Juvederm Volift vs สคัลพทรา — ระยะเวลาคงอยู่ต่างกันเกือบครึ่งในแต่ละบริเวณ
รูปหน้าและวอลุ่ม

Juvederm Volift vs สคัลพทรา — ระยะเวลาคงอยู่ต่างกันเกือบครึ่งในแต่ละบริเวณ

ทำไมระยะเวลาคงอยู่ของฟิลเลอร์ถึงต่างกันถึงสองเท่าในแต่ละบริเวณ

ติดตาม Hongdae Beautys Doctors YouTube
วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน
1นาที

Juvederm Volift vs สคัลพทรา — ระยะเวลาคงอยู่ต่างกันเกือบครึ่งในแต่ละบริเวณ

อ่านก่อนเลยนะครับ

Q. ฉีดฟิลเลอร์ครั้งเดียวอยู่ได้ 1 ปีเลยใช่ไหมครับ?

A. แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์เดียวกัน แต่ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีด ระยะเวลาอาจต่างกันตั้งแต่ 8 เดือนไปจนถึง 18 เดือน ซึ่งต่างกันเกือบสองเท่าเลยครับ

Q. งั้นพอครบ 1 ปีก็มาทำซ้ำพร้อมกันทีเดียวได้เลยใช่ไหมครับ?

A. เนื่องจากแต่ละบริเวณสลายตัวในอัตราที่ต่างกัน

หากเติมพร้อมกันทีเดียว บางบริเวณอาจมากเกินไป ในขณะที่บางบริเวณหมดไปนานแล้วครับ

ความแตกต่างของระยะเวลาคงอยู่ของฟิลเลอร์ในแต่ละบริเวณ





Juvederm Volift และ สคัลพทรา — ทำไมระยะเวลาคงอยู่ถึงต่างกัน

Juvederm Volift เป็นฟิลเลอร์ที่มีส่วนประกอบหลักเป็นกรดไฮยาลูโรนิก (HA) ครับ

ส่วนสคัลพทราประกอบด้วย

กรดโพลีแลคติก (PLLA)

ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนครับ

Juvederm เติมวอลุ่มโดยตรง

ในขณะที่สคัลพทรากระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเอง

แล้วให้คอลลาเจนนั้นทำหน้าที่เพิ่มวอลุ่ม

ซึ่งเป็นกลไกทางอ้อมครับ

ดังนั้นทั้งความเร็วที่เห็นผล

และความเร็วที่สลายตัวจึงแตกต่างกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ

ข้อมูลเชิงลึกจากคุณหมอวียองจิน

สำหรับ Juvederm Volift อยู่ได้ประมาณ 12–18 เดือน

ส่วนสคัลพทราอยู่ได้นานถึง 24 เดือน — แต่ชั้นลึกบริเวณโหนกแก้มอยู่ได้ประมาณ 18 เดือน

ในขณะที่ชั้นตื้นบริเวณมุมปากอยู่ได้เพียง 8–10 เดือน ต่างกันเกือบครึ่งในแต่ละบริเวณเลยครับ

นี่คือเหตุผลที่ไม่ควรทำซ้ำทุกบริเวณพร้อมกันในครั้งเดียวครับ





ทำไมฟิลเลอร์ชนิดเดียวกันถึงอยู่ได้ต่างกันเกือบครึ่งในแต่ละบริเวณ

สรุปสั้นๆ


Juvederm Volift อยู่ได้เฉลี่ย 12–18 เดือน

สคัลพทราอยู่ได้นานถึง 24 เดือน

แต่ชั้นลึกบริเวณโหนกแก้มอยู่ได้ประมาณ 18 เดือน

ในขณะที่ชั้นตื้นบริเวณมุมปากอยู่ได้เพียง 8–10 เดือน

เนื่องจากต่างกันเกือบครึ่งในแต่ละบริเวณ

จึงไม่สามารถทำซ้ำทุกบริเวณพร้อมกันในคราวเดียวได้ครับ

ระยะเวลาคงอยู่ของฟิลเลอร์

มีหลักการคล้ายกับก้อนน้ำแข็งที่ละลายครับ

ก้อนน้ำแข็งขนาดเท่ากัน หากวางไว้กลางแดด

กับวางไว้ในที่ร่ม

ความเร็วในการละลายจะต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ

ฟิลเลอร์ก็เช่นกัน — ว่าจะฉีดเข้าไปที่ชั้นไหน บริเวณใด

เป็นตัวกำหนดระยะเวลาคงอยู่ครับ

มีจุดสำคัญสองประการที่ต้องทำความเข้าใจครับ

ประการแรกคือเอนไซม์

"ไฮยาลูโรนิเดส (hyaluronidase)" ที่มีอยู่ในร่างกายของเรา

เอนไซม์นี้เป็นกลไกหลักที่ย่อยสลาย HA ฟิลเลอร์ครับ

บริเวณที่มีการเคลื่อนไหวมากและมีการไหลเวียนเลือดสูง

จะมีการทำงานของเอนไซม์นี้สูงกว่าครับ

บริเวณมุมปาก ริมฝีปาก และร่องแก้ม

เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดครับ

กลไกการสลายตัวของฟิลเลอร์

ประการที่สองคือความลึกครับ

ฟิลเลอร์ที่ฉีดเข้าไปในชั้นลึกบริเวณโหนกแก้ม (supraperiosteal) หรือในชั้น SMAS

แทบจะไม่มีการเคลื่อนที่เลยครับ

การไหลเวียนเลือดและน้ำเหลืองก็น้อยกว่าเปรียบเทียบ

ทำให้การย่อยสลายโดยเอนไซม์เกิดขึ้นช้ากว่าครับ

ในทางกลับกัน ฟิลเลอร์ที่อยู่ในชั้นหนังแท้ตื้น

จะถูกกระทบจากการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อตลอดเวลา

และสัมผัสกับเอนไซม์มากกว่าด้วยครับ

หลายท่านบอกว่าส่วนนี้ค่อนข้างแปลกใจครับ

สัปดาห์ที่แล้วมีคุณลูกค้าอายุ 38 ปีมาพร้อมเพื่อน

ตั้งใจมาเพื่อฟังข้อมูลเฉยๆ

แต่กลับกลายเป็นว่าตัวเองถามอย่างกระตือรือร้นกว่าเพื่อนเสียอีกครับ

บอกว่า "ปีที่แล้วฉีด Juvederm บริเวณโหนกแก้ม

ยังคลำเจออยู่เลยครับ"

จริงๆ แล้วฟิลเลอร์บริเวณโหนกแก้มอยู่ได้นาน 18 เดือน

บางท่านยังพบร่องรอยได้นานถึง 24 เดือนเลยครับ

แต่พอถามว่าช่วงเดียวกันนั้นฉีดที่มุมปากด้วยไหม

ปรากฏว่าบริเวณมุมปากหายไปเกือบหมดตั้งแต่ราว 9 เดือนแล้วครับ

วันเดียวกัน ผลิตภัณฑ์เดียวกัน

แต่บริเวณต่างกัน ระยะเวลาจึงต่างกันถึงสองเท่าครับ

การเปลี่ยนรูปร่างและการเคลื่อนตัวของฟิลเลอร์

อีกประเด็นที่ต้องพูดถึงคือ

'การเปลี่ยนรูปร่าง' กับ 'การเคลื่อนตัว' เป็นคนละเรื่องกันครับ

การเปลี่ยนรูปร่าง (deformation) คือฟิลเลอร์

ถูกกดโดยการเคลื่อนไหวจนรูปทรงกระจายตัวออกไป

การเคลื่อนตัว (migration) คือฟิลเลอร์ไหลจากตำแหน่งเดิม

ไปยังบริเวณอื่นครับ

ฟิลเลอร์ริมฝีปากที่ดูเหมือนกระจายขึ้นไปบริเวณเหนือปาก

คือตัวอย่างคลาสสิกของการเคลื่อนตัวครับ

การเปลี่ยนรูปร่างมักเกิดจากการฉีดปริมาณมากหรือความหนืดต่ำ

ส่วนการเคลื่อนตัวมักเกิดจากการฉีดผิดชั้นหรือฉีดปริมาณมากเกินไปครับ

สรุปสำคัญจากคุณหมอวียองจิน

"อยู่ได้ 1 ปี" เป็นเพียงค่าเฉลี่ยเท่านั้นครับ

แม้แต่ในใบหน้าเดียวกัน บริเวณโหนกแก้มกับมุมปากก็อยู่ได้ต่างกันถึงสองเท่า

ดังนั้นการทำซ้ำควรแบ่งเวลาตามแต่ละบริเวณ ไม่ใช่ทำพร้อมกันทีเดียวครับ





ระยะเวลาคงอยู่ตามบริเวณ — ควรนัดทำซ้ำเมื่อไหร่ดี

ลองสรุปเป็นตารางให้ดูนะครับ

สำหรับท่านที่เริ่มต้นฉีดฟิลเลอร์ครั้งแรก ผมแนะนำให้

"บริเวณลึกอย่างโหนกแก้มและคาง — นัดทำซ้ำหลัง 1 ปี

บริเวณตื้นอย่างมุมปากและริมฝีปาก — นัดทำซ้ำประมาณ 8 เดือน"

โดยแบ่งเวลาออกจากกันครับ

ขอยกกรณีตัวอย่างที่สองอีกสักกรณีนะครับ

ไม่นานมานี้มีคุณลูกค้าอายุ 28 ปีพาคุณแม่มาด้วย

แต่ตัวเองบอกว่าเคยฉีดฟิลเลอร์ริมฝีปากมาก่อน

แล้วกังวลว่า "แค่ 6 เดือนก็รู้สึกว่าหมดไปเกือบหมดแล้วครับ"

อันที่จริงนี่ไม่ใช่แค่ "หมดเร็ว" ครับ

ริมฝีปากเป็นบริเวณที่เคลื่อนไหวมากและใกล้เยื่อเมือก

ทำให้ทั้งการย่อยสลายโดยเอนไซม์และการเปลี่ยนรูปร่างเกิดขึ้นพร้อมกันครับ

ถ้าเป็นบริเวณอื่นของใบหน้า

ปริมาณเท่ากันน่าจะอยู่ได้นานถึง 1 ปีครับ

แต่พอบอกว่าสำหรับริมฝีปากการเติมบ่อยเป็นเรื่องปกติ

คุณลูกค้าก็หายกังวลครับ

มีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากเน้นย้ำเป็นพิเศษครับ

การฉีดปริมาณมากในครั้งเดียวเพื่อยืดระยะเวลาไม่ใช่วิธีที่ดีครับ

ความเสี่ยงของการเปลี่ยนรูปร่างและการเคลื่อนตัวเพิ่มขึ้นตามมา

รวมถึงผลข้างเคียงอย่าง 'Tyndall effect' (ผิวดูมีสีน้ำเงินอ่อนๆ)

หรืออาการคลำได้เป็นก้อนก็มากขึ้นด้วยครับ

การฉีดในปริมาณที่เหมาะสม ในชั้นที่ถูกต้อง

และเติมเสริมตามเวลาของแต่ละบริเวณ

ให้ผลที่เป็นธรรมชาติและยาวนานกว่าในระยะยาวครับ

เวลาที่เหมาะสมในการทำซ้ำตามแต่ละบริเวณ





คำถามที่พบบ่อยในคลินิกเกี่ยวกับเวลาทำซ้ำ — 3 ข้อหลัก

Q1. ได้ยินมาว่าฉีดฟิลเลอร์ครั้งเดียวอยู่ได้ตลอดชีพ จริงไหมครับ?

A. พูดตรงๆ เลย นั่นไม่เป็นความจริงครับ

HA ฟิลเลอร์ถูกย่อยสลายโดยไฮยาลูโรนิเดสครับ

แต่ไม่ใช่ว่าทุกอย่างหมดไป 100%

บางส่วนยังคงอยู่ในเนื้อเยื่อที่เกิดพังผืด

และทิ้งวอลุ่มไว้เล็กน้อยครับ

ที่บอกว่า "อยู่ได้ตลอดชีพ" คือมองจากส่วนที่เหลือค้างนั้น

แต่ผลวอลุ่มจริงๆ ส่วนใหญ่จะหมดไปภายใน 1–2 ปีครับ

ในแนวทางเดียวกันนี้ ยังมีคำถามที่ได้ยินบ่อยอีกครับ

Q2. งั้นถ้าฉีดบ่อยๆ จะสะสมโดยไม่หมดไปใช่ไหม แล้วควรวางแผนค่าใช้จ่ายอย่างไรดีครับ?

A. เรื่องนี้หาข้อมูลแล้วมักไม่ค่อยเจอคำตอบชัดเจนครับ

โดยทั่วไปในแต่ละสัปดาห์จะมีลูกค้าสองถึงสามท่าน

ที่มาพร้อมความเข้าใจว่า "ฉีดครั้งเดียวก็จบเลย"

แต่ในความเป็นจริง บริเวณลึกอย่างโหนกแก้ม

ควรเติมทุก 1 ปีครึ่ง

ส่วนบริเวณตื้นอย่างมุมปากและร่องแก้ม

ควรเติมทุก 1 ปีโดยเฉลี่ยครับ

การสะสมเกิดขึ้นได้บ้าง

แต่การฉีดปริมาณน้อยและเติมบ่อยกว่า

ให้ผลที่คงรูปและยาวนานกว่าครับ

ก่อนจบมีประเด็นสำคัญมากที่อยากพูดถึงครับ

Q3. ถ้าฟิลเลอร์เปลี่ยนรูปทรงผิดปกติ รอให้หมดไปเองได้ไหมครับ?

A. เรื่องนี้ตอบยาวหน่อยนะครับ

ถ้าเป็นแค่การเปลี่ยนรูปร่าง เมื่อเวลาผ่านไป

ก็อาจจัดตัวเองได้ในระดับหนึ่งครับ

แต่ถ้าเป็นการเคลื่อนตัว (migration) นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ

ถ้าริมฝีปากกระจายขึ้นบริเวณเหนือปาก

หรือร่องแก้มไหลไปด้านข้างโหนกแก้ม

จะไม่กลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมเองครับ

ในกรณีนี้ต้องฉีดไฮยาลูโรนิเดส

เพื่อละลายเฉพาะจุดและจัดการก่อน

แล้วจึงออกแบบใหม่อีกครั้งจะเหมาะสมกว่าครับ

ถ้ารอโดยไม่ทำอะไร อาจต้องอยู่กับรูปทรงที่ผิดปกติไปนานกว่า 1 ปีได้ครับ

ถ้าจะจำอะไรจากวันนี้ไปสักอย่าง — อย่ายึดติดกับค่าเฉลี่ย "ทำซ้ำปีละครั้ง" แต่ให้กำหนดเวลาแยกตามแต่ละบริเวณของใบหน้าตัวเองครับ โหนกแก้มและคางใช้เวลา 1 ปีครึ่ง ส่วนมุมปากและริมฝีปากอยู่ที่ประมาณ 8 เดือนเป็นเกณฑ์ครับ


บทความถัดไปจะพูดถึง 'เมื่อละลายฟิลเลอร์ด้วยไฮยาลูโรนิเดส ควบคุมได้แม่นยำแค่ไหน' ครับ จะแสดงให้เห็นว่าแม้ละลายในปริมาณเท่ากัน ผลลัพธ์จะแตกต่างกันอย่างไรในแต่ละบริเวณผ่านกรณีตัวอย่างจริงครับ นี่คือหมอวียองจินครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความแนะนำ

ฉีดฟิลเลอร์แล้วทำทันตกรรมได้เลยไหม ต้องเว้นระยะเท่าไหร่ BeautyStone Clinicรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดฟิลเลอร์แล้วทำทันตกรรมได้เลยไหม? เว้นระยะเท่าไหร่ถึงปลอดภัย

หลายคนไม่รู้ว่าทำทันตกรรมหลังฉีดฟิลเลอร์มีความเสี่ยงจริง ทั้งเรื่องการติดเชื้อและการกดดันที่ฟิลเลอร์ บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่าควรเว้นระยะนานแค่ไหน และทำไมถึงต้องระวังค่ะ

ใบหน้ายุบหลังลดน้ำหนัก รักษาด้วย Collagen Booster ที่คลินิกผิวหนังรูปหน้าและวอลุ่ม

หน้าแฟบหลังลดน้ำหนักเร็ว แก้ได้ด้วย Collagen Booster จริงไหม?

ลดน้ำหนักเร็วแล้วหน้ายุบทั้งที่ไม่ได้แก่เลย เป็นเพราะไขมันใต้ผิวหนังหายเร็วกว่าที่โครงสร้างจะรับมือได้ บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่า Collagen Booster ช่วยฟื้นคืนวอลลุ่มบนใบหน้าได้อย่างไร และต่างจากฟิลเลอร์อย่างไรบ้างค่ะ

ผู้หญิงเปรียบเทียบฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน Ellanse กับ Radiesseรูปหน้าและวอลุ่ม

Ellanse กับ Radiesse ต่างกันยังไง ทั้งที่ก็กระตุ้นคอลลาเจนเหมือนกัน?

Ellanse และ Radiesse ต่างก็เป็นฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน แต่ส่วนประกอบและวิธีทำงานไม่เหมือนกัน บทความนี้จะพาไปดูความต่างเพื่อให้เข้าใจก่อนตัดสินใจ

บทความล่าสุด

ฉีดฟิลเลอร์แล้วทำทันตกรรมได้เลยไหม ต้องเว้นระยะเท่าไหร่ BeautyStone Clinicรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดฟิลเลอร์แล้วทำทันตกรรมได้เลยไหม? เว้นระยะเท่าไหร่ถึงปลอดภัย

หลายคนไม่รู้ว่าทำทันตกรรมหลังฉีดฟิลเลอร์มีความเสี่ยงจริง ทั้งเรื่องการติดเชื้อและการกดดันที่ฟิลเลอร์ บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่าควรเว้นระยะนานแค่ไหน และทำไมถึงต้องระวังค่ะ

มีเครื่องกระตุ้นหัวใจหรือโลหะในร่างกาย ทำ RF Lifting ได้ไหม BeautyStone Clinicลิฟติ้ง

มีเครื่องกระตุ้นหัวใจหรือโลหะในร่างกาย ทำ RF Lifting ได้ไหม?

เครื่องกระตุ้นหัวใจ รากฟันเทียม และโลหะในร่างกายมีผลต่อการทำ RF Lifting ต่างกัน บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่าสิ่งใดเป็นข้อห้ามจริง สิ่งใดทำได้ด้วยความระมัดระวัง และต้องแจ้งแพทย์เรื่องใดบ้างก่อนทำค่ะ

ผู้ชายผิวหนาหน้าตก Sofwave Ultrasound Lifting ที่คลินิก BeautyStoneผู้ชาย

ผู้ชายผิวหนาหน้าตก Sofwave ช่วยได้ไหม?

ผิวผู้ชายหนากว่าและต่อมไขมันทำงานมากกว่า ทำให้หน้าตกมีลักษณะต่างจากผู้หญิง บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาไปดูว่า Sofwave ซึ่งเป็น Ultrasound Lifting แบบใหม่ ทำงานกับผิวผู้ชายได้ดีไหม และควรคาดหวังอะไรได้บ้างค่ะ

ใบหน้ายุบหลังลดน้ำหนัก รักษาด้วย Collagen Booster ที่คลินิกผิวหนังรูปหน้าและวอลุ่ม

หน้าแฟบหลังลดน้ำหนักเร็ว แก้ได้ด้วย Collagen Booster จริงไหม?

ลดน้ำหนักเร็วแล้วหน้ายุบทั้งที่ไม่ได้แก่เลย เป็นเพราะไขมันใต้ผิวหนังหายเร็วกว่าที่โครงสร้างจะรับมือได้ บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่า Collagen Booster ช่วยฟื้นคืนวอลลุ่มบนใบหน้าได้อย่างไร และต่างจากฟิลเลอร์อย่างไรบ้างค่ะ

Potenza กับผิวมันรูขุมขนกว้างและรอยหลุมสิวในผู้ชายผิวหนัง

Potenza กับผิวมันรูขุมขนกว้างในผู้ชาย จำเป็นต้องทำจริงไหม?

ผิวของผู้ชายหนากว่าและต่อมไขมันทำงานมากกว่า ทำให้รูขุมขนกว้างและรอยหลุมสิวลึกกว่า เป็นเรื่องที่ครีมหรือโทนเนอร์แก้ได้ยาก บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาไปดูว่า Potenza Microneedle RF ทำงานกับผิวผู้ชายอย่างไร และคาดหวังผลได้แค่ไหนค่ะ

ผู้หญิงที่มีโรคประจำตัวกำลังพิจารณาการทำหัตถการความงามผิวหนัง

มีโรคประจำตัวหรือกินยาอยู่ ทำหัตถการความงามได้ไหม?

ถ้าคุณเป็นเบาหวาน ความดันสูง หรือกินยาละลายลิ่มเลือดอยู่ แล้วอยากทำหัตถการความงาม บทความนี้จะพาไปดูว่าต้องระวังอะไร และควรบอกคลินิกเรื่องอะไรบ้าง

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors