ทำไมไปฉีดฟิลเลอร์ริมฝีปากแล้วหมอแนะนำโบท็อกซ์มุมปากด้วย?
ถ้าฉีดฟิลเลอร์ริมฝีปากอย่างเดียว มุมปากที่หย่อนคล้อยอาจดูเด่นชัดขึ้น ผมสรุปให้แล้วว่าทำไมการฉีดโบท็อกซ์มุมปากร่วมด้วยถึงทำให้โดยรวมของริมฝีปากดูนุ่มนวลขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ


วียองจิน
ผู้อำนวยการ
ทำไมไปฉีดฟิลเลอร์ริมฝีปากแล้วหมอแนะนำโบท็อกซ์มุมปากด้วย?
หลายคนเข้ามาปรึกษาเรื่องการเพิ่มวอลุ่มริมฝีปาก แล้วได้ยินหมอบอกว่า "ฉีดโบท็อกซ์มุมปากไปพร้อมกันด้วยได้เลยนะครับ" ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจมา บางคนก็เริ่มสงสัยว่าจำเป็นจริงไหม หรือเป็นแค่การแนะนำเพิ่มยอดขาย
แต่จริงๆ แล้วการแนะนำฟิลเลอร์ริมฝีปากและโบท็อกซ์มุมปากร่วมกันมีเหตุผลชัดเจนครับ เพราะสองหัตถการนี้ทำงานต่างจุด และเมื่อทำร่วมกันผลลัพธ์จะออกมาเป็นธรรมชาติกว่ามาก
สรุปในหนึ่งประโยค ฟิลเลอร์ริมฝีปากคือการเพิ่มวอลุ่ม ส่วนโบท็อกซ์มุมปากคือการแก้ไขมุมปากที่หย่อนคล้อย เมื่อทำคู่กัน ไม่ใช่แค่ริมฝีปากที่ดูเด่นขึ้น แต่ภาพรวมทั้งหมดของปากจะดูนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้นครับ
ฉีดฟิลเลอร์ริมฝีปากอย่างเดียวยังขาดอะไรอยู่?
ฟิลเลอร์ริมฝีปากเป็นหัตถการที่เพิ่มวอลุ่มให้ริมฝีปากโดยตรงครับ ช่วยให้เส้นขอบริมฝีปากที่บางลงดูชัดเจนขึ้น และให้ความอิ่มเต็มที่ต้องการ ผลลัพธ์เห็นได้ชัดตั้งแต่หลังทำเสร็จ จึงเป็นหนึ่งในหัตถการที่ได้รับความพึงพอใจสูงมาก
อย่างไรก็ตาม มีบางกรณีที่ฉีดแล้วยังไม่ค่อยถูกใจครับ ริมฝีปากดูชัดขึ้นก็จริง แต่เวลาหน้านิ่งๆ มุมปากที่หย่อนคล้อยยังอยู่ ทำให้ดูเหมือนสีหน้าเยือกเย็นหรือดูเคร่งเครียด มองในกระจกแล้วรู้สึกว่า "ริมฝีปากสวยนะ แต่ทำไมหน้าดูหม่นๆ อยู่"
นี่ไม่ใช่ปัญหาของริมฝีปากเองครับ แต่เป็นเพราะกล้ามเนื้อที่ดึงมุมปากลง เมื่ออายุมากขึ้น กล้ามเนื้อนี้จะแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งริมฝีปากดูเด่นขึ้น ความต่างระหว่างริมฝีปากกับมุมปากที่หย่อนก็ยิ่งชัดเจนขึ้นด้วยครับ
โบท็อกซ์มุมปากทำงานต่างออกไปอย่างไร?
โบท็อกซ์มุมปากออกฤทธิ์ที่กล้ามเนื้อที่เรียกว่า DAO* ครับ กล้ามเนื้อนี้ทำหน้าที่ดึงมุมปากลง และเมื่ออายุมากขึ้น กล้ามเนื้อนี้จะมีแรงดึงมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้แม้แต่เวลาหน้านิ่งๆ มุมปากก็ดูตกลงจนทำให้ดูเหนื่อยหรือไม่พอใจโดยไม่ตั้งใจ
*DAO: Depressor Anguli Oris คือกล้ามเนื้อเล็กๆ ที่ดึงมุมปากลง และเป็นต้นเหตุหลักของมุมปากที่หย่อนคล้อย*
เมื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อนี้เล็กน้อย แรงที่ดึงมุมปากลงก็ลดลง และกล้ามเนื้อที่ยกมุมปากขึ้นจะทำงานได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น ผลลัพธ์คือแม้แต่เวลาหน้านิ่งๆ มุมปากก็จะดูเหมือนยกขึ้นเล็กน้อย ให้ความรู้สึกเหมือนมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าตลอดเวลาครับ
การเปลี่ยนแปลงจากหัตถการนี้ไม่ได้มากมายนักครับ มุมปากจะขึ้นประมาณ 1–2 มม. เท่านั้น ถ้าทำคนเดียวบางคนอาจรู้สึกว่าแทบไม่เห็นความต่าง แต่เมื่อทำร่วมกับฟิลเลอร์ริมฝีปาก ผลลัพธ์จะเริ่มเห็นได้ชัดเจนขึ้นมากครับ
ทำทั้งสองอย่างพร้อมกันแล้วต่างกันยังไง?
เมื่อริมฝีปากอิ่มขึ้นและมุมปากยกขึ้นเล็กน้อยพร้อมกัน ภาพรวมของปากทั้งหมดจะดูนุ่มนวลและเรียบเนียนขึ้นครับ ไม่ใช่แค่ริมฝีปากที่ดูเด่น แต่ทั้งใบหน้าจะดูอบอุ่นและเป็นธรรมชาติมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงของสีหน้าก็เป็นธรรมชาติขึ้นด้วยครับ เพราะกล้ามเนื้อที่ดึงมุมปากลงอ่อนแรงลง ทำให้เวลายิ้มมุมปากยกขึ้นได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น ลดความรู้สึกเคร่งเครียดตอนหน้านิ่ง และทำให้รอยยิ้มดูชัดเจนขึ้นเวลายิ้ม ได้ผลสองทางไปพร้อมกันเลยครับ
ถ้าคิดเรื่องค่าใช้จ่ายอย่างเดียว การทำทั้งสองอย่างพร้อมกันดูเหมือนจะแพงขึ้น แต่ผลความพึงพอใจโดยรวมสูงกว่าการทำอย่างใดอย่างหนึ่งมากครับ มีบางคนที่ฉีดฟิลเลอร์อย่างเดียวก่อน แล้วค่อยเพิ่มโบท็อกซ์มุมปากอีก 6 เดือนถัดมา แต่การทำพร้อมกันตั้งแต่ต้นจะให้ผลการดีไซน์ที่ลงตัวกว่าครับ
เหมาะกับใครเป็นพิเศษ?
เหมาะที่สุดสำหรับคนที่มุมปากหย่อนเล็กน้อยและรู้สึกว่าริมฝีปากขาดวอลุ่มครับ โดยเฉพาะคนที่มองกระจกแล้วรู้สึกว่าหน้าตอนไม่แสดงอารมณ์ดูเย็นชา หรือคนที่ถ่ายรูปแล้วมุมปากมักจะตกลงเสมอ
ในทางกลับกัน ถ้ามุมปากของคุณยกขึ้นเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว โบท็อกซ์มุมปากก็ไม่ได้จำเป็นเสมอไปครับ ควรพิจารณาจากสีหน้าและลักษณะการแสดงออกในชีวิตประจำวันของคุณก่อนตัดสินใจครับ
คำถามที่พบบ่อย
Q1. ฉีดโบท็อกซ์มุมปากอย่างเดียวได้ผลไหม?
A. ได้ผลครับ แต่การเปลี่ยนแปลงจะน้อย เมื่อทำร่วมกับฟิลเลอร์ริมฝีปาก ความเปลี่ยนแปลงของภาพรวมปากจะชัดเจนขึ้นมากครับ
Q2. ทำทั้งสองอย่างในวันเดียวกันได้เลยไหม?
A. ได้เลยครับ แม้ว่าบริเวณที่ทำจะอยู่ใกล้กัน แต่ระดับความลึกของหัตถการต่างกัน จึงไม่มีผลกระทบซึ่งกันและกัน และเป็นหนึ่งในคู่หัตถการที่หลายคนเลือกทำในครั้งเดียวครับ
Q3. โบท็อกซ์มุมปากอยู่ได้นานแค่ไหน?
A. โดยทั่วไปประมาณ 3–4 เดือนครับ ส่วนฟิลเลอร์ริมฝีปากอยู่ได้ 6–12 เดือน ดังนั้นหลายคนจึงวางแผนรีทัชโบท็อกซ์แยกออกจากฟิลเลอร์ครับ






