณมุมปากเป็นคอมโบที่มักทำร่วมกับฟิลเลอร์มาริโอเน็ตบ่อยมากครับ เมื่อลดแรงดึงของกล้ามเนื้อที่ดึงลงได้แล้ว ฟิลเลอร์ในปริมาณเท่าเดิมก็สามารถคงรูปทรงที่เติมไว้ได้นานขึ้นครับ
หากผิวโดยรวมมีอาการหย่อนคล้อยร่วมด้วย แนะนำให้ทำการยกกระชับก่อน แล้วจึงตามด้วยฟิลเลอร์มาริโอเน็ตเป็นขั้นตอนสุดท้ายจะเป็นธรรมชาติกว่าครับ เพราะเมื่อผิวที่หย่อนคล้อยถูกยกขึ้นแล้ว จะสามารถเติมเฉพาะบริเวณที่จำเป็นได้อย่างแม่นยำครับ ในทางกลับกัน ถ้าเติมฟิลเลอร์ก่อนแล้วค่อยทำการยกกระชับ ตำแหน่งที่เติมไว้อาจเคลื่อนไปจนดูไม่ตรงกันได้ครับ ลำดับของการรักษาส่งผลต่อคุณภาพของผลลัพธ์อย่างมากครับ
ฟิลเลอร์ที่ใช้ก็ต้องแตกต่างกันตามบริเวณ
แม้จะเป็นใบหน้าเดียวกัน แต่ฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ก็ต้องแตกต่างกันตามบริเวณครับ บริเวณร่องมาริโอเน็ตเป็นจุดที่เคลื่อนไหวบ่อยตามการแสดงสีหน้า ดังนั้นถ้าใช้ฟิลเลอร์ที่แข็งเกินไปก็จะดูไม่เป็นธรรมชาติ แต่ถ้าใช้ฟิลเลอร์ที่นิ่มเกินไปก็จะไหลลงมาเร็วทำให้ผลอยู่ได้ไม่นานครับ
การหาสมดุลตรงนี้เป็นสิ่งที่คุณหมอต้องพิจารณาครับ แต่ในฐานะคนไข้ก็ถามได้นะครับว่า "ใช้ผลิตภัณฑ์อะไร ที่บริเวณไหนบ้าง" ถ้าหมอบอกว่าจะใช้ฟิลเลอร์เดียวกันทุกบริเวณ ก็ควรคิดดูให้ดีสักนิดนึงครับ
สิ่งที่ควรเตรียมไว้ก่อนทำ
มีสามเรื่องที่ถ้าจัดเรียงความคิดไว้ล่วงหน้า การปรึกษาคุณหมอก็จะราบรื่นขึ้นมากครับ ข้อแรก ตอนนี้สิ่งที่รบกวนใจมากที่สุดคือรอยบุ๋มโดยตรง หรือว่าความหย่อนคล้อยโดยรวม? ถ้าเป็นรอยบุ๋ม ฟิลเลอร์อาจเป็นคำตอบได้ แต่ถ้าเป็นความหย่อนคล้อย ต้องพิจารณาการยกกระชับก่อนครับ
ข้อสอง ถ้าปกติแสดงสีหน้าเยอะและมุมปากเคลื่อนไหวบ่อย ลองพูดคุยเรื่องการผสมโบท็อกซ์ไว้ด้วยครับ ข้อสาม แทนที่จะขอให้เติมให้พอใจทีเดียว การเริ่มจากน้อยแล้วเพิ่มทีหลังถ้ายังรู้สึกว่าไม่พอ จะปลอดภัยกว่าครับ
ฟิลเลอร์มาริโอเน็ตไม่ใช่การรักษาที่ "เติมให้เต็มแล้วทำให้หายไป" แต่เป็นการรักษาที่ "ลดเงาให้จางลง" ครับ ถ้าปรับความคาดหวังให้ตรงกันได้ ความพึงพอใจเวลาส่องกระจกก็จะแตกต่างออกไปมากเลยครับ
นอกจากนี้ การถ่ายรูปก่อนและหลังทำในแสงเดียวกัน มุมเดียวกัน ก็เป็นนิสัยที่ดีมากครับ เพราะการเปลี่ยนแปลงมีอยู่จริง แต่ตาของคนที่ส่องกระจกทุกวันมักชินจนรู้สึกว่าเปลี่ยนแปลงน้อยครับ ลองถ่ายไว้ทั้งหน้าตรงแบบไม่มีสีหน้า ตอนยิ้ม และด้านข้างเล็กน้อยเป็นชุดเดียวกัน แล้วนำมาเปรียบเทียบ จะช่วยให้มองเห็นผลลัพธ์ของการรักษาได้อย่างเป็นกลางมากขึ้นครับ
คำถามที่พบบ่อย
Q1. ฟิลเลอร์มาริโอเน็ตอยู่ได้นานแค่ไหนครับ?
A. ขึ้นอยู่กับชนิดของฟิลเลอร์ที่ใช้และความแตกต่างของแต่ละบุคคล แต่โดยทั่วไปผลจะอยู่ได้ประมาณ 9 เดือนถึง 1 ปีครับ ถ้าแสดงสีหน้าบ่อยก็อาจสลายได้เร็วกว่านั้นนิดหน่อยครับ
Q2. เติมเยอะๆ ทีเดียวได้ไหมครับ?
A. ไม่แนะนำครับ เพราะถ้าใส่มากเกินไป ร่องอาจไม่ได้หายไป แต่บริเวณข้างปากอาจดูบวมพองแทนครับ การเติมเพิ่มทีหลังสักสองสามวันถ้ายังรู้สึกว่าไม่พอ จะปลอดภัยกว่าครับ
Q3. ทำร่วมกับโบท็อกซ์ได้ไหมครับ?
A. ทำร่วมกันได้บ่อยมากครับ การคลายกล้ามเนื้อที่ดึงมุมปากลงเล็กน้อย จะช่วยให้รูปทรงที่เติมด้วยฟิลเลอร์ดูเป็นธรรมชาติและอยู่ได้นานขึ้นครับ แต่ทั้งสองอย่างต้องปรึกษาคุณหมอให้ดีว่าปริมาณที่ทำทั้งสองอย่างรวมกันไม่มากเกินไปนะครับ





