Juvederm Volift vs สคัลพทรา — ระยะเวลาคงอยู่ต่างกันเกือบครึ่งในแต่ละบริเวณ
ทำไมระยะเวลาคงอยู่ของฟิลเลอร์ถึงต่างกันถึงสองเท่าในแต่ละบริเวณ


วียองจิน
ผู้อำนวยการ
Juvederm Volift vs สคัลพทรา — ระยะเวลาคงอยู่ต่างกันเกือบครึ่งในแต่ละบริเวณ
อ่านก่อนเลยนะครับ
Q. ฉีดฟิลเลอร์ครั้งเดียวอยู่ได้ 1 ปีเลยใช่ไหมครับ?
A. แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์เดียวกัน แต่ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีด ระยะเวลาอาจต่างกันตั้งแต่ 8 เดือนไปจนถึง 18 เดือน ซึ่งต่างกันเกือบสองเท่าเลยครับ
Q. งั้นพอครบ 1 ปีก็มาทำซ้ำพร้อมกันทีเดียวได้เลยใช่ไหมครับ?
A. เนื่องจากแต่ละบริเวณสลายตัวในอัตราที่ต่างกัน
หากเติมพร้อมกันทีเดียว บางบริเวณอาจมากเกินไป ในขณะที่บางบริเวณหมดไปนานแล้วครับ

Juvederm Volift และ สคัลพทรา — ทำไมระยะเวลาคงอยู่ถึงต่างกัน
Juvederm Volift เป็นฟิลเลอร์ที่มีส่วนประกอบหลักเป็นกรดไฮยาลูโรนิก (HA) ครับ
ส่วนสคัลพทราประกอบด้วย
กรดโพลีแลคติก (PLLA)
ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนครับ
Juvederm เติมวอลุ่มโดยตรง
ในขณะที่สคัลพทรากระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเอง
แล้วให้คอลลาเจนนั้นทำหน้าที่เพิ่มวอลุ่ม
ซึ่งเป็นกลไกทางอ้อมครับ
ดังนั้นทั้งความเร็วที่เห็นผล
และความเร็วที่สลายตัวจึงแตกต่างกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ
ข้อมูลเชิงลึกจากคุณหมอวียองจิน
สำหรับ Juvederm Volift อยู่ได้ประมาณ 12–18 เดือน
ส่วนสคัลพทราอยู่ได้นานถึง 24 เดือน — แต่ชั้นลึกบริเวณโหนกแก้มอยู่ได้ประมาณ 18 เดือน
ในขณะที่ชั้นตื้นบริเวณมุมปากอยู่ได้เพียง 8–10 เดือน ต่างกันเกือบครึ่งในแต่ละบริเวณเลยครับ
นี่คือเหตุผลที่ไม่ควรทำซ้ำทุกบริเวณพร้อมกันในครั้งเดียวครับ
ทำไมฟิลเลอร์ชนิดเดียวกันถึงอยู่ได้ต่างกันเกือบครึ่งในแต่ละบริเวณ
สรุปสั้นๆ
Juvederm Volift อยู่ได้เฉลี่ย 12–18 เดือน
สคัลพทราอยู่ได้นานถึง 24 เดือน
แต่ชั้นลึกบริเวณโหนกแก้มอยู่ได้ประมาณ 18 เดือน
ในขณะที่ชั้นตื้นบริเวณมุมปากอยู่ได้เพียง 8–10 เดือน
เนื่องจากต่างกันเกือบครึ่งในแต่ละบริเวณ
จึงไม่สามารถทำซ้ำทุกบริเวณพร้อมกันในคราวเดียวได้ครับ
ระยะเวลาคงอยู่ของฟิลเลอร์
มีหลักการคล้ายกับก้อนน้ำแข็งที่ละลายครับ
ก้อนน้ำแข็งขนาดเท่ากัน หากวางไว้กลางแดด
กับวางไว้ในที่ร่ม
ความเร็วในการละลายจะต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ
ฟิลเลอร์ก็เช่นกัน — ว่าจะฉีดเข้าไปที่ชั้นไหน บริเวณใด
เป็นตัวกำหนดระยะเวลาคงอยู่ครับ
มีจุดสำคัญสองประการที่ต้องทำความเข้าใจครับ
ประการแรกคือเอนไซม์
"ไฮยาลูโรนิเดส (hyaluronidase)" ที่มีอยู่ในร่างกายของเรา
เอนไซม์นี้เป็นกลไกหลักที่ย่อยสลาย HA ฟิลเลอร์ครับ
บริเวณที่มีการเคลื่อนไหวมากและมีการไหลเวียนเลือดสูง
จะมีการทำงานของเอนไซม์นี้สูงกว่าครับ
บริเวณมุมปาก ริมฝีปาก และร่องแก้ม
เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดครับ

ประการที่สองคือความลึกครับ
ฟิลเลอร์ที่ฉีดเข้าไปในชั้นลึกบริเวณโหนกแก้ม (supraperiosteal) หรือในชั้น SMAS
แทบจะไม่มีการเคลื่อนที่เลยครับ
การไหลเวียนเลือดและน้ำเหลืองก็น้อยกว่าเปรียบเทียบ
ทำให้การย่อยสลายโดยเอนไซม์เกิดขึ้นช้ากว่าครับ
ในทางกลับกัน ฟิลเลอร์ที่อยู่ในชั้นหนังแท้ตื้น
จะถูกกระทบจากการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อตลอดเวลา
และสัมผัสกับเอนไซม์มากกว่าด้วยครับ
หลายท่านบอกว่าส่วนนี้ค่อนข้างแปลกใจครับ
สัปดาห์ที่แล้วมีคุณลูกค้าอายุ 38 ปีมาพร้อมเพื่อน
ตั้งใจมาเพื่อฟังข้อมูลเฉยๆ
แต่กลับกลายเป็นว่าตัวเองถามอย่างกระตือรือร้นกว่าเพื่อนเสียอีกครับ
บอกว่า "ปีที่แล้วฉีด Juvederm บริเวณโหนกแก้ม
ยังคลำเจออยู่เลยครับ"
จริงๆ แล้วฟิลเลอร์บริเวณโหนกแก้มอยู่ได้นาน 18 เดือน
บางท่านยังพบร่องรอยได้นานถึง 24 เดือนเลยครับ
แต่พอถามว่าช่วงเดียวกันนั้นฉีดที่มุมปากด้วยไหม
ปรากฏว่าบริเวณมุมปากหายไปเกือบหมดตั้งแต่ราว 9 เดือนแล้วครับ
วันเดียวกัน ผลิตภัณฑ์เดียวกัน
แต่บริเวณต่างกัน ระยะเวลาจึงต่างกันถึงสองเท่าครับ

อีกประเด็นที่ต้องพูดถึงคือ
'การเปลี่ยนรูปร่าง' กับ 'การเคลื่อนตัว' เป็นคนละเรื่องกันครับ
การเปลี่ยนรูปร่าง (deformation) คือฟิลเลอร์
ถูกกดโดยการเคลื่อนไหวจนรูปทรงกระจายตัวออกไป
การเคลื่อนตัว (migration) คือฟิลเลอร์ไหลจากตำแหน่งเดิม
ไปยังบริเวณอื่นครับ
ฟิลเลอร์ริมฝีปากที่ดูเหมือนกระจายขึ้นไปบริเวณเหนือปาก
คือตัวอย่างคลาสสิกของการเคลื่อนตัวครับ
การเปลี่ยนรูปร่างมักเกิดจากการฉีดปริมาณมากหรือความหนืดต่ำ
ส่วนการเคลื่อนตัวมักเกิดจากการฉีดผิดชั้นหรือฉีดปริมาณมากเกินไปครับ
สรุปสำคัญจากคุณหมอวียองจิน
"อยู่ได้ 1 ปี" เป็นเพียงค่าเฉลี่ยเท่านั้นครับ
แม้แต่ในใบหน้าเดียวกัน บริเวณโหนกแก้มกับมุมปากก็อยู่ได้ต่างกันถึงสองเท่า
ดังนั้นการทำซ้ำควรแบ่งเวลาตามแต่ละบริเวณ ไม่ใช่ทำพร้อมกันทีเดียวครับ
ระยะเวลาคงอยู่ตามบริเวณ — ควรนัดทำซ้ำเมื่อไหร่ดี
ลองสรุปเป็นตารางให้ดูนะครับ
สำหรับท่านที่เริ่มต้นฉีดฟิลเลอร์ครั้งแรก ผมแนะนำให้
"บริเวณลึกอย่างโหนกแก้มและคาง — นัดทำซ้ำหลัง 1 ปี
บริเวณตื้นอย่างมุมปากและริมฝีปาก — นัดทำซ้ำประมาณ 8 เดือน"
โดยแบ่งเวลาออกจากกันครับ
ขอยกกรณีตัวอย่างที่สองอีกสักกรณีนะครับ
ไม่นานมานี้มีคุณลูกค้าอายุ 28 ปีพาคุณแม่มาด้วย
แต่ตัวเองบอกว่าเคยฉีดฟิลเลอร์ริมฝีปากมาก่อน
แล้วกังวลว่า "แค่ 6 เดือนก็รู้สึกว่าหมดไปเกือบหมดแล้วครับ"
อันที่จริงนี่ไม่ใช่แค่ "หมดเร็ว" ครับ
ริมฝีปากเป็นบริเวณที่เคลื่อนไหวมากและใกล้เยื่อเมือก
ทำให้ทั้งการย่อยสลายโดยเอนไซม์และการเปลี่ยนรูปร่างเกิดขึ้นพร้อมกันครับ
ถ้าเป็นบริเวณอื่นของใบหน้า
ปริมาณเท่ากันน่าจะอยู่ได้นานถึง 1 ปีครับ
แต่พอบอกว่าสำหรับริมฝีปากการเติมบ่อยเป็นเรื่องปกติ
คุณลูกค้าก็หายกังวลครับ
มีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากเน้นย้ำเป็นพิเศษครับ
การฉีดปริมาณมากในครั้งเดียวเพื่อยืดระยะเวลาไม่ใช่วิธีที่ดีครับ
ความเสี่ยงของการเปลี่ยนรูปร่างและการเคลื่อนตัวเพิ่มขึ้นตามมา
รวมถึงผลข้างเคียงอย่าง 'Tyndall effect' (ผิวดูมีสีน้ำเงินอ่อนๆ)
หรืออาการคลำได้เป็นก้อนก็มากขึ้นด้วยครับ
การฉีดในปริมาณที่เหมาะสม ในชั้นที่ถูกต้อง
และเติมเสริมตามเวลาของแต่ละบริเวณ
ให้ผลที่เป็นธรรมชาติและยาวนานกว่าในระยะยาวครับ

คำถามที่พบบ่อยในคลินิกเกี่ยวกับเวลาทำซ้ำ — 3 ข้อหลัก
Q1. ได้ยินมาว่าฉีดฟิลเลอร์ครั้งเดียวอยู่ได้ตลอดชีพ จริงไหมครับ?
A. พูดตรงๆ เลย นั่นไม่เป็นความจริงครับ
HA ฟิลเลอร์ถูกย่อยสลายโดยไฮยาลูโรนิเดสครับ
แต่ไม่ใช่ว่าทุกอย่างหมดไป 100%
บางส่วนยังคงอยู่ในเนื้อเยื่อที่เกิดพังผืด
และทิ้งวอลุ่มไว้เล็กน้อยครับ
ที่บอกว่า "อยู่ได้ตลอดชีพ" คือมองจากส่วนที่เหลือค้างนั้น
แต่ผลวอลุ่มจริงๆ ส่วนใหญ่จะหมดไปภายใน 1–2 ปีครับ
ในแนวทางเดียวกันนี้ ยังมีคำถามที่ได้ยินบ่อยอีกครับ
Q2. งั้นถ้าฉีดบ่อยๆ จะสะสมโดยไม่หมดไปใช่ไหม แล้วควรวางแผนค่าใช้จ่ายอย่างไรดีครับ?
A. เรื่องนี้หาข้อมูลแล้วมักไม่ค่อยเจอคำตอบชัดเจนครับ
โดยทั่วไปในแต่ละสัปดาห์จะมีลูกค้าสองถึงสามท่าน
ที่มาพร้อมความเข้าใจว่า "ฉีดครั้งเดียวก็จบเลย"
แต่ในความเป็นจริง บริเวณลึกอย่างโหนกแก้ม
ควรเติมทุก 1 ปีครึ่ง
ส่วนบริเวณตื้นอย่างมุมปากและร่องแก้ม
ควรเติมทุก 1 ปีโดยเฉลี่ยครับ
การสะสมเกิดขึ้นได้บ้าง
แต่การฉีดปริมาณน้อยและเติมบ่อยกว่า
ให้ผลที่คงรูปและยาวนานกว่าครับ
ก่อนจบมีประเด็นสำคัญมากที่อยากพูดถึงครับ
Q3. ถ้าฟิลเลอร์เปลี่ยนรูปทรงผิดปกติ รอให้หมดไปเองได้ไหมครับ?
A. เรื่องนี้ตอบยาวหน่อยนะครับ
ถ้าเป็นแค่การเปลี่ยนรูปร่าง เมื่อเวลาผ่านไป
ก็อาจจัดตัวเองได้ในระดับหนึ่งครับ
แต่ถ้าเป็นการเคลื่อนตัว (migration) นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ
ถ้าริมฝีปากกระจายขึ้นบริเวณเหนือปาก
หรือร่องแก้มไหลไปด้านข้างโหนกแก้ม
จะไม่กลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมเองครับ
ในกรณีนี้ต้องฉีดไฮยาลูโรนิเดส
เพื่อละลายเฉพาะจุดและจัดการก่อน
แล้วจึงออกแบบใหม่อีกครั้งจะเหมาะสมกว่าครับ
ถ้ารอโดยไม่ทำอะไร อาจต้องอยู่กับรูปทรงที่ผิดปกติไปนานกว่า 1 ปีได้ครับ
ถ้าจะจำอะไรจากวันนี้ไปสักอย่าง — อย่ายึดติดกับค่าเฉลี่ย "ทำซ้ำปีละครั้ง" แต่ให้กำหนดเวลาแยกตามแต่ละบริเวณของใบหน้าตัวเองครับ โหนกแก้มและคางใช้เวลา 1 ปีครึ่ง ส่วนมุมปากและริมฝีปากอยู่ที่ประมาณ 8 เดือนเป็นเกณฑ์ครับ
บทความถัดไปจะพูดถึง 'เมื่อละลายฟิลเลอร์ด้วยไฮยาลูโรนิเดส ควบคุมได้แม่นยำแค่ไหน' ครับ จะแสดงให้เห็นว่าแม้ละลายในปริมาณเท่ากัน ผลลัพธ์จะแตกต่างกันอย่างไรในแต่ละบริเวณผ่านกรณีตัวอย่างจริงครับ นี่คือหมอวียองจินครับ







