ทำฟิลเลอร์มาหลายครั้ง แต่ทำไมถึงไม่เห็นผล?
MD Codes ไม่ใช่การฉีดฟิลเลอร์แบบสุ่ม แต่เป็นระบบกำหนดจุดฉีดที่ออกแบบมาตามสาเหตุของการเสื่อมสภาพของผิวแต่ละบริเวณ


วียองจิน
ผู้อำนวยการ
ทำฟิลเลอร์มาหลายครั้ง แต่ทำไมถึงไม่เห็นผล?
💡 ก่อนอ่าน ขอให้ตรวจสอบสิ่งนี้ก่อนนะคะ
Q. MD Codes คือชื่อแบรนด์ฟิลเลอร์ Juvederm ใช่ไหม?
A. ไม่ใช่ค่ะ MD Codes คือระบบกำหนดจุดฉีดที่ออกแบบมาจากการวิเคราะห์สาเหตุของความเสื่อมสภาพของใบหน้า ไม่ใช่เรื่องของแบรนด์ฟิลเลอร์ที่ใช้ แต่เป็นเรื่องของ "ฉีดที่ไหน และฉีดอย่างไร" ต่างหากค่ะ
Q. ฉีดฟิลเลอร์เยอะๆ ก็ควรจะดีขึ้นกว่าเดิมไม่ใช่หรือ?
A. การเติมวอลุ่มโดยไม่มีการวางแผนอาจทำให้ใบหน้าดูหนักและเทอะทะได้ค่ะ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเลือกจุดฉีดให้ถูกต้องก่อนเสมอ
📌 ประเด็นสำคัญของบทความนี้
MD Codes คือเทคนิคการฉีดฟิลเลอร์ที่วิเคราะห์สาเหตุของความเสื่อมสภาพของใบหน้า แล้วกำหนดจุดฉีดอย่างเป็นระบบ คลินิกบิวตี้สโตนยึดถือแนวทางนี้เพื่อสร้างกรอบหน้าที่มีมิติสวยงามค่ะ

MD Codes คืออะไร?
MD Codes™ คือระบบกำหนดจุดฉีดบนใบหน้า
ที่พัฒนาขึ้นโดย Allergan
ร่วมกับฟิลเลอร์ Juvederm ค่ะ
โดยแบ่งใบหน้าออกเป็นโซนต่างๆ อย่างละเอียด
และกำหนดเป็นรหัส (Code) สำหรับความลึก มุม และปริมาณ
ที่เหมาะสมในการฉีดแต่ละโซน
ถ้าการฉีดฟิลเลอร์ทั่วไปคือการ "เติมเต็มบริเวณที่ยุบ"
MD Codes คือการ "วิเคราะห์ก่อนว่าทำไมถึงยุบ
แล้วออกแบบว่าต้องฟื้นฟูจุดไหน กรอบหน้าถึงจะกลับมาสวยงาม"
ความเสื่อมสภาพของใบหน้า จริงๆ แล้วไม่ใช่ "บริเวณที่ยุบ" ที่เป็นปัญหา
นี่เป็นความเข้าใจผิดที่พบบ่อยมากค่ะ
คนส่วนใหญ่ที่มาปรึกษาเรื่องฟิลเลอร์
มักบอกว่า "ตรงนี้ดูยุบลงไปค่ะ"
ไม่ว่าจะเป็นร่องแก้ม ใต้ตา หรือแก้มยุบ
แต่คำถามคือ ตำแหน่งนั้นๆ เป็นปัญหาจริงๆ หรือเปล่า?
พูดตรงๆ เลยนะคะ
บริเวณที่ยุบนั้น ส่วนใหญ่คือ "ผล" ไม่ใช่ "สาเหตุ"
ความเสื่อมสภาพเริ่มจากโครงสร้างใต้ผิวหนังที่อ่อนแอลง
ชั้นไขมันเคลื่อนตัวลง
กระดูกและกระดูกอ่อนถูกดูดซึม
ทำให้โครงค้ำยันทั้งหมดอ่อนแรงลงค่ะ
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อร่องแก้มดูลึกขึ้น
บริเวณที่ต้องเติมจริงๆ
อาจไม่ใช่ตรงร่องแก้มโดยตรง
แต่เป็นชั้นไขมันใต้โหนกแก้มที่หายไปต่างหาก
ต้องสร้างโครงค้ำยันตรงนั้นก่อน
ร่องแก้มถึงจะตื้นขึ้นได้ค่ะ
นี่คือเหตุผลที่ MD Codes ถูกออกแบบมา
โดยแบ่งใบหน้าออกเป็นกว่า 30 จุดรหัส
แล้วกำหนดตำแหน่งและความลึกในการฉีดตามสาเหตุ
ของความเสื่อมสภาพในแต่ละโซน
ไม่ใช่ "ใต้ตายุบก็ฉีดใต้ตา"
แต่คือ "ตั้งคำถามก่อนว่าทำไมใต้ตาถึงยุบ" ค่ะ

แต่มีสิ่งสำคัญอีกอย่างที่ต้องทราบค่ะ
MD Codes ไม่ใช่การฉีดทุกจุดแบบกลไก
จากกว่า 30 จุดรหัส
แพทย์ต้องประเมินก่อนว่าผู้รับบริการคนนี้
ต้องการจุดไหนในตอนนี้บ้าง
การตัดสินใจนั้นคือสิ่งที่กำหนดผลลัพธ์ค่ะ
แม้จะใช้ Juvederm เหมือนกัน ปริมาณเท่ากัน
แต่ฉีดที่ไหนนั้นส่งผลให้ผลลัพธ์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
นั่นคือหัวใจของการทำฟิลเลอร์ค่ะ
ที่หลายคนบอกว่าทำที่อื่นมา 10 ครั้งแต่ไม่เห็นผล
แต่พอมาทำที่คลินิกบิวตี้สโตน 2-3 ครั้งแล้วเปลี่ยนไปเลย
ก็เพราะความแตกต่างอยู่ที่ขั้นตอนการออกแบบจุดฉีดนี้เองค่ะ

👨⚕️ สรุปจากแพทย์ วี ยองจิน:
MD Codes คือเทคนิคการฉีดฟิลเลอร์
โดยวิเคราะห์สาเหตุความเสื่อมสภาพแยกตามโซน
แล้วกำหนดจุดฉีดอย่างเป็นระบบค่ะ
ไม่ใช่แค่การเติมเต็มบริเวณที่ยุบ
แต่คือการฟื้นฟูโครงสร้างค้ำยันของใบหน้าทั้งหมด
คลินิกบิวตี้สโตนใช้แนวทาง MD Codes นี้
เพื่อออกแบบกรอบหน้าที่มีมิติอย่างครบถ้วนค่ะ
MD Codes vs การฉีดฟิลเลอร์ทั่วไป — แตกต่างกันอย่างไร?
อาจดูเหมือนคลุมเครือสักนิดนะคะ
เพราะ "การทำ MD Codes"
ไม่ได้ใช้เครื่องมือพิเศษแต่อย่างใด
ตัวผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์ Juvederm ก็เหมือนกัน
ความแตกต่างอยู่ที่ "ปรัชญาการฉีด" ค่ะ
ขอสรุปในตารางให้ดูง่ายๆ นะคะ
หัวข้อ | การฉีดฟิลเลอร์ทั่วไป | การทำ MD Codes |
|---|---|---|
แนวทาง | เติมวอลุ่มบริเวณที่ยุบ | วิเคราะห์สาเหตุแล้วออกแบบจุดฉีด |
เกณฑ์การฉีด | เน้นอาการที่มองเห็น | เน้นการฟื้นฟูโครงสร้างค้ำยัน |
จำนวนจุด | ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแพทย์ | อ้างอิงแนวทางที่กำหนดรหัสกว่า 30 จุด |
ผลลัพธ์ | อาจปรับปรุงได้เฉพาะจุด | ฟื้นฟูกรอบหน้าทั้งหมดให้มีมิติ |
ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ | สามารถใช้ฟิลเลอร์หลากหลายแบรนด์ | ใช้ Juvederm เท่านั้น |
แต่ละเคสอาจแตกต่างกันนะคะ
โดยปกติแล้วในการปรึกษาครั้งแรก
จะประเมินรูปแบบความเสื่อมสภาพของใบหน้าทั้งหมดก่อนค่ะ
โหนกแก้มเคลื่อนต่ำลงหรือไม่
เส้นขากรรไกรไม่ชัดมาจากสาเหตุอะไร
ใต้ตายุบเพราะไขมันเคลื่อนหรือกระดูกดูดซึม
เมื่อประเมินได้แล้วจึงเลือกจุดรหัสที่จำเป็นค่ะ
แต่นี่ไม่ใช่ว่าดีไปหมดทุกอย่างนะคะ
เพราะ MD Codes มีจุดฉีดที่ละเอียดมาก
ทำให้ใช้เวลานานกว่า
และหากมีจุดฉีดหลายจุด ช่วงพักฟื้นก็อาจนานขึ้นด้วย
รอยช้ำและอาการบวมอาจเกิดขึ้นในบริเวณกว้างกว่าการฉีดฟิลเลอร์ทั่วไปค่ะ
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีความเสื่อมสภาพหลายโซนพร้อมกัน
นี่ยังคงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ

คำถามที่พบบ่อย
Q1. การทำ MD Codes ต้องทำทั้งใบหน้าในครั้งเดียวเลยไหม?
A. ไม่จำเป็นเสมอไปค่ะ
ขึ้นอยู่กับรูปแบบความเสื่อมสภาพและขอบเขตที่ต้องการปรับปรุง
บางกรณีอาจทำทั้งหมดในครั้งเดียว
บางกรณีอาจเริ่มจากโซนที่มีความสำคัญสูงสุดก่อน
แล้วค่อยๆ ดำเนินการเป็นขั้นตอนค่ะ
ในการปรึกษาครั้งแรกจะมีกระบวนการออกแบบร่วมกัน
ว่าควรเริ่มจากจุดไหนก่อนค่ะ
Q2. ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ และผลอยู่ได้นานแค่ไหน?
A. ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้
รวมถึงจำนวนจุดฉีด จึงไม่สามารถระบุราคาที่แน่นอนก่อนการปรึกษาได้ค่ะ
ระยะเวลาที่ผลอยู่ได้โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 12-18 เดือน
แต่อาจแตกต่างกันตามบริเวณที่ฉีดและการเผาผลาญของแต่ละบุคคล
บริเวณรอบปากที่มีการเคลื่อนไหวมากอาจมีระยะเวลาสั้นกว่าค่ะ
Q3. มีผลข้างเคียงหรือข้อควรระวังอะไรบ้าง?
A. ที่พบบ่อยที่สุดคือรอยช้ำและอาการบวมค่ะ
เนื่องจาก MD Codes มีจุดฉีดที่ละเอียด
จึงอาจเกิดในบริเวณกว้างกว่าการฉีดฟิลเลอร์ทั่วไป
แต่ปกติจะยุบลงภายใน 1-2 สัปดาห์ค่ะ
ในกรณีที่พบได้น้อย อาจเกิดผลข้างเคียงรุนแรง
เช่น การกดทับหลอดเลือด หรือเนื้อเยื่อตาย
ดังนั้นจึงสำคัญมากที่ต้องรับการรักษาจากแพทย์
ที่มีความรู้ด้านกายวิภาคและประสบการณ์ทางคลินิกอย่างเพียงพอค่ะ
หลังทำหัตถการ 1-2 สัปดาห์ ควรหลีกเลี่ยง
ซาวน่า การดื่มแอลกอฮอล์ และการออกกำลังกายหนักค่ะ
สามารถปรึกษาผ่าน KakaoTalk ก่อนมาที่คลินิกได้เลยนะคะ นี่คือ วี ยองจิน ค่ะ
▶ อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง









