จูเวลูค 1 ครั้ง vs 3 ครั้ง — ทำไมระยะเวลาคงอยู่ถึงต่างกันถึง 2 เท่า
รูปหน้าและวอลุ่ม

จูเวลูค 1 ครั้ง vs 3 ครั้ง — ทำไมระยะเวลาคงอยู่ถึงต่างกันถึง 2 เท่า

รู้ไหมว่าจูเวลูค 1 ครั้ง กับ 3 ครั้ง ให้ผลต่างกันมากกว่า 2 เท่า? เพราะคอลลาเจนต้องสะสมเหมือนฝากเงินประจำ — นี่คือเหตุผลที่แท้จริงครับ

ติดตาม Hongdae Beautys Doctors YouTube
วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน
2นาที
\

ระยะเวลาคงอยู่ของจูเวลูค

ทำไม 1 ครั้ง กับ 3 ครั้ง ถึงต่างกันถึง 2 เท่า

ขอสรุปผลลัพธ์ก่อนเลยนะครับ

ถ้าฉีดจูเวลูคแค่ครั้งเดียวแล้วหยุด

คุณได้รับประโยชน์เพียงครึ่งเดียวเท่านั้นครับ

บทความนี้ผมจะอธิบายเหตุผลให้ฟังครับ

วิธีรับจูเวลูคให้คุ้มค่า: เหตุผลที่ 3 ครั้งสะสมประหยัดกว่าการฉีดครั้งเดียวในระยะยาว

จูเวลูคอยู่ได้นานแค่ไหน

กันแน่ครับ

จูเวลูคเป็นสกินบูสเตอร์ที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

โดยใช้ส่วนประกอบ PDLLA (Poly-D,L-Lactic Acid) ครับ

ต่างจากฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกตรงที่จูเวลูคไม่ได้

เพิ่มวอลุ่มด้วยตัวสารที่ฉีดเข้าไปโดยตรง

แต่เป็นกระบวนการที่สารสลายตัวแล้วกระตุ้นให้

ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองครับ

ผลลัพธ์จึงค่อยๆ ปรากฏขึ้นทีละน้อย

และเมื่อคอลลาเจนถูกสร้างขึ้นมาแล้ว

ก็จะคงอยู่ได้ค่อนข้างนานครับ

โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 12–18 เดือนครับ

นิสัยการใช้ชีวิตและพลังของการสะสมที่ช่วยยืดระยะเวลาจูเวลูคให้ถึง 18 เดือน

กลไกที่แท้จริงที่ทำให้

ระยะเวลาคงอยู่ของจูเวลูคแตกต่างกัน

ประเด็นสำคัญของบทความนี้

คอลลาเจนที่ถูกสร้างจากจูเวลูค

คงอยู่ได้ 12–18 เดือน

แต่ระยะเวลาคงอยู่ของคนที่ทำ 1 ครั้ง

กับคนที่สะสม 3 ครั้ง ต่างกันมากกว่า 2 เท่าครับ

คอลลาเจนต้องสะสมเหมือนการฝากเงินประจำครับ

คนที่ค้นหาเรื่องระยะเวลาคงอยู่ของจูเวลูคแล้วเข้ามาอ่าน

ส่วนใหญ่น่าจะมีคำถามแบบนี้อยู่ในใจครับ

"ได้ยินว่าฉีดครั้งเดียวอยู่ได้ 1 ปี

แบบนี้ฉีดแค่ครั้งเดียวก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ?"

"แนะนำ 3 ครั้ง แต่นั่นเป็นเพราะ

อยากได้เงินเพิ่มเปล่าๆ รึเปล่า?"

เรื่องนี้ดูกำกวมนิดหน่อยครับ เพราะดูจากตัวเลขอย่างเดียว

ฉีดครั้งเดียวก็ได้ 1 ปี ดูเหมือนเพียงพอแล้ว

แต่ในทางคลินิกจริงๆ ไม่ได้เป็นแบบนั้นเลยครับ

ขอเริ่มจากการอธิบายว่า PDLLA ทำงานอย่างไรก่อนนะครับ

อนุภาค PDLLA ที่ถูกฉีดเข้าไป

จะค่อยๆ ผ่านกระบวนการไฮโดรไลซิสประมาณ 6–9 เดือนครับ

ในช่วงนี้ ไฟโบรบลาสต์ในผิวหนังของเรา

(เซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจน)

จะ "รับรู้" ว่ามีสิ่งแปลกปลอม แล้วตอบสนอง

ด้วยการสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาครับ

แต่มีสิ่งสำคัญอยู่จุดหนึ่งครับ

ปริมาณคอลลาเจนที่สร้างได้จากการทำครั้งเดียว

น้อยกว่าที่คิดครับ

ต้องกระตุ้นซ้ำห่างกัน 4 สัปดาห์ ทำ 2–3 ครั้งสะสม

ไฟโบรบลาสต์จึงจะเริ่มทำงานอย่างจริงจังครับ

จากข้อมูลทางคลินิกที่ผมพบ

ผู้ที่ทำเพียง 1 ครั้ง

มีระยะเวลาความพึงพอใจเฉลี่ยอยู่ที่ 6–8 เดือน

ส่วนผู้ที่ทำตามโปรโตคอลมาตรฐาน 3 ครั้ง

อยู่ที่ 14–18 เดือนครับ

ต่างกันมากกว่า 2 เท่าเลยครับ

솔직히 말씀드리면 ผมเองก็ไม่ได้เห็นรูปแบบนี้ชัดในช่วงแรกครับ

ขอยกเคสของคุณลูกค้าอายุ 28 ปีที่กลับมาทำซ้ำมาเล่าให้ฟังครับ

ประมาณหนึ่งปีครึ่งก่อน เธอมาทำจูเวลูคกับผมเพียง 1 ครั้งครับ

เธอบอกว่า "ฉีดแค่ครั้งเดียวก็อยู่ได้ 1 ปีแล้วไม่ใช่เหรอ"

แล้วก็จบที่ครั้งเดียวเลยครับ

พอเดือนที่ 10 เธอกลับมา และผลที่เหลืออยู่

เหลือแค่ประมาณ 60% ของผลตอนแรกเท่านั้นครับ

ครั้งนี้เราดำเนินการตามโปรโตคอลมาตรฐาน 3 ครั้ง

และเมื่อตรวจสอบผลหลังผ่านไป 1 ปี

สภาพผิวดีกว่าครั้งแรกมากครับ

การสร้างคอลลาเจนคล้ายกับการฝากเงินประจำครับ

1 ครั้ง เหมือนการฝากเงินต้นครั้งเดียว

3 ครั้ง เหมือนการสะสมแบบรายเดือนอย่างต่อเนื่อง

ผ่านไป 1 ปีเท่ากัน แต่ยอดเงินในบัญชีต่างกันครับ

สรุปสำคัญจากหมอวียองจิน

ระยะเวลาคงอยู่ของจูเวลูคไม่ใช่ "ฉีดครั้งเดียวได้ 1 ปี"

แต่ขึ้นอยู่กับ "สะสมมากี่ครั้งแล้ว" ครับ

1 ครั้ง อยู่ได้ 6–8 เดือน

โปรโตคอลมาตรฐาน 3 ครั้ง อยู่ได้ 14–18 เดือนครับ

เพราะคอลลาเจนต้องสะสมจากการกระตุ้นซ้ำๆ ครับ

คอลลาเจนสะสมเหมือนการฝากเงินประจำ? หลักฐานทางคลินิกที่สนับสนุนโปรโตคอลจูเวลูค 3 ครั้ง

กลยุทธ์การสะสมเพื่อยืดระยะเวลาคงอยู่ของจูเวลูค

เงื่อนไข

ระยะเวลาคงอยู่

คำแนะนำการทำซ้ำ

ทำเพียง 1 ครั้ง

6–8 เดือน

เพิ่มอีกครั้งหลัง 6 เดือน

โปรโตคอลมาตรฐาน 3 ครั้ง

14–18 เดือน

ทำซ้ำ 1 ครั้งหลัง 12 เดือน

แก้ม-หน้าผาก (บริเวณที่เคลื่อนไหวน้อย)

เฉลี่ย +2–3 เดือน

ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ร่องแก้ม-รอบปาก (บริเวณที่เคลื่อนไหวมาก)

เฉลี่ย -2 เดือน

ตรวจสอบที่เดือนที่ 10

สูบบุหรี่-ดื่มแอลกอฮอล์-กิจกรรมกลางแจ้งบ่อย

เฉลี่ย -3–4 เดือน

ตรวจสอบที่เดือนที่ 8

ขอเล่าเคสของคุณลูกค้าอายุ 33 ปีด้วยนะครับ

เธอทำโปรโตคอลมาตรฐาน 3 ครั้งเมื่อ 2 ปีก่อน

และครั้งนี้กลับมาทำเพื่อบำรุงรักษาครับ

ผ่านไป 2 ปีแล้ว แต่ยังคงเหลือผลอยู่ประมาณ 70%

ผมเองก็แปลกใจเหมือนกันครับ

คุณลูกค้ารายนี้มีจุดร่วมที่น่าสนใจครับ

ไม่สูบบุหรี่ ทากันแดดอย่างเคร่งครัด

และรับประทานโปรตีนอย่างเพียงพอครับ

เมื่อมีวัตถุดิบเพียงพอ ไฟโบรบลาสต์ที่ถูกกระตุ้นไปแล้ว

ก็ทำงานได้นานขึ้นครับ

ในทางกลับกัน ผู้ที่สูบบุหรี่และรับประทานโปรตีนน้อย

แม้จะทำครบ 3 ครั้ง ก็เริ่มจางลงตั้งแต่เดือนที่ 10 ครับ

การทำหัตถการสำคัญแน่นอน แต่พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

ก็มีผลเท่าๆ กันเลยครับ

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว

น่าจะสงสัยเรื่องนี้ครับ

Q1. ทำแค่ครั้งเดียวแล้วรู้สึกว่าไม่ได้ผล

ถือว่าเสียเงินเปล่าไหมครับ?

A. ไม่ได้เสียเปล่าครับ แต่ใช้ประโยชน์ได้แค่ครึ่งเดียว

น่าจะเป็นคำตอบที่แม่นยำกว่าครับ

คือหยุดก่อนที่คอลลาเจนใหม่จะตั้งตัวได้เต็มที่ครับ

ถ้ากลับมาฉีดเพิ่มอีกครั้งตอนประมาณเดือนที่ 6–8

ผลจะอยู่นานกว่าการทำเพียงครั้งเดียวมากครับ

ดีกว่าไม่ทำเลยแน่นอน แต่ถ้าหยุดตรงนั้น

ก็ถือว่าความคุ้มค่าของการลงทุนยังไม่ดีเท่าที่ควรครับ

Q2. แล้วถ้าทำครบ 3 ครั้ง ค่าใช้จ่าย

จะไม่สูงเกินไปเหรอครับ?

A. ลองคำนวณดูจะได้คำตอบที่ต่างออกไปครับ

เปรียบระหว่างคนที่ทำ 1 ครั้งทุก 8 เดือน

กับคนที่ทำโปรโตคอลมาตรฐาน 3 ครั้งแล้วยืนระยะได้ 1 ปีครึ่ง

หากคิดในช่วง 3 ปี

โปรโตคอลมาตรฐานคุ้มค่ากว่าครับ

Q3. ถ้าเกิดผลข้างเคียงหรือเป็นก้อนตุ่ม

เรื่องระยะเวลาคงอยู่ก็ไม่มีความหมายแล้วไม่ใช่เหรอครับ?

A. การเกิดก้อนตุ่มขึ้นอยู่กับความลึก

ของการฉีดและการนวดหลังทำครับ

ต้องนวดตามที่แนะนำเพื่อป้องกันไม่ให้อนุภาครวมตัวกันครับ

ที่คลินิกของเราเน้นการนวด 5 นาทีทันทีหลังทำ

และการดูแลตัวเองเป็นเวลา 1 สัปดาห์ครับ

หากปฏิบัติตามนี้แทบไม่มีรายงานการเกิดก้อนตุ่ม

แต่ 2 สัปดาห์แรกควรสังเกตความเปลี่ยนแปลงให้ดีนะครับ

ถ้าจะให้จำสิ่งเดียวจากวันนี้

— สำหรับจูเวลูค

คำถามที่ถูกต้องไม่ใช่ "อยู่ได้กี่เดือน"

แต่คือ "สะสมมากี่ครั้งแล้ว" ครับ

บทความถัดไปผมจะมาอธิบายเรื่อง

'การทำจูเวลูคซ้ำ ควรเพิ่มที่ปีที่ 1

หรือปีที่ 1 ครึ่งดีกว่ากัน' ครับ

นี่คือหมอวียองจินครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง

คำถามที่พบบ่อย

Q1. จูเวลูคอยู่ได้นานแค่ไหน?

โดยทั่วไปคอลลาเจนที่ถูกกระตุ้นจากจูเวลูคจะอยู่ได้ประมาณ 12-18 เดือนค่ะ แต่ระยะเวลาที่แท้จริงขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งที่ทำและการสะสมของการกระตุ้นคอลลาเจนในแต่ละบุคคลด้วยค่ะ

Q2. ทำจูเวลูคครั้งเดียวพอไหม หรือต้องทำหลายครั้ง?

จากข้อมูลทางคลินิก ผู้ที่ทำเพียง 1 ครั้งมีความพึงพอใจเฉลี่ยอยู่ที่ 6-8 เดือน ส่วนผู้ที่ทำตามโปรโตคอลมาตรฐาน 3 ครั้ง (ห่างกันประมาณ 4 สัปดาห์) อยู่ได้นานถึง 14-18 เดือนค่ะ เพราะไฟโบรบลาสต์ต้องได้รับการกระตุ้นซ้ำถึงจะทำงานได้เต็มที่

Q3. จูเวลูคทำงานอย่างไรถึงทำให้เกิดวอลุ่ม?

จูเวลูคใช้ส่วนประกอบ PDLLA ซึ่งไม่ได้เพิ่มวอลุ่มจากตัวสารที่ฉีดโดยตรง แต่จะค่อยๆ สลายตัวผ่านกระบวนการไฮโดรไลซิสประมาณ 6-9 เดือน ระหว่างนั้นจะกระตุ้นให้ไฟโบรบลาสต์สร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง ผลลัพธ์จึงค่อยๆ ปรากฏทีละน้อยค่ะ

Q4. จูเวลูคต่างจากฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกอย่างไร?

ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกจะเพิ่มวอลุ่มทันทีจากตัวสารที่ฉีดเข้าไป ส่วนจูเวลูคเป็นสกินบูสเตอร์ที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นเอง ผลจึงค่อยๆ ปรากฏช้ากว่าแต่คงอยู่ได้นานกว่าเมื่อทำอย่างต่อเนื่องค่ะ

บทความแนะนำ

ฉีดฟิลเลอร์แล้วทำทันตกรรมได้เลยไหม ต้องเว้นระยะเท่าไหร่ BeautyStone Clinicรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดฟิลเลอร์แล้วทำทันตกรรมได้เลยไหม? เว้นระยะเท่าไหร่ถึงปลอดภัย

หลายคนไม่รู้ว่าทำทันตกรรมหลังฉีดฟิลเลอร์มีความเสี่ยงจริง ทั้งเรื่องการติดเชื้อและการกดดันที่ฟิลเลอร์ บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่าควรเว้นระยะนานแค่ไหน และทำไมถึงต้องระวังค่ะ

ใบหน้ายุบหลังลดน้ำหนัก รักษาด้วย Collagen Booster ที่คลินิกผิวหนังรูปหน้าและวอลุ่ม

หน้าแฟบหลังลดน้ำหนักเร็ว แก้ได้ด้วย Collagen Booster จริงไหม?

ลดน้ำหนักเร็วแล้วหน้ายุบทั้งที่ไม่ได้แก่เลย เป็นเพราะไขมันใต้ผิวหนังหายเร็วกว่าที่โครงสร้างจะรับมือได้ บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่า Collagen Booster ช่วยฟื้นคืนวอลลุ่มบนใบหน้าได้อย่างไร และต่างจากฟิลเลอร์อย่างไรบ้างค่ะ

ผู้หญิงเปรียบเทียบฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน Ellanse กับ Radiesseรูปหน้าและวอลุ่ม

Ellanse กับ Radiesse ต่างกันยังไง ทั้งที่ก็กระตุ้นคอลลาเจนเหมือนกัน?

Ellanse และ Radiesse ต่างก็เป็นฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน แต่ส่วนประกอบและวิธีทำงานไม่เหมือนกัน บทความนี้จะพาไปดูความต่างเพื่อให้เข้าใจก่อนตัดสินใจ

บทความล่าสุด

ฉีดฟิลเลอร์แล้วทำทันตกรรมได้เลยไหม ต้องเว้นระยะเท่าไหร่ BeautyStone Clinicรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดฟิลเลอร์แล้วทำทันตกรรมได้เลยไหม? เว้นระยะเท่าไหร่ถึงปลอดภัย

หลายคนไม่รู้ว่าทำทันตกรรมหลังฉีดฟิลเลอร์มีความเสี่ยงจริง ทั้งเรื่องการติดเชื้อและการกดดันที่ฟิลเลอร์ บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่าควรเว้นระยะนานแค่ไหน และทำไมถึงต้องระวังค่ะ

มีเครื่องกระตุ้นหัวใจหรือโลหะในร่างกาย ทำ RF Lifting ได้ไหม BeautyStone Clinicลิฟติ้ง

มีเครื่องกระตุ้นหัวใจหรือโลหะในร่างกาย ทำ RF Lifting ได้ไหม?

เครื่องกระตุ้นหัวใจ รากฟันเทียม และโลหะในร่างกายมีผลต่อการทำ RF Lifting ต่างกัน บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่าสิ่งใดเป็นข้อห้ามจริง สิ่งใดทำได้ด้วยความระมัดระวัง และต้องแจ้งแพทย์เรื่องใดบ้างก่อนทำค่ะ

ผู้ชายผิวหนาหน้าตก Sofwave Ultrasound Lifting ที่คลินิก BeautyStoneผู้ชาย

ผู้ชายผิวหนาหน้าตก Sofwave ช่วยได้ไหม?

ผิวผู้ชายหนากว่าและต่อมไขมันทำงานมากกว่า ทำให้หน้าตกมีลักษณะต่างจากผู้หญิง บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาไปดูว่า Sofwave ซึ่งเป็น Ultrasound Lifting แบบใหม่ ทำงานกับผิวผู้ชายได้ดีไหม และควรคาดหวังอะไรได้บ้างค่ะ

ใบหน้ายุบหลังลดน้ำหนัก รักษาด้วย Collagen Booster ที่คลินิกผิวหนังรูปหน้าและวอลุ่ม

หน้าแฟบหลังลดน้ำหนักเร็ว แก้ได้ด้วย Collagen Booster จริงไหม?

ลดน้ำหนักเร็วแล้วหน้ายุบทั้งที่ไม่ได้แก่เลย เป็นเพราะไขมันใต้ผิวหนังหายเร็วกว่าที่โครงสร้างจะรับมือได้ บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่า Collagen Booster ช่วยฟื้นคืนวอลลุ่มบนใบหน้าได้อย่างไร และต่างจากฟิลเลอร์อย่างไรบ้างค่ะ

Potenza กับผิวมันรูขุมขนกว้างและรอยหลุมสิวในผู้ชายผิวหนัง

Potenza กับผิวมันรูขุมขนกว้างในผู้ชาย จำเป็นต้องทำจริงไหม?

ผิวของผู้ชายหนากว่าและต่อมไขมันทำงานมากกว่า ทำให้รูขุมขนกว้างและรอยหลุมสิวลึกกว่า เป็นเรื่องที่ครีมหรือโทนเนอร์แก้ได้ยาก บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาไปดูว่า Potenza Microneedle RF ทำงานกับผิวผู้ชายอย่างไร และคาดหวังผลได้แค่ไหนค่ะ

ผู้หญิงที่มีโรคประจำตัวกำลังพิจารณาการทำหัตถการความงามผิวหนัง

มีโรคประจำตัวหรือกินยาอยู่ ทำหัตถการความงามได้ไหม?

ถ้าคุณเป็นเบาหวาน ความดันสูง หรือกินยาละลายลิ่มเลือดอยู่ แล้วอยากทำหัตถการความงาม บทความนี้จะพาไปดูว่าต้องระวังอะไร และควรบอกคลินิกเรื่องอะไรบ้าง

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors