ภาพประกอบการฉีดจูวีลุคและความเข้าใจผิดเรื่องผลลัพธ์ครั้งเดียว
รูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดจูวีลุคครั้งเดียว ทำไมยังไม่เห็นผล ควรฉีดกี่ครั้งกันแน่?

ฉีดจูวีลุคไปครั้งเดียวแล้วรู้สึกว่าหน้าไม่เปลี่ยน? จูวีลุคเป็นโปรแกรมสะสมที่ต้องใช้เวลาและจำนวนครั้ง บทความนี้พาไปดูว่าทำไมครั้งเดียวถึงยังไม่พอ และควรฉีดกี่ครั้งถึงจะเห็นผลจริง

ติดตาม Hongdae Beautys Doctors YouTube
วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน
1นาที

เคยไหมคะ ฉีดจูวีลุค (Juvelook) ไปครั้งเดียว แล้วรู้สึกว่าหน้าไม่ได้ดูอิ่มฟูขึ้นอย่างที่คิด จนเริ่มสงสัยว่าโปรแกรมนี้เหมาะกับตัวเองจริงไหม จริง ๆ แล้วจูวีลุคเป็นโปรแกรมที่กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองทีละน้อย ผลลัพธ์จึงไม่ได้มาในครั้งเดียว แต่ต้องอาศัยการฉีดสะสมหลายครั้งกว่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจน บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่าทำไมฉีดครั้งเดียวถึงยังไม่พอ ควรฉีดกี่ครั้งถึงจะเห็นผล พร้อมแนะนำแนวทางการดูแลหลังฉีดค่ะ

จูวีลุคคืออะไร?

จูวีลุค (Juvelook) เป็นโปรแกรมในกลุ่มคอลลาเจนบูสเตอร์ (Collagen Booster) มีส่วนประกอบหลักคือ PDLLA (Poly-D,L-Lactic Acid) เมื่อฉีดเข้าชั้นผิว สาร PDLLA จะค่อย ๆ สลายตัวไปตามเวลา และกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองในกระบวนการนั้น

ต่างจากฟิลเลอร์ (Filler) ที่ใช้กรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid: HA) เติมเต็มพื้นที่ทันที จูวีลุคเป็นโปรแกรมแบบสะสมที่ต้องใช้เวลาให้คอลลาเจนค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น ไม่ใช่โปรแกรมที่ให้ผลลัพธ์จบในการฉีดครั้งเดียว

ทำไมฉีดครั้งเดียวแล้วรู้สึกว่าไม่เห็นผล?

หลายคนที่มาปรึกษามักถามว่าฉีดครั้งเดียวพอไหม แล้วพอฉีดไปครั้งแรก ผ่านไปหนึ่งเดือนกลับรู้สึกว่าหน้าแทบไม่ต่างจากเดิม จนคิดว่าโปรแกรมนี้ไม่ได้ผล ความรู้สึกนี้มีเหตุผลรองรับอยู่ค่ะ

ความอิ่มฟูที่เห็นทันทีหลังฉีดส่วนใหญ่มาจากสารละลายที่ใช้เจือจางตัวยา ไม่ใช่คอลลาเจนที่แท้จริง เมื่อของเหลวนี้ถูกดูดซึมไปในช่วงหนึ่งถึงสองสัปดาห์แรก อาการอิ่มฟูจึงยุบลง และหลายคนเข้าใจผิดว่าผลลัพธ์หายไปแล้ว แต่จริง ๆ กระบวนการที่สำคัญเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

เมื่ออนุภาค PDLLA เข้าไปอยู่ในชั้นผิวและเริ่มกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน มักใช้เวลาประมาณสี่ถึงหกสัปดาห์กว่าจะเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงจริง แต่การฉีดเพียงครั้งเดียวมักให้ปริมาณสารไม่มากพอที่จะกระตุ้นคอลลาเจนได้ชัดเจน จึงเป็นเหตุผลที่คนที่หยุดหลังฉีดครั้งแรกมักไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงตามที่คาดหวัง

ภาพแสดงเหตุผลที่ฉีดจูวีลุคครั้งเดียวแล้วยังไม่เห็นผลชัดเจน

ควรฉีดกี่ครั้ง ห่างกันแค่ไหนถึงจะเห็นผล?

โดยทั่วไปจูวีลุคแนะนำให้ฉีดสะสมประมาณสามถึงสี่ครั้ง ห่างกันครั้งละสามถึงสี่สัปดาห์ ความเปลี่ยนแปลงมักเริ่มชัดเจนตั้งแต่ครั้งที่สองเป็นต้นไป เพราะคอลลาเจนที่สร้างจากการฉีดแต่ละครั้งจะสะสมต่อเนื่องกัน

ลองนึกภาพเหมือนการหว่านเมล็ดพันธุ์ในแปลงเดียวหลายรอบ หว่านครั้งเดียวอาจยังไม่พอให้แปลงดูเขียวชอุ่ม แต่เมื่อหว่านซ้ำต่อเนื่องหลายรอบ ต้นกล้าจะค่อย ๆ งอกขึ้นจนแปลงดูสมบูรณ์ขึ้นเรื่อย ๆ การฉีดจูวีลุคก็เช่นกัน ควรมองเป็นแผนการรักษาแบบต่อเนื่อง ไม่ใช่การตัดสินผลลัพธ์จากครั้งเดียว

จำนวนครั้งและระยะห่างที่แน่นอนขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ควรให้แพทย์ประเมินสภาพผิวและวางแผนเป็นรายบุคคลก่อนเริ่มโปรแกรม

จำนวนครั้งที่แนะนำ แตกต่างกันตามบริเวณ

ความหนาของผิวและอัตราการสลายคอลลาเจนในแต่ละบริเวณไม่เท่ากัน จำนวนครั้งที่แนะนำจึงอาจต่างกันไปตามจุดที่ฉีด ลองดูตารางด้านล่างเพื่อเช็กแนวทางคร่าว ๆ สำหรับบริเวณของตัวเองค่ะ

บริเวณจำนวนครั้งที่แนะนำระยะห่างเริ่มสังเกตเห็นผล
แก้ม/ทั่วใบหน้า3-4 ครั้ง3-4 สัปดาห์หลังครั้งที่ 2
ร่องแก้ม/รอบปาก4 ครั้ง3 สัปดาห์หลังครั้งที่ 3
หน้าผาก3 ครั้ง4 สัปดาห์ครั้งที่ 2-3
ขากรรไกร/ลำคอ4-5 ครั้ง3-4 สัปดาห์หลังครั้งที่ 3

บริเวณขากรรไกรและลำคอมักต้องการจำนวนครั้งมากกว่าจุดอื่นเล็กน้อย เนื่องจากผิวบางและมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา แต่ไม่ควรเร่งระยะห่างให้ถี่กว่าที่แนะนำ เพราะการสร้างคอลลาเจนต้องใช้เวลาตามรอบของมันเอง ค่าใช้จ่ายในแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับปริมาณและบริเวณที่รักษา และค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไปตามแต่ละคลินิก ควรสอบถามรายละเอียดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงค่ะ

ภาพแสดงจำนวนครั้งที่แนะนำในการฉีดจูวีลุคตามแต่ละบริเวณ

เหมาะกับใคร ไม่เหมาะกับใคร

จูวีลุคเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูคอลลาเจนอย่างเป็นธรรมชาติ ต้องการผลลัพธ์แบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าความอิ่มฟูฉับพลันแบบฟิลเลอร์ และพร้อมวางแผนฉีดต่อเนื่องหลายครั้งตามคำแนะนำของแพทย์

ในทางกลับกัน ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้ที่มีการอักเสบหรือแผลบริเวณที่จะฉีด รวมถึงผู้ที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ อาจไม่เหมาะกับการฉีดในช่วงนั้น ควรแจ้งประวัติสุขภาพให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทราบก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

ผลข้างเคียงและการดูแลหลังฉีด

หลังฉีดจูวีลุค อาจมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักหายได้เองภายในหนึ่งถึงสามวัน บางคนอาจมีรอยช้ำเล็กน้อยที่จางลงภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์

ในช่วงหนึ่งถึงสองสัปดาห์แรกอาจคลำเจอตุ่มเล็ก ๆ ใต้ผิว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพียงขั้นตอนที่อนุภาคกำลังเข้าที่และมักยุบไปเอง การนวดเบา ๆ ตามหลักที่เรียกว่า 5-5-5 คือนวดวันละห้านาที ห้าครั้งต่อวัน ต่อเนื่องห้าวันหลังฉีด จะช่วยให้อนุภาคกระจายตัวสม่ำเสมอมากขึ้น

หากมีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือมีก้อนแข็งที่ไม่ยุบลง ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที เนื้อหาในบทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินความเหมาะสมเฉพาะบุคคลก่อนตัดสินใจเสมอ

ภาพแสดงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังฉีดจูวีลุค

สรุป

สรุปแล้ว จูวีลุคเป็นโปรแกรมคอลลาเจนบูสเตอร์แบบสะสม ไม่ใช่โปรแกรมที่ตัดสินผลลัพธ์ได้จากการฉีดเพียงครั้งเดียว โดยทั่วไปแนะนำให้ฉีดสามถึงสี่ครั้ง ห่างกันครั้งละสามถึงสี่สัปดาห์ และความเปลี่ยนแปลงมักเริ่มชัดเจนตั้งแต่ครั้งที่สองเป็นต้นไป จำนวนครั้งที่เหมาะสมยังขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีดและสภาพผิวของแต่ละคน ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจ

หากคุณกำลังกังวลว่าฉีดจูวีลุคไปแล้วทำไมยังไม่เห็นผล หรืออยากวางแผนจำนวนครั้งที่เหมาะกับตัวเอง ทักมาปรึกษาได้เลยนะคะ ทาง BeautyStone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล เปิดให้ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านทาง LINE ค่ะ

คำถามที่พบบ่อย

Q1. ทำไมฉีดจูวีลุคครั้งเดียวถึงรู้สึกว่าไม่เห็นผล?

ความอิ่มฟูที่เห็นทันทีหลังฉีดครั้งแรกส่วนใหญ่มาจากสารละลายที่ใช้เจือจางตัวยา ไม่ใช่คอลลาเจนที่แท้จริง เมื่อของเหลวนี้ถูกดูดซึมไปภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์ อาการอิ่มฟูจึงยุบลง ส่วนคอลลาเจนจริงต้องใช้เวลาสี่ถึงหกสัปดาห์กว่าจะเริ่มเห็นผล และการฉีดเพียงครั้งเดียวมักให้ปริมาณไม่มากพอที่จะกระตุ้นคอลลาเจนได้ชัดเจนค่ะ

Q2. ควรฉีดจูวีลุคกี่ครั้งถึงจะเห็นผลชัดเจน?

โดยทั่วไปแนะนำให้ฉีดสะสมสามถึงสี่ครั้ง ห่างกันครั้งละสามถึงสี่สัปดาห์ ความเปลี่ยนแปลงมักเริ่มชัดเจนตั้งแต่ครั้งที่สองเป็นต้นไป จำนวนครั้งที่เหมาะสมยังขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีดและสภาพผิวของแต่ละคน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินเป็นรายบุคคล

Q3. ผลลัพธ์จากจูวีลุคอยู่ได้นานแค่ไหน?

หลังฉีดครบตามแผนที่แนะนำ ผลลัพธ์มักคงอยู่ต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง แต่คอลลาเจนที่สร้างขึ้นจะค่อย ๆ ลดลงตามธรรมชาติเช่นเดียวกับคอลลาเจนในผิวทั่วไป ระยะเวลาที่แน่นอนแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเอง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนฉีดกระตุ้นซ้ำที่เหมาะสม

Q4. ถ้ามีก้อนหรือตุ่มเล็ก ๆ หลังฉีดต้องทำอย่างไร?

ตุ่มเล็ก ๆ ที่คลำเจอในช่วงหนึ่งถึงสองสัปดาห์แรกส่วนใหญ่เป็นเพียงขั้นตอนที่อนุภาคกำลังเข้าที่ และมักยุบไปเองตามเวลา การนวดเบา ๆ ตามหลัก 5-5-5 คือนวดวันละห้านาที ห้าครั้งต่อวัน ต่อเนื่องห้าวัน จะช่วยให้อนุภาคกระจายตัวดีขึ้น แต่หากมีอาการเจ็บมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือก้อนแข็งไม่ยุบ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันทีค่ะ

บทความแนะนำ

ฉีดฟิลเลอร์แล้วทำทันตกรรมได้เลยไหม ต้องเว้นระยะเท่าไหร่ BeautyStone Clinicรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดฟิลเลอร์แล้วทำทันตกรรมได้เลยไหม? เว้นระยะเท่าไหร่ถึงปลอดภัย

หลายคนไม่รู้ว่าทำทันตกรรมหลังฉีดฟิลเลอร์มีความเสี่ยงจริง ทั้งเรื่องการติดเชื้อและการกดดันที่ฟิลเลอร์ บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่าควรเว้นระยะนานแค่ไหน และทำไมถึงต้องระวังค่ะ

ใบหน้ายุบหลังลดน้ำหนัก รักษาด้วย Collagen Booster ที่คลินิกผิวหนังรูปหน้าและวอลุ่ม

หน้าแฟบหลังลดน้ำหนักเร็ว แก้ได้ด้วย Collagen Booster จริงไหม?

ลดน้ำหนักเร็วแล้วหน้ายุบทั้งที่ไม่ได้แก่เลย เป็นเพราะไขมันใต้ผิวหนังหายเร็วกว่าที่โครงสร้างจะรับมือได้ บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่า Collagen Booster ช่วยฟื้นคืนวอลลุ่มบนใบหน้าได้อย่างไร และต่างจากฟิลเลอร์อย่างไรบ้างค่ะ

ผู้หญิงเปรียบเทียบฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน Ellanse กับ Radiesseรูปหน้าและวอลุ่ม

Ellanse กับ Radiesse ต่างกันยังไง ทั้งที่ก็กระตุ้นคอลลาเจนเหมือนกัน?

Ellanse และ Radiesse ต่างก็เป็นฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน แต่ส่วนประกอบและวิธีทำงานไม่เหมือนกัน บทความนี้จะพาไปดูความต่างเพื่อให้เข้าใจก่อนตัดสินใจ

บทความล่าสุด

ฉีดฟิลเลอร์แล้วทำทันตกรรมได้เลยไหม ต้องเว้นระยะเท่าไหร่ BeautyStone Clinicรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดฟิลเลอร์แล้วทำทันตกรรมได้เลยไหม? เว้นระยะเท่าไหร่ถึงปลอดภัย

หลายคนไม่รู้ว่าทำทันตกรรมหลังฉีดฟิลเลอร์มีความเสี่ยงจริง ทั้งเรื่องการติดเชื้อและการกดดันที่ฟิลเลอร์ บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่าควรเว้นระยะนานแค่ไหน และทำไมถึงต้องระวังค่ะ

มีเครื่องกระตุ้นหัวใจหรือโลหะในร่างกาย ทำ RF Lifting ได้ไหม BeautyStone Clinicลิฟติ้ง

มีเครื่องกระตุ้นหัวใจหรือโลหะในร่างกาย ทำ RF Lifting ได้ไหม?

เครื่องกระตุ้นหัวใจ รากฟันเทียม และโลหะในร่างกายมีผลต่อการทำ RF Lifting ต่างกัน บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่าสิ่งใดเป็นข้อห้ามจริง สิ่งใดทำได้ด้วยความระมัดระวัง และต้องแจ้งแพทย์เรื่องใดบ้างก่อนทำค่ะ

ผู้ชายผิวหนาหน้าตก Sofwave Ultrasound Lifting ที่คลินิก BeautyStoneผู้ชาย

ผู้ชายผิวหนาหน้าตก Sofwave ช่วยได้ไหม?

ผิวผู้ชายหนากว่าและต่อมไขมันทำงานมากกว่า ทำให้หน้าตกมีลักษณะต่างจากผู้หญิง บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาไปดูว่า Sofwave ซึ่งเป็น Ultrasound Lifting แบบใหม่ ทำงานกับผิวผู้ชายได้ดีไหม และควรคาดหวังอะไรได้บ้างค่ะ

ใบหน้ายุบหลังลดน้ำหนัก รักษาด้วย Collagen Booster ที่คลินิกผิวหนังรูปหน้าและวอลุ่ม

หน้าแฟบหลังลดน้ำหนักเร็ว แก้ได้ด้วย Collagen Booster จริงไหม?

ลดน้ำหนักเร็วแล้วหน้ายุบทั้งที่ไม่ได้แก่เลย เป็นเพราะไขมันใต้ผิวหนังหายเร็วกว่าที่โครงสร้างจะรับมือได้ บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่า Collagen Booster ช่วยฟื้นคืนวอลลุ่มบนใบหน้าได้อย่างไร และต่างจากฟิลเลอร์อย่างไรบ้างค่ะ

Potenza กับผิวมันรูขุมขนกว้างและรอยหลุมสิวในผู้ชายผิวหนัง

Potenza กับผิวมันรูขุมขนกว้างในผู้ชาย จำเป็นต้องทำจริงไหม?

ผิวของผู้ชายหนากว่าและต่อมไขมันทำงานมากกว่า ทำให้รูขุมขนกว้างและรอยหลุมสิวลึกกว่า เป็นเรื่องที่ครีมหรือโทนเนอร์แก้ได้ยาก บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาไปดูว่า Potenza Microneedle RF ทำงานกับผิวผู้ชายอย่างไร และคาดหวังผลได้แค่ไหนค่ะ

ผู้หญิงที่มีโรคประจำตัวกำลังพิจารณาการทำหัตถการความงามผิวหนัง

มีโรคประจำตัวหรือกินยาอยู่ ทำหัตถการความงามได้ไหม?

ถ้าคุณเป็นเบาหวาน ความดันสูง หรือกินยาละลายลิ่มเลือดอยู่ แล้วอยากทำหัตถการความงาม บทความนี้จะพาไปดูว่าต้องระวังอะไร และควรบอกคลินิกเรื่องอะไรบ้าง

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors