ก่อนทำ RF Lifting ต้องบอกหมอเรื่องอะไร? เช็กก่อนถ้ามีโลหะในร่างกาย
มีโลหะหรืออุปกรณ์ในร่างกายไม่ได้แปลว่าต้องตัด RF Lifting ทิ้งทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้ทำได้ทุกกรณี บทความนี้รวมสิ่งที่ควรเช็กและแจ้งหมอก่อนตัดสินใจ

วางแผนมาโซล
กำลังวางแผนมาโซลอยู่ใช่ไหม?
หลายคนที่สนใจ RF Lifting แต่มีโลหะหรืออุปกรณ์บางอย่างอยู่ในตัว มักลังเลตั้งแต่ยังไม่ทันได้ปรึกษาหมอเลยว่า "แบบนี้เราทำได้หรือเปล่า" บางคนถึงกับสรุปไปเองว่าคงไม่ได้แน่ ๆ เลยไม่กล้าถามต่อ ทั้งที่จริงเรื่องนี้ไม่ได้มีคำตอบตายตัวว่าได้หรือไม่ได้ เพราะมันขึ้นกับว่าของที่ฝังอยู่คืออะไร วางตัวตรงไหน และคลินิกหยิบเครื่องรุ่นแบบใดมาใช้
สิ่งที่ช่วยได้มากกว่าการเดาเอาเองคือ การรู้ว่าเราควรเตรียมตัวและเปิดเผยข้อมูลอะไรกับหมอก่อนเข้ารับบริการ เพราะรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างชนิดหรือจุดที่ฝังอุปกรณ์ ล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจของแพทย์ทั้งนั้น บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณไปไล่ดูว่าก่อนทำ RF Lifting ควรเช็กและบอกหมอเรื่องไหนบ้าง เคสแบบใดที่ต้องเลี่ยงจริง ๆ และหากทำไม่ได้ยังพอมีตัวเลือกอื่นอยู่ไหมค่ะ
มีโลหะในร่างกาย แปลว่าทำ RF Lifting ไม่ได้เลยจริงไหม?
คำตอบสั้น ๆ คือ ไม่จริงเสมอไปค่ะ การมีวัสดุโลหะหรืออุปกรณ์บางอย่างฝังในตัว ไม่ได้ทำให้คุณต้องโบกมือลา RF Lifting ในทันที แต่ในทางกลับกันก็ไม่ได้เปิดไฟเขียวให้ทุกคนเหมือนกัน ตัวแปรที่ชี้ขาดจริง ๆ มีอยู่สามอย่าง คือ ของที่ฝังอยู่นั้นคืออะไร วางตัวอยู่ส่วนไหน และเครื่องที่คลินิกเลือกใช้เป็นรุ่นแบบใด
อธิบายแบบเข้าใจง่าย RF Lifting อาศัยความร้อนจากคลื่นวิทยุ (Radio Frequency หรือ RF) ส่งลึกลงไปกระตุ้นให้ผิวชั้นในผลิตคอลลาเจนเพิ่มขึ้น ผิวจึงค่อย ๆ ดูแน่นและกระชับขึ้นทีละนิด เหตุที่ต้องมานั่งคุยกันเรื่องโลหะก็เพราะเจ้าคลื่นนี้เป็นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า ของบางชิ้นที่เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์จึงมีสิทธิ์ถูกกวนได้ ต่างจากโลหะเฉื่อยที่ไม่ดูดแม่เหล็ก ซึ่งมักไม่ได้น่าห่วงในระดับเดียวกัน
อีกจุดที่คนไข้จำนวนมากไม่เคยรู้คือ เครื่อง RF มีมากกว่าหนึ่งแบบ บางรุ่นออกแบบให้กระแสวิ่งลอดทะลุตัวจากฝั่งหนึ่งไปโผล่อีกฝั่ง ขณะที่บางรุ่นจำกัดพลังงานไว้แค่ช่วงสั้น ๆ ตรงหัวจ่ายที่แตะบนผิวเท่านั้น โอกาสไปยุ่งกับอุปกรณ์ในร่างกายจึงไม่เท่ากันเลย นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมหมอถึงอยากได้ข้อมูลของคุณให้ครบก่อน แล้วค่อยเลือกว่าจะใช้แบบไหนหรือควรเว้นแบบใด
ก่อนทำ RF Lifting ต้องบอกหมอเรื่องอะไรบ้าง?
หัวใจของความปลอดภัยไม่ได้อยู่ที่ตัวเครื่องเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ข้อมูลที่คุณส่งต่อให้หมอด้วย ยิ่งเล่าละเอียดมากเท่าไหร่ แพทย์ก็ยิ่งวางแผนและปรับวิธีให้พอดีกับตัวคุณได้ดีขึ้น สิ่งที่ควรแจ้งก่อนเริ่มมีคร่าว ๆ ดังนี้
| สิ่งที่ควรแจ้ง | ทำไมถึงสำคัญ |
|---|---|
| ชนิดของอุปกรณ์หรือโลหะที่มี | แต่ละแบบ ตั้งแต่เครื่องกระตุ้นหัวใจ รากฟันเทียม ไปจนถึงเหล็กดามกระดูก มีระดับความเสี่ยงห่างกันมาก |
| ตำแหน่งที่ฝังอยู่ | ยิ่งใกล้จุดที่ยิงเครื่อง ยิ่งต้องระวัง หมออาจขยับเส้นทางหรือเว้นบริเวณนั้น |
| รุ่นและยี่ห้อ เท่าที่พอจำได้ | ช่วยให้แพทย์ชั่งน้ำหนักได้แม่นขึ้นว่าอุปกรณ์นั้นไวต่อคลื่นแค่ไหน |
เรื่องที่อยากย้ำเป็นพิเศษคือ อย่าเก็บงำข้อมูลสุขภาพหรืออุปกรณ์ในตัวไว้จากหมอ ต่อให้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยหรือไม่น่าเกี่ยวก็ตาม เพราะข้อมูลพวกนี้เองที่ช่วยให้แพทย์เลือกทางที่ปลอดภัยที่สุดให้คุณได้ ถ้ายังไม่ชัวร์ว่าอุปกรณ์ที่มีเป็นรุ่นอะไร ลองสอบถามจากหมอที่เคยฝัง หรือเปิดดูจากบัตร/สมุดประจำตัวอุปกรณ์ที่โรงพยาบาลมอบไว้ก็ได้นะคะ
อุปกรณ์แต่ละแบบ ต้องระวังต่างกันยังไง?
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองจัดกลุ่มตามชนิดของสิ่งที่อยู่ในตัวดู เพราะข้อควรระวังของแต่ละแบบไม่เหมือนกันสักอัน
กลุ่มแรก คนที่ใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) อันนี้จัดเป็นข้อห้ามชัดเจนที่ผู้เชี่ยวชาญมองตรงกัน ไม่ควรเข้ารับ RF ชนิดที่ปล่อยกระแสลอดผ่านลำตัว ไม่ว่าจะเป็น Oligio หรือ Thermage FLX ก็ตาม เหตุผลคือพลังงานอาจเข้าไปแทรกจังหวะการทำงานของตัวเครื่อง จนเสี่ยงต่อการทำงานที่คลาดเคลื่อน แม้ระดับความเสี่ยงจะไม่เท่ากันตามแต่ละรุ่นและจุดที่วางหัวจ่าย แต่หลักปฏิบัติทางการแพทย์ก็ให้กันไว้ก่อนเป็นข้อห้าม และควรขอความเห็นจากทั้งหมอโรคหัวใจและหมอผิวหนังก่อนทุกครั้ง
กลุ่มที่สอง คนที่มีรากฟันเทียม (Dental Implant) ครอบฟันโลหะ หรือวัสดุทันตกรรมในช่องปาก ของเหล่านี้ส่วนใหญ่ทำจากไทเทเนียมหรือโลหะที่ไม่ดูดแม่เหล็ก การทำ RF เฉพาะโซนใบหน้าจึงมักไม่ติดขัด เพียงแต่หมอจะเว้นระยะให้ห่างจุดที่มีโลหะ หรือลดทอนกำลังงานลงให้พอเหมาะ หน้าที่ของคุณคือชี้ให้ชัดว่ามีอะไรอยู่ตรงไหน แล้วปล่อยให้แพทย์เป็นคนพิจารณาว่าจะปรับแผนให้ปลอดภัยได้แค่ไหน
กลุ่มสุดท้าย โลหะตามข้อหรือกระดูกส่วนอื่น เช่น เหล็กดามกระดูก ข้อสะโพกเทียม หรือหมุดยึดกระดูกสันหลัง ถ้าทำ RF แค่บนใบหน้าก็มักไม่กระเทือนอะไร เพราะอยู่คนละโซนกับที่ยิงเครื่อง ยกเว้นกรณีที่โลหะอยู่ประชิดหัวจ่ายมาก อย่างคลิปหนีบเส้นเลือดในสมองหรือวัสดุในกะโหลกศีรษะ ที่อาจต้องเพิ่มความระวังเป็นพิเศษหรือกลายเป็นข้อห้ามไป ทางที่ชัวร์ที่สุดคือแจ้งทุกชิ้นเอาไว้ก่อน แล้วให้คุณหมอประเมินเป็นคน ๆ ไป
ถ้าทำ RF Lifting ไม่ได้ ยังมีทางเลือกอื่นไหม?
ข่าวดีคือ ต่อให้ทำ RF ไม่ได้ ก็ยังไม่ถึงกับหมดหนทางเรื่องการยกกระชับ โดยเฉพาะคนที่ติดข้อห้ามอย่างเครื่องกระตุ้นหัวใจ ยังมีอีกกลุ่มเทคโนโลยีที่ทำงานคนละหลักการกันรออยู่
ตัวเลือกที่มักถูกยกมาพูดถึงคือกลุ่มที่ใช้พลังงานคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound Lifting) อย่าง Sofwave และ Ulthera เพราะอาศัยเสียงในการส่งพลังงาน ไม่ได้พึ่งสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแบบ RF ลักษณะความเสี่ยงต่อระบบอิเล็กทรอนิกส์ในตัวจึงต่างออกไป ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่ทำ RF ไม่ได้จะเข้ากับคลื่นเสียงโดยอัตโนมัติ ยังต้องผ่านการประเมินจากแพทย์อยู่ดี และถ้ามีเครื่องกระตุ้นหัวใจ ก็ควรหารือกับหมอโรคหัวใจควบคู่ไปด้วยก่อนตัดสินใจ
อยากชวนให้มองการมาปรึกษาว่าไม่ใช่แค่ถามว่า "ทำ RF ได้หรือเปล่า" แต่คือการค้นหาว่า "วิธีไหนกันแน่ที่พอดีและปลอดภัยกับเราที่สุด" เพราะบางที คำตอบที่ได้อาจไม่ใช่เครื่องที่คุณตั้งใจมาตั้งแต่ต้น แต่กลับเป็นอีกทางที่เข้ากับร่างกายคุณมากกว่า
หลังทำต้องดูแลและสังเกตอาการอะไรบ้าง?
สำหรับคนที่ไม่มีข้อห้ามและผ่านการประเมินมาเรียบร้อย โดยรวมแล้ว RF Lifting นับว่าค่อนข้างปลอดภัย แต่ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าอะไรคืออาการธรรมดา อะไรคือสัญญาณที่ควรรีบกลับไปหาหมอ ก็จะช่วยให้อุ่นใจขึ้นเยอะ
- ช่วงแรกผิวอาจแดงหรือบวมนิด ๆ ตรงที่ทำ ซึ่งส่วนใหญ่จะค่อย ๆ ยุบลงเองในราว 1 ถึง 3 วัน
- ระหว่างทำบางคนจะรู้สึกอุ่น ๆ หรือจี๊ด ๆ เป็นพัก ๆ ถือเป็นความรู้สึกที่พบเจอได้ทั่วไป
- อาการที่เจอไม่บ่อยนัก เช่น ผิวแห้งกว่าเดิมชั่วคราว หรือรู้สึกชา ๆ ตรงจุดที่รักษา ซึ่งมักทุเลาเองในหนึ่งถึงสองสัปดาห์
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์และการฟื้นตัวของแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นกับสภาพผิวเดิมและวิธีดูแลตัวเองหลังทำ ถ้าเจออาการที่ผิดสังเกต เช่น ปวดมาก บวมหรือแดงหนักและไม่ยอมดีขึ้นสักที ควรรีบไปพบแพทย์ อย่าปล่อยทิ้งไว้หรือจัดการเองตามใจ
ข้อมูลอ้างอิง : Electromagnetic interference and cardiac devices — PMC / RF safety with metallic implants — PMC
สรุป — เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจทำ RF Lifting
โดยสรุป การมีโลหะในร่างกายไม่ได้ปิดประตู RF Lifting ไปทั้งหมด แต่ก็มีบางเคสที่ต้องเลี่ยงกันจริงจัง โดยเฉพาะเครื่องกระตุ้นหัวใจซึ่งเป็นข้อห้ามชัดเจนกับ RF แบบที่ส่งกระแสลอดผ่านตัว ส่วนรากฟันเทียมและงานทันตกรรมโลหะมักรับมือได้ด้วยการปรับแผน ขณะที่โลหะบริเวณอื่นต้องดูกันเป็นราย ๆ ไป
ทั้งนี้ผลลัพธ์และความเหมาะสมของแต่ละคนย่อมไม่เท่ากัน หัวใจสำคัญคือการเปิดเผยข้อมูลอุปกรณ์และประวัติสุขภาพให้ครบก่อนเริ่ม แล้วมอบหน้าที่ประเมินให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรชี้ขาดหรือดูแลด้วยตัวเองล้วน ๆ
ถ้าคุณยังลังเลว่าตัวเองที่มีโลหะหรืออุปกรณ์ในร่างกายจะเข้ารับ RF Lifting ได้ไหม หรืออยากรู้ว่าแบบไหนเข้ากับสภาพร่างกายของคุณมากกว่ากัน อย่าเพิ่งด่วนสรุปเอง ลองแอด LINE เข้ามาพูดคุยกับคุณหมอที่ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล เพื่อประเมินก่อนตัดสินใจได้นะคะ
คำถามที่พบบ่อย
มีรากฟันเทียม ทำ RF Lifting บนใบหน้าได้ไหม?
โดยทั่วไปพอทำได้ค่ะ เพราะรากฟันเทียมส่วนใหญ่เป็นไทเทเนียมหรือโลหะที่ไม่ดูดแม่เหล็ก เพียงแต่หมอจะเว้นระยะจากจุดที่มีโลหะหรือปรับกำลังงานให้เหมาะ สิ่งสำคัญคือแจ้งตำแหน่งให้แพทย์ประเมินก่อน
ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ ทำ RF บนใบหน้าได้ไหม?
คนที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจถือเป็นข้อห้ามสำหรับ RF ชนิดที่ปล่อยกระแสลอดผ่านร่างกาย เพราะอาจไปกวนการทำงานของเครื่องได้ กรณีนี้ควรปรึกษาทั้งหมอโรคหัวใจและหมอผิวหนัง แล้วพิจารณาทางเลือกอื่นแทนค่ะ
จำเป็นต้องบอกหมอไหมว่ามีโลหะในร่างกาย?
จำเป็นมากค่ะ ควรแจ้งทั้งชนิด ตำแหน่ง รวมถึงรุ่นและยี่ห้อเท่าที่พอทราบ เพราะข้อมูลพวกนี้ช่วยให้แพทย์เลือกวิธีที่ปลอดภัยที่สุด ไม่ควรเก็บงำแม้จะคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก
ถ้าทำ RF Lifting ไม่ได้ มีทางเลือกอื่นไหม?
ยังพอมีทางเลือกอื่นค่ะ เช่น กลุ่ม Ultrasound Lifting อย่าง Sofwave หรือ Ulthera ที่ใช้คลื่นเสียงแทนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แต่ก็ยังต้องให้แพทย์ประเมินก่อนว่าเข้ากับสภาพร่างกายคุณหรือไม่










