ทำ InMode FX แล้วบวมนานกว่าคนอื่น ผิดปกติหรือเปล่านะ?
อาการหลัง InMode FX ไม่ได้เดินตามตารางเดียวกันทุกคน บทความนี้ชวนดูตัวแปรที่ทำให้ช้ากว่า วิธีเช็กตัวเองแทนการเทียบกับรีวิว และสิ่งที่ควรเล่าให้คุณหมอฟัง
เคยไหมคะ เห็นคนที่ทำ InMode FX วันเดียวกันโพสต์ว่าตื่นมาหน้าเข้าที่แล้ว แต่ของเราเองยังตึงและดูอวบอยู่จนวันที่สาม บางคนไม่มีจ้ำสักจุด ส่วนเรากลับมีรอยจาง ๆ ตรงแนวกราม ความรู้สึกว่าตัวเองผิดปกติกว่าใคร มักเริ่มจากการเอาหน้าเราไปทาบกับคนที่ผิว ค่าพลังงาน และสภาพร่างกายไม่ตรงกับเราสักข้อ
พูดง่าย ๆ คืออาการพวกนี้เป็นวิธีที่ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง เราจึงเร่งให้ยุบไวกว่าธรรมชาติไม่ได้ แต่รู้ได้ว่าอะไรทำให้ช่วงพักฟื้นของแต่ละคนสั้นยาวต่างกัน บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณไปเช็กว่าอาการตรงหน้าอยู่ในกรอบไหน และควรจดอะไรไว้เล่าให้คุณหมอฟังบ้างค่ะ
อาการแบบไหนยังอยู่ในกรอบปกติ แบบไหนควรให้แพทย์ดู?
ตอบตรง ๆ ก่อนว่าสิ่งที่ใช้ตัดสินไม่ใช่ความแรงของอาการวันนี้ แต่คือทิศทางของมันเทียบกับเมื่อวาน อาการที่ชัดตอนต้นแล้วเบาลงทุกวันมักไม่ใช่เรื่องน่ากังวล ส่วนอาการที่เดินสวนทางกับเวลา คือกลุ่มที่ควรให้คุณหมอดู
มีการรวบรวมงานวิจัย 15 ชิ้น จากผู้เข้าร่วมรวม 1,230 คน เรื่องความปลอดภัยของคลื่นวิทยุบนใบหน้า ซึ่งไม่พบภาวะแทรกซ้อนรุนแรง แต่จุดที่คนมักมองข้ามคืองานชิ้นเดียวกันยอมรับว่ายังไม่มีใครวัดระยะพักฟื้นเป็นจำนวนวันอย่างเป็นระบบ ตัวเลขในรีวิวจึงเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้
| สิ่งที่สังเกต | ทิศทางที่ไม่ต้องกังวลนัก | ทิศทางที่ควรให้คุณหมอดู |
|---|---|---|
| ผิวแดงและความอุ่น | ชัดวันแรกแล้วจางลงทีละวัน | แดงลามกว้างขึ้นเรื่อย ๆ |
| อาการบวม | หนักสุดช่วงต้นแล้วยุบลง | บวมเพิ่มหลังผ่านวันที่สาม |
| ความตึงหรือชา | เป็นพัก ๆ และเบาลงเอง | ปวดมากขึ้นแทนที่จะทุเลา |
| จ้ำเลือด | สีไล่จากม่วงไปเหลืองแล้วจาง | สีเข้มค้างโดยไม่จางลง |
| ผิวชั้นบน | แห้งลอกเป็นขุยบาง ๆ | มีตุ่มน้ำพองหรือแผลเปิด |
คนมักกังวลกับความแดงวันแรกเกินจำเป็น เพราะเห็นชัดที่สุดในกระจก ทั้งที่มักจางไวที่สุด ส่วนความปวดที่เพิ่มขึ้นทุกวันกลับไม่ค่อยมีใครพูดถึง ทั้งที่ไม่ควรนั่งรอดูเองที่บ้านนะคะ
ตัวแปรไหนเลือกเองได้ ตัวแปรไหนติดตัวมา?
InMode FX อาศัยคลื่นวิทยุ (RF) พาความร้อนลงไปทำงานใต้ผิว ระหว่างนั้นเลือดจะมาเลี้ยงจุดนั้นมากกว่าปกติอยู่พักหนึ่ง พร้อมของเหลวที่แทรกอยู่ตามเนื้อเยื่อ ปริมาณที่คั่งจึงผูกกับค่าที่ตั้งและจำนวนรอบที่ลง ส่วนจ้ำเป็นคนละเรื่อง มันมาจากเส้นเลือดเล็ก ๆ ที่ซึมออกมานิดหน่อย เลยชอบไปโผล่ตรงที่ผิวบาง
พอแยกที่มาได้แบบนี้ ตัวแปรก็แบ่งเป็นสองกอง กองแรกคือของที่เราเลือกเองได้ก่อนวันทำ กองที่สองคือของที่ติดตัวมาและแก้ไม่ได้ในวันเดียว สองกองนี้ต้องจัดการคนละวิธี กองแรกคือสิ่งที่ปรับได้ทันที ส่วนกองที่สองคือสิ่งที่ต้องบอกคุณหมอเพื่อให้เผื่อไว้ในแผนตั้งแต่แรก
| เลือกเองได้ก่อนวันทำ | ติดตัวมา ต้องบอกคุณหมอ |
|---|---|
| งดแอลกอฮอล์ นอนให้พอในคืนก่อน | ผิวรอบดวงตาบางกว่าคนทั่วไป |
| เลี่ยงวันใกล้รอบเดือน ที่ร่างกายเก็บน้ำไว้มากกว่าเดิม | แนวกรามที่กระดูกอยู่ตื้น จะรู้สึกร้อนกว่า |
| เว้นระยะจากฟิลเลอร์ (Filler) ตรงจุดเดียวกัน | กินยาละลายลิ่มเลือดหรือน้ำมันปลาประจำ |
กองที่สองไม่ได้แปลว่าทำไม่ได้นะคะ แค่แปลว่าแผนควรรู้ไว้ล่วงหน้า และระหว่างทำก็บอกได้ตลอดถ้ารู้สึกร้อนเกิน ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
4 สิ่งที่เผลอทำแล้วยิ่งทำให้จ้ำจางช้า
คนที่รู้สึกว่าตัวเองฟื้นช้ากว่าคนอื่น หลายครั้งไม่ได้ช้าเพราะร่างกาย แต่ช้าเพราะสิ่งที่ทำเพิ่มด้วยความหวังดี ลองไล่ดูสี่ข้อนี้ว่ากำลังทำอยู่หรือเปล่า
- ลงมือนวดแรงเพื่อไล่ให้เลือดกระจายไวขึ้น ทั้งที่จุดซึ่งมีจ้ำอยู่ควรเลี่ยงทั้งแรงกดและความร้อน
- เข้าซาวน่าหรือออกกำลังหนักเพื่อให้เหงื่อพาน้ำส่วนเกินออก ทั้งคู่ควรพักไว้ในหนึ่งถึงสองวันแรก
- รีบผลัดเซลล์หวังให้รอยจางไว ทั้งสครับเม็ดหยาบ กรดผลัดเซลล์แรง ๆ และเรตินอล ควรพักอีกราวหนึ่งสัปดาห์เป็นอย่างน้อย
- แต่งทับตั้งแต่วันที่ผิวยังแดง ควรรอให้หายระคายเคืองก่อน แล้วค่อยแตะคอนซีลเลอร์เบามือ
ของที่ช่วยได้จริงมีแค่ไม่กี่อย่าง วันแรกเน้นความเย็นสั้น ๆ อาหารรสจัดน้อยลง และหนุนหมอนสูงขึ้น ที่เหลือปล่อยให้เวลาทำงานค่ะ
เจอ 3 สถานการณ์นี้ ควรเลื่อนหรือปรับค่าพลังงานดี?
คำถามที่ควรถามตัวเองไม่ใช่ทำได้หรือไม่ได้ แต่คือเราเข้าข่ายแบบไหน เพราะสามแบบนี้มีทางออกคนละทางค่ะ
แบบแรก มีงานที่เลื่อนไม่ได้จ่ออยู่ในไม่กี่วัน สิ่งที่ควรถามคุณหมอไม่ใช่คำถามกว้าง ๆ ว่าจะหายทันไหม แต่เป็นสามข้อที่ตอบได้จริง คือค่าพลังงานลดลงได้แค่ไหนโดยยังคุ้มที่มาทำ ซอยเป็นหลายรอบแล้วเลื่อนรอบหลังไปหลังงานได้หรือเปล่า และถ้าจ้ำไปโผล่ตรงจุดที่เครื่องสำอางปิดยาก จะรับไหวไหม พอคำถามชัดแบบนี้ การตัดสินใจว่าจะทำหรือจะรอก็ง่ายขึ้นเยอะ
แบบที่สอง เพิ่งผ่านโปรแกรมอื่นตรงบริเวณเดียวกัน หรือกำลังใช้ยาที่ทำให้เลือดออกง่าย กรณีนี้ไม่ได้แปลว่าทำไม่ได้ แต่แปลว่าคุณหมอต้องรู้ก่อนเพื่อวางระยะห่างใหม่ การไม่บอกเพราะกลัวโดนเลื่อนนัด มักจบด้วยผลที่เดายากกว่าเดิม
แบบที่สาม มีเงื่อนไขสุขภาพที่ควรเลื่อนไว้ก่อน หรือควรคุยกันอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ ได้แก่
- ตั้งครรภ์อยู่ หรือกำลังให้นมลูก
- ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ หรือมีโลหะฝังตรงจุดที่จะทำ
- จุดนั้นกำลังติดเชื้อ มีผื่น หรือสิวอักเสบ
- เลือดหยุดยาก หรือใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
- เคยเป็นแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์
การขยับนัดออกไปสักหนึ่งถึงสองสัปดาห์เพื่อให้เงื่อนไขพร้อมกว่าเดิม มักคุ้มกว่าการฝืนให้ทันวันที่ตั้งใจไว้ค่ะ
จดอะไรไว้บ้าง ก่อนไปเล่าให้คุณหมอฟัง?
แทนที่จะเอาหน้าตัวเองไปเทียบกับรีวิวคนอื่น ลองเก็บข้อมูลของตัวเองไว้สามอย่าง แค่นี้ก็ทำให้บทสนทนาในวันนัดต่อไปคมขึ้นมากแล้วค่ะ
- ถ่ายรูปหน้าตรงในเวลาเดิมและแสงเดิมทุกเช้า จะเห็นทิศทางชัดกว่าการนึกเอา
- จดว่าวันไหนกินเค็ม นอนดึก หรือดื่มแอลกอฮอล์ เพราะสามอย่างนี้มักโผล่ที่หน้าในเช้าถัดมา
- จดว่าจ้ำอยู่ตรงไหน ขึ้นวันที่เท่าไหร่ และเปลี่ยนสีวันไหน เผื่อครั้งหน้าต้องหลบจุดเดิม
แล้วเอาบันทึกนี้ไปเล่าพร้อมกับยาและอาหารเสริมที่กินประจำ โรคประจำตัว อุปกรณ์หรือโลหะที่ฝังในร่างกาย โปรแกรมที่เพิ่งทำตรงจุดเดียวกัน และตารางงานสำคัญของเดือนนี้ ข้อมูลชุดนี้คือสิ่งที่ใช้ออกแบบค่าพลังงานและจำนวนรอบให้พอดีกับผิวคุณ
ที่ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล คุณหมอจะดูเป็นรายคนว่าผิวคุณรับค่าไหนไหว และควรซอยกี่รอบ ส่วนตัวเลขค่าใช้จ่ายดูได้ที่หน้ารวมราคาและโปรโมชัน เป็นราคาคลินิกในกรุงโซลที่ปรับเปลี่ยนได้
สรุปคือความต่างระหว่างคุณกับคนอื่นไม่ได้แปลว่ามีอะไรผิด ให้ดูทิศทางมากกว่าจำนวนวันในรีวิวใคร หากกังวลว่าตัวเองบวมนานกว่าคนอื่น แอด LINE มาเล่าให้คุณหมอฟังได้เลย ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ
คำถามที่พบบ่อย
หน้าฉันบวมกว่าเพื่อนที่ทำวันเดียวกัน ต้องกังวลไหม?
ส่วนใหญ่ไม่ต้องค่ะ เพราะความบางของผิว จุดที่ทำ และสภาพร่างกายวันนั้นไม่เหมือนกันเลย ให้ดูทิศทางของตัวเองแทน ถ้าเบาลงทีละวันก็มักไม่น่ากังวล แต่ถ้าแดงลามหรือปวดเพิ่ม ควรให้คุณหมอดู
ไม่มีจ้ำเลยสักจุด แปลว่าค่าพลังงานเบาไปหรือเปล่า?
จ้ำไม่ใช่เครื่องวัดว่าพลังงานพอหรือไม่พอค่ะ เพราะมันมาจากเส้นเลือดเล็ก ๆ ที่ซึมออกมา ไม่ได้ผูกกับระดับความร้อนโดยตรง และโปรแกรมนี้ไม่ได้แทงเข็มลงผิว หลายคนจึงไม่มีจ้ำเลย ถ้าสงสัยเรื่องค่าที่ใช้ ถามแพทย์ผู้ทำโดยตรงจะตรงจุดกว่า
กลับไปออกกำลังกายหรือเข้าซาวน่าได้เมื่อไหร่?
โดยทั่วไปแนะนำให้พักไว้ในหนึ่งถึงสองวันแรกค่ะ เพราะความร้อนสะสมมักทำให้ผิวที่ยังแดงระคายเคืองง่ายขึ้น ส่วนการขยับตัวเบา ๆ ในชีวิตประจำวันมักไม่มีปัญหา ถ้าไม่แน่ใจว่ากิจกรรมไหนกลับมาทำได้เมื่อไหร่ ถามในวันนัดได้เลยนะคะ


