ภาพแสดงความต่างของ Juvelook Volume กับฟิลเลอร์สำหรับแก้มตอบ
รูปหน้าและวอลุ่ม

แก้มตอบเลือก Juvelook หรือฟิลเลอร์ดี? เจาะลึกความต่าง

แก้มตอบเลือกเติมด้วย Juvelook Volume ที่ค่อย ๆ กระตุ้นคอลลาเจน หรือฟิลเลอร์ที่ให้วอลลุ่มทันที บทความนี้รวมความต่างของกลไก ระยะเวลา และแนวทางเลือกให้เข้าใจง่าย

ติดตาม Hongdae Beautys Doctors YouTube

เคยไหมคะ เวลาส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าแก้มเริ่มตอบลง มีเงาคล้ำ ๆ จนดูโทรมกว่าวัย พอหาข้อมูลก็มักได้ยินสองชื่อคู่กัน คือ Juvelook (จูวีลุค) กับฟิลเลอร์ (Filler)

ทั้งคู่ถูกแนะนำว่าช่วยเติมแก้มที่ตอบให้อิ่มขึ้นเหมือนกัน แต่พอปรึกษาจริง กลับมีคำอธิบายปนกันว่า ตัวหนึ่ง "สร้างคอลลาเจน" อีกตัว "เห็นวอลลุ่มเลย" ทำให้หลายคนสับสนว่าตกลงต่างกันตรงไหน ความจริงแล้วแม้เป้าหมายเหมือนกัน แต่กลไกการเติมต่างกันตั้งแต่ต้นทาง ความต่างนี้เองที่ทำให้ความเร็วในการเห็นผลและจังหวะการอยู่ตัวต่างกันไป

บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่าแก้มตอบเกิดจากอะไร Juvelook Volume กับฟิลเลอร์ต่างกันด้วยกลไกอย่างไร แก้มแบบไหนเหมาะกับตัวไหน พร้อมแนะนำแนวทางการดูแลหลังทำค่ะ

แก้มตอบเกิดจากอะไร

แก้มที่ตอบลงและดูมีเงา มักไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลรวมของหลายปัจจัยที่ค่อย ๆ สะสม

  • คอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิวลดลงตามอายุ ทำให้ผิวแก้มบางและหย่อนลง
  • ไขมันใต้ผิวบริเวณแก้มลดลงและเคลื่อนต่ำลง จึงเกิดเป็นร่องและเงา
  • โครงสร้างใบหน้าและพันธุกรรมที่ทำให้บางคนแก้มตอบง่ายกว่า

เมื่อสาเหตุมาจากทั้งการลดลงของคอลลาเจนและปริมาตรที่หายไป การดูแลจากภายนอกอย่างครีมหรือการนวดจึงมักช่วยได้จำกัด หลายคนจึงมองหาหัตถการที่เติมตรงชั้นผิว อย่าง Juvelook Volume และฟิลเลอร์

Juvelook กับฟิลเลอร์ กลไกการเติมต่างกันตั้งแต่ต้น

สองวิธีนี้มีจุดเริ่มต้นต่างกัน ฟิลเลอร์คือการเติมสารอย่างกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid: HA) ที่อุ้มน้ำได้ในตัว จึงสร้างวอลลุ่มขึ้นทันทีในตำแหน่งที่ฉีด ส่วน Juvelook เป็นสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน* ที่ค่อย ๆ สลายตัวไป พร้อมส่งสัญญาณให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่เอง

สารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน*: สารที่เมื่อสลายตัวจะกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง เน้นการฟื้นฟูแบบค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าการเติมวอลลุ่มทันที

มีบทความทบทวนทางวิชาการที่อธิบายว่า สารในกลุ่มพอลิแลกติกแอซิดจะกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ให้สร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่เติมปริมาตร แต่เป็นการชักนำให้เนื้อเยื่อสร้างขึ้นใหม่ ทำให้เห็นชัดขึ้นว่าทำไม Juvelook จึงไม่ได้เห็นวอลลุ่มทันทีหลังทำ แต่ค่อย ๆ อิ่มขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ เพราะต้องใช้เวลาให้คอลลาเจนของตัวเราเข้าที่ ต่างจากฟิลเลอร์ที่เติมได้ทันที

ภาพแสดงชั้นผิวแก้มที่คอลลาเจนใหม่ค่อย ๆ เติมเต็มขึ้น

เปรียบเทียบการกระตุ้นคอลลาเจนกับการเติมวอลลุ่มทันที

แม้จะอยู่ในกลุ่มหัตถการเติมวอลลุ่มเหมือนกัน แต่เมื่อกลไกต่างกัน จังหวะของผลลัพธ์ก็ต่างกัน ลองเทียบทั้งสองแบบตามตารางนี้

หัวข้อJuvelook Volumeฟิลเลอร์
กลไกการเติมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของตัวเองเติมวอลลุ่มด้วยตัวสารทันที
ช่วงเห็นผลค่อยเป็นค่อยไปในหลายสัปดาห์เห็นได้ตั้งแต่หลังทำ
ความรู้สึกของผลลัพธ์อิ่มขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติวอลลุ่มชัดเจน
จังหวะการอยู่ตัวค่อย ๆ เต็มและอยู่ได้นานขึ้นอยู่ระยะหนึ่งแล้วถูกดูดซึม
เหมาะกับปัญหาแบบแก้มตอบทั้งบริเวณและความกระชับการเสริมรูปทรงเฉพาะจุด

จากตารางจะเห็นว่าผลลัพธ์ที่สองวิธีมุ่งไปนั้นต่างกัน ฟิลเลอร์มักเหมาะเมื่ออยากได้รูปทรงที่ชัดในทันที ส่วน Juvelook มักเหมาะเมื่ออยากเติมแก้มที่ตอบทั้งบริเวณให้ดูเป็นธรรมชาติพร้อมดูแลความกระชับไปด้วย บางครั้งจึงใช้แยกกันตามจุดประสงค์ หรือใช้ร่วมกันโดยแบ่งบริเวณ ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

ภาพแสดงความต่างของการเห็นผลและระยะเวลาระหว่างการกระตุ้นคอลลาเจนกับการเติมวอลลุ่มทันที

แก้มแบบไหนเหมาะกับตัวไหน

สิ่งที่ควรดูก่อนชื่อของหัตถการ คือความเร็วของการเปลี่ยนแปลงที่ต้องการ หากมีงานสำคัญที่ต้องการวอลลุ่มทันวันที่ วิธีที่เติมเต็มได้เลยก็เหมาะกว่า แต่หากอยากได้ผลลัพธ์ที่ค่อย ๆ อิ่มขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ วิธีที่กระตุ้นคอลลาเจนก็ตอบโจทย์มากกว่า

อีกจุดที่มีผลต่อการเลือกคือ แก้มตอบลงแบบแบนราบทั้งบริเวณ หรืออยากเสริมเฉพาะบางจุดให้ชัดขึ้น โดยทั่วไปแก้มที่ตอบเป็นบริเวณกว้างมักเข้ากับวิธีที่ค่อย ๆ เติม ส่วนการเสริมรูปทรงเฉพาะจุด วอลลุ่มที่เห็นทันทีอาจเหมาะกว่า อย่างไรก็ตาม แม้เป็นวิธีเดียวกัน ปริมาณและตำแหน่งที่ฉีดก็ต้องปรับต่างกันในแต่ละคน การตัดสินใจสุดท้ายจึงควรทำร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เห็นแก้มของคุณโดยตรง

ภาพแสดงลักษณะแก้มตอบที่เหมาะกับ Juvelook หรือฟิลเลอร์

ขั้นตอนและระยะพักฟื้น

ทั้งสองวิธีเป็นการทายาชาแล้วจึงฉีด ตัวหัตถการจึงใช้เวลาประมาณ 20-30 นาทีขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำ หลังฉีดใหม่ ๆ อาจมีบวมแดงเล็กน้อยหรือรอยช้ำจาง ๆ ได้บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่มักยุบลงภายในไม่กี่วัน และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว

จังหวะการเห็นผลของสองวิธีต่างกัน ฟิลเลอร์จะเห็นวอลลุ่มตั้งแต่หลังทำ ส่วน Juvelook ต้องใช้เวลาให้คอลลาเจนค่อย ๆ สร้างขึ้นใหม่ จึงเติมเต็มแบบเป็นขั้นในช่วงหลายสัปดาห์ การประเมินผลจึงไม่ควรรีบตัดสินหลังทำครั้งเดียว แต่ควรรอดูการเปลี่ยนแปลงราว 8-12 สัปดาห์ โดยทั่วไปมักแบ่งทำหลายครั้ง และจังหวะการอยู่ตัวก็ต่างกันในแต่ละบุคคล ควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมินและวางแผนครั้งต่อไปตามการฟื้นตัว

ผลข้างเคียงและข้อควรระวัง

หัตถการฉีดเติมแก้มทั้งสองแบบ ในช่วงไม่กี่วันแรกอาจพบอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่มักหายได้เองโดยไม่ต้องทำอะไรเป็นพิเศษ

  • รอยแดงหรือบวมบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักหายได้เองภายในประมาณ 1-3 วัน
  • รอยช้ำจาง ๆ ที่มักจางลงภายในราวหนึ่งสัปดาห์และปกปิดด้วยคอนซีลเลอร์ได้
  • อาการตึงหรือเสียว ๆ เล็กน้อย ที่มักดีขึ้นภายในไม่กี่วันเมื่อดูแลความชุ่มชื้น

แต่หากมีสัญญาณต่อไปนี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที ได้แก่ อาการปวดหรือบวมที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ มีไข้สูงหรือร้อนวูบซึ่งน่าสงสัยว่าติดเชื้อ ก้อนแข็งที่ยังไม่หายแม้ผ่านไปสองสัปดาห์ หรือผิวบริเวณที่ทำเปลี่ยนเป็นสีขาว

นอกจากนี้ ผู้ที่ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจทำ ได้แก่ ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้ที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของสารที่ใช้หรือแพ้ง่าย ผู้ที่มีการติดเชื้อหรือมีแผลบริเวณที่จะทำ และผู้ที่ใช้ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไปตามแต่ละคลินิกและแนวทางการรักษา ควรสอบถามเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ เรื่องความเหมาะสมเฉพาะบุคคลควรปรึกษาแพทย์ที่ตรวจให้โดยตรง

สรุป

Juvelook Volume และฟิลเลอร์มีเป้าหมายเติมแก้มที่ตอบเหมือนกัน แต่กลไกการเติมต่างกันตั้งแต่ต้น ฟิลเลอร์เติมวอลลุ่มด้วยตัวสารได้ทันที ส่วน Juvelook ค่อย ๆ กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นเองแล้วเติมเต็มแบบเป็นขั้น ความต่างนี้จึงแยกทั้งความเร็วในการเห็นผล จังหวะการอยู่ตัว และปัญหาที่เหมาะกับแต่ละแบบ

ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และหัตถการย่อมมีข้อควรระวัง แทนที่จะเลือกที่ชื่อของหัตถการก่อน ควรทำความเข้าใจสภาพแก้มของตัวเองและความเร็วที่ต้องการ แล้วปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินและวางแผนก่อนตัดสินใจ

หากคุณกำลังกังวลว่าแก้มตอบของคุณเหมาะกับ Juvelook หรือฟิลเลอร์ ที่ BeautyStone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล ยินดีให้คำปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แอด LINE เข้ามาปรึกษาคุณหมอตั้งแต่การประเมินสภาพแก้มได้เลยนะคะ

คำถามที่พบบ่อย

Q1. Juvelook กับฟิลเลอร์ ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งไหม?

ไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงอย่างเดียวเสมอไปค่ะ ทั้งสองมีกลไกการเติมที่ต่างกัน จึงมีการใช้ร่วมกันได้ เช่น เติมแก้มที่ตอบเป็นบริเวณกว้างด้วย Juvelook ให้ดูเป็นธรรมชาติ และเสริมรูปทรงเฉพาะจุดด้วยฟิลเลอร์ แต่แทนที่จะทำทั้งหมดในวันเดียว การจัดลำดับความสำคัญแล้วค่อยดูผลจะปลอดภัยกว่า ว่าแบบไหนหรือการใช้ร่วมกันเหมาะกับคุณ ควรให้แพทย์ประเมินจากสภาพแก้มก่อน

Q2. ทำไม Juvelook ถึงยังไม่เห็นวอลลุ่มทันที?

Juvelook ไม่ได้เติมด้วยตัวสารโดยตรง แต่กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่เอง ผลลัพธ์จึงต้องใช้เวลากว่าจะปรากฏ โดยทั่วไปมักค่อย ๆ อิ่มขึ้นเป็นขั้นในช่วงหลายสัปดาห์ และเริ่มชัดขึ้นในราว 8-12 สัปดาห์ หากคุณต้องการวอลลุ่มทันที ฟิลเลอร์อาจตอบโจทย์ได้มากกว่าค่ะ

Q3. เจ็บหรือมีรอยช้ำมากไหม?

เนื่องจากทายาชาก่อนทำ ส่วนใหญ่จึงมักไม่ได้เจ็บจนทนไม่ไหว ด้วยธรรมชาติของหัตถการฉีดอาจมีรอยช้ำจาง ๆ ได้บ้าง ซึ่งมักจางลงภายในไม่กี่วันถึงหนึ่งสัปดาห์ หากมีกำหนดการที่กังวลเรื่องรอยช้ำ แนะนำให้เผื่อเวลาช่วงทำหัตถการไว้ล่วงหน้าจะดีกว่าค่ะ

Q4. หลังทำต้องดูแลหรือระวังอะไรเป็นพิเศษไหม?

วันแรกของการทำควรงดกิจกรรมที่เพิ่มความร้อนและการไหลเวียนเลือดมาก ๆ อย่างซาวน่าและการออกกำลังกายหนัก และเลี่ยงการกดหรือถูบริเวณที่ฉีดแรง ๆ สักสองสามวัน อาการบวมหรือช้ำมักหายได้เองภายในไม่กี่วัน แต่หากอาการปวดรุนแรงขึ้นหรือคลำเจอก้อนแข็งข้างใดข้างหนึ่ง ควรรีบปรึกษาแพทย์ที่ทำหัตถการให้ค่ะ

บทความแนะนำ

ผู้หญิงเปรียบเทียบฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน Ellanse กับ Radiesseรูปหน้าและวอลุ่ม

Ellanse กับ Radiesse ต่างกันยังไง ทั้งที่ก็กระตุ้นคอลลาเจนเหมือนกัน?

Ellanse และ Radiesse ต่างก็เป็นฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน แต่ส่วนประกอบและวิธีทำงานไม่เหมือนกัน บทความนี้จะพาไปดูความต่างเพื่อให้เข้าใจก่อนตัดสินใจ

ภาพปกอธิบายลำดับการทำ Juvelook Volume คู่กับ Rejuranรูปหน้าและวอลุ่ม

Juvelook Volume คู่กับ Rejuran ทำอะไรก่อนดี? จัดลำดับให้เข้าใจง่าย

Juvelook Volume ช่วยเติมโครงหน้าที่ยุบ ส่วน Rejuran ดูแลผิวจากข้างใน บทความนี้จะพาไปดูว่าถ้าทำทั้งคู่ ควรเริ่มจากอะไรก่อน เว้นระยะยังไง และแบ่งจุดแบบไหน

ภาพปกอธิบายว่าฉีดฟิลเลอร์สะโพกแล้วลดน้ำหนัก วอลลุ่มจะหายไหมรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดฟิลเลอร์สะโพกแล้วลดน้ำหนัก วอลลุ่มจะหายไหม?

หลายคนกังวลว่าฉีดฟิลเลอร์สะโพกแล้วถ้าลดน้ำหนัก วอลลุ่มที่เติมไว้จะยุบตามไปด้วยไหม บทความนี้จะพาไปดูความจริงและวิธีดูแลให้ผลลัพธ์อยู่สวยค่ะ

บทความล่าสุด

ภาพหน้าปกเรื่องอาการบวมหลังทำหัตถการกับการดูแลด้วยอาหารผิวหนัง

อาการบวมหลังทำหัตถการ ลดได้ด้วยอาหารและโซเดียมไหม

อาการบวมที่เกิดขึ้นหลังทำหัตถการความงามอาจบรรเทาลงหรือยืดเยื้อได้ตามอาหารที่เรากิน บทความนี้ชวนดูเรื่องโซเดียม น้ำ และอาหารที่ช่วย จากมุมมองการดูแลตัวเองอย่างใจเย็น

ภาพหน้าปกเรื่องดาวน์ไทม์ Potenza และการฟื้นตัววันต่อวันลิฟติ้ง

ดาวน์ไทม์ Potenza นานแค่ไหน ฟื้นตัววันต่อวันอย่างไร

หลังทำ Potenza รอยแดง สะเก็ดเล็ก ๆ และบวมจะค่อย ๆ ยุบลงตามวันอย่างไร บทความนี้เรียบเรียงไทม์ไลน์การฟื้นตัวและจุดดูแลในแต่ละช่วงให้เข้าใจแบบสบายใจ

ภาพหน้าปกเรื่องการทำ InMode FX ในหน้าร้อนและการดูแลผิวจากแดดลิฟติ้ง

InMode FX หน้าร้อนทำได้ไหม ดูแลผิวจากแดดหลังทำอย่างไร

หน้าร้อนทำ InMode FX ได้ไหม และหลังทำควรจัดการกับแดด เหงื่อ และการออกไปข้างนอกอย่างไรเพื่อเลี่ยงรอยคล้ำ บทความนี้ค่อย ๆ เรียบเรียงให้เข้าใจแบบสบายใจ

ภาพหน้าปกอธิบายว่าผลของ Oligio X อยู่ได้นานแค่ไหนและควรทำซ้ำเมื่อไหร่ลิฟติ้ง

Oligio X ผลอยู่ได้นานแค่ไหน ควรทำซ้ำเมื่อไหร่

หลังทำ Oligio X หลายคนสงสัยว่าความกระชับจะอยู่ได้นานแค่ไหน และควรกลับมาทำซ้ำเมื่อไหร่ดี บทความนี้จะช่วยแยกให้เห็นชัดจากมุมของการสร้างคอลลาเจนใหม่ค่ะ

ภาพหน้าปกอธิบายความต่างของความลึกที่ความร้อนจาก Onda และ Shurink ลงถึงลิฟติ้ง

Onda กับ Shurink ต่างกันอย่างไร ความร้อนลงลึกแค่ไหน

Onda และ Shurink เป็นทรีตเมนต์กระชับผิวเหมือนกัน แต่วิธีส่งผ่านความร้อนและความลึกที่ลงถึงต่างกันมาก บทความนี้จะช่วยแยกให้เห็นชัดว่าแต่ละเครื่องเหมาะกับใครค่ะ

ผู้หญิงกังวลว่าทำเลเซอร์โทนนิงแล้วผิวดูเข้มขึ้นหรือเป็นด่างผิวหนัง

เลเซอร์โทนนิงแล้วทำไมสีผิวถึงเข้มขึ้นหรือเป็นด่างชั่วคราว?

หลายคนทำเลเซอร์โทนนิงเพื่อให้ฝ้าหรือจุดด่างจางลง แต่กลับเห็นผิวเข้มขึ้นหรือเป็นด่างในช่วงแรก บทความนี้จะพาไปดูว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors