Juvederm Volift vs สคัลพทรา — ระยะเวลาคงอยู่ต่างกันเกือบครึ่งในแต่ละบริเวณ
รูปหน้าและวอลุ่ม

Juvederm Volift vs สคัลพทรา — ระยะเวลาคงอยู่ต่างกันเกือบครึ่งในแต่ละบริเวณ

ทำไมระยะเวลาคงอยู่ของฟิลเลอร์ถึงต่างกันถึงสองเท่าในแต่ละบริเวณ

วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน · 22 สิงหาคม 2026
7นาที
ช่อง YouTube ของ BEAUTYSDOCTORS ที่แพทย์อธิบายเรื่องความงามเกาหลีโดยตรง

วางแผนมาโซล

กำลังวางแผนมาโซลอยู่ใช่ไหม?

แชตผ่าน LINE

Juvederm Volift vs สคัลพทรา — ระยะเวลาคงอยู่ต่างกันเกือบครึ่งในแต่ละบริเวณ

อ่านก่อนเลยนะครับ

Q. ฉีดฟิลเลอร์ครั้งเดียวอยู่ได้ 1 ปีเลยใช่ไหมครับ?

A. แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์เดียวกัน แต่ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีด ระยะเวลาอาจต่างกันตั้งแต่ 8 เดือนไปจนถึง 18 เดือน ซึ่งต่างกันเกือบสองเท่าเลยครับ

Q. งั้นพอครบ 1 ปีก็มาทำซ้ำพร้อมกันทีเดียวได้เลยใช่ไหมครับ?

A. เนื่องจากแต่ละบริเวณสลายตัวในอัตราที่ต่างกัน

หากเติมพร้อมกันทีเดียว บางบริเวณอาจมากเกินไป ในขณะที่บางบริเวณหมดไปนานแล้วครับ

ความแตกต่างของระยะเวลาคงอยู่ของฟิลเลอร์ในแต่ละบริเวณ





Juvederm Volift และ สคัลพทรา — ทำไมระยะเวลาคงอยู่ถึงต่างกัน

Juvederm Volift เป็นฟิลเลอร์ที่มีส่วนประกอบหลักเป็นกรดไฮยาลูโรนิก (HA) ครับ

ส่วนสคัลพทราประกอบด้วย

กรดโพลีแลคติก (PLLA)

ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนครับ

Juvederm เติมวอลุ่มโดยตรง

ในขณะที่สคัลพทรากระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเอง

แล้วให้คอลลาเจนนั้นทำหน้าที่เพิ่มวอลุ่ม

ซึ่งเป็นกลไกทางอ้อมครับ

ดังนั้นทั้งความเร็วที่เห็นผล

และความเร็วที่สลายตัวจึงแตกต่างกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ

ข้อมูลเชิงลึกจากคุณหมอวียองจิน

สำหรับ Juvederm Volift อยู่ได้ประมาณ 12–18 เดือน

ส่วนสคัลพทราอยู่ได้นานถึง 24 เดือน — แต่ชั้นลึกบริเวณโหนกแก้มอยู่ได้ประมาณ 18 เดือน

ในขณะที่ชั้นตื้นบริเวณมุมปากอยู่ได้เพียง 8–10 เดือน ต่างกันเกือบครึ่งในแต่ละบริเวณเลยครับ

นี่คือเหตุผลที่ไม่ควรทำซ้ำทุกบริเวณพร้อมกันในครั้งเดียวครับ





ทำไมฟิลเลอร์ชนิดเดียวกันถึงอยู่ได้ต่างกันเกือบครึ่งในแต่ละบริเวณ

สรุปสั้นๆ


Juvederm Volift อยู่ได้เฉลี่ย 12–18 เดือน

สคัลพทราอยู่ได้นานถึง 24 เดือน

แต่ชั้นลึกบริเวณโหนกแก้มอยู่ได้ประมาณ 18 เดือน

ในขณะที่ชั้นตื้นบริเวณมุมปากอยู่ได้เพียง 8–10 เดือน

เนื่องจากต่างกันเกือบครึ่งในแต่ละบริเวณ

จึงไม่สามารถทำซ้ำทุกบริเวณพร้อมกันในคราวเดียวได้ครับ

ระยะเวลาคงอยู่ของฟิลเลอร์

มีหลักการคล้ายกับก้อนน้ำแข็งที่ละลายครับ

ก้อนน้ำแข็งขนาดเท่ากัน หากวางไว้กลางแดด

กับวางไว้ในที่ร่ม

ความเร็วในการละลายจะต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ

ฟิลเลอร์ก็เช่นกัน — ว่าจะฉีดเข้าไปที่ชั้นไหน บริเวณใด

เป็นตัวกำหนดระยะเวลาคงอยู่ครับ

มีจุดสำคัญสองประการที่ต้องทำความเข้าใจครับ

ประการแรกคือเอนไซม์

"ไฮยาลูโรนิเดส (hyaluronidase)" ที่มีอยู่ในร่างกายของเรา

เอนไซม์นี้เป็นกลไกหลักที่ย่อยสลาย HA ฟิลเลอร์ครับ

บริเวณที่มีการเคลื่อนไหวมากและมีการไหลเวียนเลือดสูง

จะมีการทำงานของเอนไซม์นี้สูงกว่าครับ

บริเวณมุมปาก ริมฝีปาก และร่องแก้ม

เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดครับ

กลไกการสลายตัวของฟิลเลอร์

ประการที่สองคือความลึกครับ

ฟิลเลอร์ที่ฉีดเข้าไปในชั้นลึกบริเวณโหนกแก้ม (supraperiosteal) หรือในชั้น SMAS

แทบจะไม่มีการเคลื่อนที่เลยครับ

การไหลเวียนเลือดและน้ำเหลืองก็น้อยกว่าเปรียบเทียบ

ทำให้การย่อยสลายโดยเอนไซม์เกิดขึ้นช้ากว่าครับ

ในทางกลับกัน ฟิลเลอร์ที่อยู่ในชั้นหนังแท้ตื้น

จะถูกกระทบจากการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อตลอดเวลา

และสัมผัสกับเอนไซม์มากกว่าด้วยครับ

หลายท่านบอกว่าส่วนนี้ค่อนข้างแปลกใจครับ

สัปดาห์ที่แล้วมีคุณลูกค้าอายุ 38 ปีมาพร้อมเพื่อน

ตั้งใจมาเพื่อฟังข้อมูลเฉยๆ

แต่กลับกลายเป็นว่าตัวเองถามอย่างกระตือรือร้นกว่าเพื่อนเสียอีกครับ

บอกว่า "ปีที่แล้วฉีด Juvederm บริเวณโหนกแก้ม

ยังคลำเจออยู่เลยครับ"

จริงๆ แล้วฟิลเลอร์บริเวณโหนกแก้มอยู่ได้นาน 18 เดือน

บางท่านยังพบร่องรอยได้นานถึง 24 เดือนเลยครับ

แต่พอถามว่าช่วงเดียวกันนั้นฉีดที่มุมปากด้วยไหม

ปรากฏว่าบริเวณมุมปากหายไปเกือบหมดตั้งแต่ราว 9 เดือนแล้วครับ

วันเดียวกัน ผลิตภัณฑ์เดียวกัน

แต่บริเวณต่างกัน ระยะเวลาจึงต่างกันถึงสองเท่าครับ

การเปลี่ยนรูปร่างและการเคลื่อนตัวของฟิลเลอร์

อีกประเด็นที่ต้องพูดถึงคือ

'การเปลี่ยนรูปร่าง' กับ 'การเคลื่อนตัว' เป็นคนละเรื่องกันครับ

การเปลี่ยนรูปร่าง (deformation) คือฟิลเลอร์

ถูกกดโดยการเคลื่อนไหวจนรูปทรงกระจายตัวออกไป

การเคลื่อนตัว (migration) คือฟิลเลอร์ไหลจากตำแหน่งเดิม

ไปยังบริเวณอื่นครับ

ฟิลเลอร์ริมฝีปากที่ดูเหมือนกระจายขึ้นไปบริเวณเหนือปาก

คือตัวอย่างคลาสสิกของการเคลื่อนตัวครับ

การเปลี่ยนรูปร่างมักเกิดจากการฉีดปริมาณมากหรือความหนืดต่ำ

ส่วนการเคลื่อนตัวมักเกิดจากการฉีดผิดชั้นหรือฉีดปริมาณมากเกินไปครับ

สรุปสำคัญจากคุณหมอวียองจิน

"อยู่ได้ 1 ปี" เป็นเพียงค่าเฉลี่ยเท่านั้นครับ

แม้แต่ในใบหน้าเดียวกัน บริเวณโหนกแก้มกับมุมปากก็อยู่ได้ต่างกันถึงสองเท่า

ดังนั้นการทำซ้ำควรแบ่งเวลาตามแต่ละบริเวณ ไม่ใช่ทำพร้อมกันทีเดียวครับ





ระยะเวลาคงอยู่ตามบริเวณ — ควรนัดทำซ้ำเมื่อไหร่ดี

ลองสรุปเป็นตารางให้ดูนะครับ

สำหรับท่านที่เริ่มต้นฉีดฟิลเลอร์ครั้งแรก ผมแนะนำให้

"บริเวณลึกอย่างโหนกแก้มและคาง — นัดทำซ้ำหลัง 1 ปี

บริเวณตื้นอย่างมุมปากและริมฝีปาก — นัดทำซ้ำประมาณ 8 เดือน"

โดยแบ่งเวลาออกจากกันครับ

ขอยกกรณีตัวอย่างที่สองอีกสักกรณีนะครับ

ไม่นานมานี้มีคุณลูกค้าอายุ 28 ปีพาคุณแม่มาด้วย

แต่ตัวเองบอกว่าเคยฉีดฟิลเลอร์ริมฝีปากมาก่อน

แล้วกังวลว่า "แค่ 6 เดือนก็รู้สึกว่าหมดไปเกือบหมดแล้วครับ"

อันที่จริงนี่ไม่ใช่แค่ "หมดเร็ว" ครับ

ริมฝีปากเป็นบริเวณที่เคลื่อนไหวมากและใกล้เยื่อเมือก

ทำให้ทั้งการย่อยสลายโดยเอนไซม์และการเปลี่ยนรูปร่างเกิดขึ้นพร้อมกันครับ

ถ้าเป็นบริเวณอื่นของใบหน้า

ปริมาณเท่ากันน่าจะอยู่ได้นานถึง 1 ปีครับ

แต่พอบอกว่าสำหรับริมฝีปากการเติมบ่อยเป็นเรื่องปกติ

คุณลูกค้าก็หายกังวลครับ

มีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากเน้นย้ำเป็นพิเศษครับ

การฉีดปริมาณมากในครั้งเดียวเพื่อยืดระยะเวลาไม่ใช่วิธีที่ดีครับ

ความเสี่ยงของการเปลี่ยนรูปร่างและการเคลื่อนตัวเพิ่มขึ้นตามมา

รวมถึงผลข้างเคียงอย่าง 'Tyndall effect' (ผิวดูมีสีน้ำเงินอ่อนๆ)

หรืออาการคลำได้เป็นก้อนก็มากขึ้นด้วยครับ

การฉีดในปริมาณที่เหมาะสม ในชั้นที่ถูกต้อง

และเติมเสริมตามเวลาของแต่ละบริเวณ

ให้ผลที่เป็นธรรมชาติและยาวนานกว่าในระยะยาวครับ

เวลาที่เหมาะสมในการทำซ้ำตามแต่ละบริเวณ





คำถามที่พบบ่อยในคลินิกเกี่ยวกับเวลาทำซ้ำ — 3 ข้อหลัก

Q1. ได้ยินมาว่าฉีดฟิลเลอร์ครั้งเดียวอยู่ได้ตลอดชีพ จริงไหมครับ?

A. พูดตรงๆ เลย นั่นไม่เป็นความจริงครับ

HA ฟิลเลอร์ถูกย่อยสลายโดยไฮยาลูโรนิเดสครับ

แต่ไม่ใช่ว่าทุกอย่างหมดไป 100%

บางส่วนยังคงอยู่ในเนื้อเยื่อที่เกิดพังผืด

และทิ้งวอลุ่มไว้เล็กน้อยครับ

ที่บอกว่า "อยู่ได้ตลอดชีพ" คือมองจากส่วนที่เหลือค้างนั้น

แต่ผลวอลุ่มจริงๆ ส่วนใหญ่จะหมดไปภายใน 1–2 ปีครับ

ในแนวทางเดียวกันนี้ ยังมีคำถามที่ได้ยินบ่อยอีกครับ

Q2. งั้นถ้าฉีดบ่อยๆ จะสะสมโดยไม่หมดไปใช่ไหม แล้วควรวางแผนค่าใช้จ่ายอย่างไรดีครับ?

A. เรื่องนี้หาข้อมูลแล้วมักไม่ค่อยเจอคำตอบชัดเจนครับ

โดยทั่วไปในแต่ละสัปดาห์จะมีลูกค้าสองถึงสามท่าน

ที่มาพร้อมความเข้าใจว่า "ฉีดครั้งเดียวก็จบเลย"

แต่ในความเป็นจริง บริเวณลึกอย่างโหนกแก้ม

ควรเติมทุก 1 ปีครึ่ง

ส่วนบริเวณตื้นอย่างมุมปากและร่องแก้ม

ควรเติมทุก 1 ปีโดยเฉลี่ยครับ

การสะสมเกิดขึ้นได้บ้าง

แต่การฉีดปริมาณน้อยและเติมบ่อยกว่า

ให้ผลที่คงรูปและยาวนานกว่าครับ

ก่อนจบมีประเด็นสำคัญมากที่อยากพูดถึงครับ

Q3. ถ้าฟิลเลอร์เปลี่ยนรูปทรงผิดปกติ รอให้หมดไปเองได้ไหมครับ?

A. เรื่องนี้ตอบยาวหน่อยนะครับ

ถ้าเป็นแค่การเปลี่ยนรูปร่าง เมื่อเวลาผ่านไป

ก็อาจจัดตัวเองได้ในระดับหนึ่งครับ

แต่ถ้าเป็นการเคลื่อนตัว (migration) นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ

ถ้าริมฝีปากกระจายขึ้นบริเวณเหนือปาก

หรือร่องแก้มไหลไปด้านข้างโหนกแก้ม

จะไม่กลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมเองครับ

ในกรณีนี้ต้องฉีดไฮยาลูโรนิเดส

เพื่อละลายเฉพาะจุดและจัดการก่อน

แล้วจึงออกแบบใหม่อีกครั้งจะเหมาะสมกว่าครับ

ถ้ารอโดยไม่ทำอะไร อาจต้องอยู่กับรูปทรงที่ผิดปกติไปนานกว่า 1 ปีได้ครับ

ถ้าจะจำอะไรจากวันนี้ไปสักอย่าง — อย่ายึดติดกับค่าเฉลี่ย "ทำซ้ำปีละครั้ง" แต่ให้กำหนดเวลาแยกตามแต่ละบริเวณของใบหน้าตัวเองครับ โหนกแก้มและคางใช้เวลา 1 ปีครึ่ง ส่วนมุมปากและริมฝีปากอยู่ที่ประมาณ 8 เดือนเป็นเกณฑ์ครับ


บทความถัดไปจะพูดถึง 'เมื่อละลายฟิลเลอร์ด้วยไฮยาลูโรนิเดส ควบคุมได้แม่นยำแค่ไหน' ครับ จะแสดงให้เห็นว่าแม้ละลายในปริมาณเท่ากัน ผลลัพธ์จะแตกต่างกันอย่างไรในแต่ละบริเวณผ่านกรณีตัวอย่างจริงครับ นี่คือหมอวียองจินครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความแนะนำ

ฉีดสลายฟิลเลอร์แล้วผิวจะหย่อนคล้อยจริงไหมรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดสลายฟิลเลอร์แล้ว ผิวจะหย่อนคล้อยจริงไหม?

หลายคนอยากแก้ฟิลเลอร์ที่ไม่พอใจ แต่กลัวว่าสลายแล้วผิวจะยืดหย่อนกว่าเดิม บทความนี้แยกให้ชัดว่าอะไรคือเรื่องจริง และอะไรเป็นแค่ช่วงชั่วคราวไม่กี่วัน

ฉีดโบท็อกซ์ลดกรามแล้วจะเคี้ยวข้าวลำบากไหมรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดโบท็อกซ์ลดกราม แล้วจะเคี้ยวข้าวลำบากไหม?

หลายคนอยากปรับกรอบหน้าให้เรียวขึ้น แต่กลัวว่าฉีดโบท็อกซ์ลดกรามแล้วแรงเคี้ยวจะหายไปจนกินข้าวไม่ได้ บทความนี้รวมตัวเลขจากงานวิจัยว่าแรงกัดลดลงเท่าไร ช่วงไหนรู้สึกมากที่สุด และกลับมาเมื่อไหร่ค่ะ

ภาพปกเรื่องขมับยุบควรเลือกฟิลเลอร์หรือ Sculptraรูปหน้าและวอลุ่ม

ขมับยุบ ควรเลือกฟิลเลอร์หรือ Sculptra ดี

ทั้งสองอย่างไม่ได้แข่งกัน แต่เป็นทางเลือกที่นิสัยต่างกัน พอรู้ว่าขมับของเรายุบแบบไหนและรอไหวแค่ไหน คำตอบก็จะชัดขึ้นเองค่ะ

บทความล่าสุด

วิธีประเมินงบและวางแผนค่าใช้จ่ายสกินบูสเตอร์ทั้งโปรแกรมผิวหนัง

สกินบูสเตอร์คุ้มไหม? วิธีประเมินงบและวางแผนค่าใช้จ่ายทั้งโปรแกรม

หลายคนเห็นราคาสกินบูสเตอร์ต่อครั้งแล้วคิดว่าพอรับได้ แต่พอนับโปรแกรมทั้งหมดแล้วตัวเลขสูงกว่าที่คาด บทความนี้ Beautystone Clinic จะช่วยให้คุณคำนวณงบรวม อ่านใบเสนอราคาให้ออก และประเมินว่าสกินบูสเตอร์คุ้มกับสภาพผิวของคุณจริง ๆ ไหมค่ะ

ร้อยไหมหน้าผากอันตรายไหม รู้ความเสี่ยงและสัญญาณที่บอกว่าควรเลือกวิธีอื่นลิฟติ้ง

ร้อยไหมหน้าผากอันตรายไหม? รู้ความเสี่ยงและสัญญาณควรเลือกวิธีอื่น

ก่อนตัดสินใจร้อยไหมหน้าผาก ควรรู้ก่อนว่ามีความเสี่ยงอะไรบ้าง และหน้าผากแบบไหนที่ร้อยไหมช่วยได้จริง บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณเข้าใจสัญญาณเตือนและทางเลือกที่เหมาะกับสภาพหน้าผากของคุณค่ะ

Titanium Lifting ถึงเวลานัดครั้งถัดไปหรือยัง อ่านสัญญาณผิวก่อนคอลลาเจนเสื่อมผิวหนัง

Titanium Lifting ถึงเวลานัดครั้งถัดไปหรือยัง? อ่านสัญญาณผิว

คอลลาเจนจาก Titanium Lifting ไม่ได้เสื่อมพร้อมกัน แต่ผิวจะส่งสัญญาณก่อนล่วงหน้าเสมอ บทความนี้สอนวิธีอ่านสัญญาณเหล่านั้น เพื่อให้คุณนัดครั้งถัดไปได้ในเวลาที่เหมาะสมที่สุดค่ะ

Potenza RF Microneedling ทำกี่ครั้ง ห่างกันแค่ไหน อ่านสัญญาณผิวก่อนนัดครั้งถัดไปผิวหนัง

Potenza ทำกี่ครั้ง ห่างกันแค่ไหน? อ่านสัญญาณผิวก่อนนัดครั้งถัดไป

ก่อนนัดครั้งถัดไปของ Potenza มีสัญญาณสามอย่างที่ผิวจะบอกว่าพร้อมแล้วหรือยัง ได้แก่ รอยแดงที่หายสนิท เนื้อผิวที่เริ่มกระชับขึ้น และความชุ่มชื้นที่คืนมา บทความนี้จะพาคุณอ่านสัญญาณเหล่านั้นและวางแผนโปรแกรมร่วมกับแพทย์ได้อย่างมั่นใจค่ะ

หลักการทำงานของ Pico Toning ในการทะลายเม็ดสีในผิวผิวหนัง

Pico Toning ต้องทำกี่ครั้ง ห่างกันแค่ไหน? สำคัญกว่าชื่อเครื่อง

หลายคนเลือก Pico Toning โดยถามแค่ว่าใช้เครื่องยี่ห้อไหนและราคาเท่าไหร่ แต่จริง ๆ แล้วจำนวนครั้งและช่วงห่าง 4 สัปดาห์ระหว่างแต่ละครั้งมีผลต่อผลลัพธ์มากกว่าที่คิดค่ะ

หลักการทำงานของ Fraxel Fractional Laser ที่สร้าง Micro Thermal Zones ในชั้นผิวผิวหนัง

Fraxel ทำเมื่อไหร่ถึงพอดี? อ่านสัญญาณผิวก่อนนัดครั้งถัดไป

Fraxel สร้างรูเล็ก ๆ ของความร้อนในผิวแล้วปล่อยให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง ผลที่เห็นจึงไม่ใช่ทันทีหลังทำ แต่ค่อย ๆ ปรากฏตามจังหวะที่คอลลาเจนใหม่สร้างขึ้น การอ่านสัญญาณนี้ให้ถูกต้องคือกุญแจที่ทำให้ทุกครั้งคุ้มค่าค่ะ

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors