ทำ Shurink Universe ที่หน้าผากกับไรผม ต้องตั้งค่าต่างจากแก้มไหม
หน้าผากกับไรผมเป็นบริเวณที่ชั้นไขมันบางและมีกระดูกอยู่ใกล้ผิว การตั้งค่าจึงต้องแยกจากแก้มและใต้คาง บทความนี้รวมเหตุผลเรื่องความลึก ตัวเลขการยกคิ้วจากงานวิจัย และข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ

วางแผนมาโซล
กำลังวางแผนมาโซลอยู่ใช่ไหม?
เคยไหมคะ ส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าคิ้วดูหนักลงกว่าเดิม เปลือกตาเหมือนมีอะไรมากดทับ ทั้งที่เมื่อก่อนดวงตาดูโปร่งกว่านี้
หน้าผากกับไรผมเป็นบริเวณที่คนพูดถึงน้อยกว่ากรอบหน้าหรือใต้คาง แต่เปลี่ยนความรู้สึกของทั้งใบหน้าได้เร็วมาก ครีมกับการนวดไปไม่ถึงชั้นที่พยุงผิวอยู่ด้านใน หลายคนจึงเริ่มมองหาการยกกระชับด้วยพลังงาน อย่าง Shurink Universe ซึ่งเป็นเครื่องกลุ่ม HIFU (High Intensity Focused Ultrasound)
บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปดูว่าทำไมหน้าผากกับไรผมต้องตั้งค่าแยกจากแก้ม ความลึกที่เลือกต่างกันเพราะอะไร คิ้วยกขึ้นได้ประมาณเท่าไหร่ตามงานวิจัย และมีข้อควรระวังอะไรก่อนตัดสินใจค่ะ
หน้าผากกับไรผมต่างจากแก้มและใต้คางยังไง
คำตอบสั้น ๆ คือ ที่นี่บางกว่าและมีกระดูกอยู่ใกล้ผิวมากกว่าค่ะ ใต้ผิวหน้าผากมีไขมันบาง ๆ แล้วต่อด้วยกล้ามเนื้อหน้าผาก ถัดลงไปเป็นแผ่นพังผืนเหนียว ๆ ที่เชื่อมกับหนังศีรษะ แล้วก็ถึงกระดูกเลย
ลองนึกถึงการเคาะโต๊ะที่ปูผ้าหนากับโต๊ะที่ปูผ้าบางแผ่นเดียว แรงเท่ากันแต่ความรู้สึกไม่เหมือนกัน แก้มมีไขมันหนุนหนากว่าเหมือนมีเบาะรับแรง ส่วนหน้าผากแทบไม่มีเบาะนั้น
แผ่นพังผืนชั้นนี้สำคัญกับเรื่องคิ้วโดยตรง เมื่อถูกกระตุ้นให้กระชับขึ้น ตำแหน่งคิ้วจะขยับตามไปด้วย ส่วนไรผมมีเงื่อนไขเพิ่มอีกข้อ คือรูขุมขนอยู่หนาแน่น เราจึงคุมขอบเขตและระดับพลังงานให้เบากว่าจุดอื่นค่ะ
ทำไมความลึกที่เลือกต้องเปลี่ยนตามตำแหน่ง
เพราะชั้นที่ใช้ดึงจริงของแต่ละตำแหน่งอยู่ไม่เท่ากันค่ะ เครื่องกลุ่ม HIFU รวมโฟกัสของคลื่นเสียงไปยังระดับความลึกที่ตั้งไว้ เหมือนแว่นขยายที่รวมแสงเป็นจุดเล็ก ๆ จุดโฟกัสจะอยู่ลึกแค่ไหนขึ้นอยู่กับหัวทรีตเมนต์ที่แพทย์เลือกใช้
มีฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญในเอเชียเรื่องคลื่นเสียงความถี่สูงแบบโฟกัส อธิบายว่าการรักษาส่งพลังงานที่ระดับความลึกราว 1.5 มิลลิเมตร 3.0 มิลลิเมตร และ 4.5 มิลลิเมตร โดยต้องประเมินความหนาของเนื้อเยื่อก่อนเลือกความลึก และระบุว่าการรักษาตื้นเกินไปมีโอกาสทำให้เกิดแผลไหม้
พูดง่าย ๆ คือ ยิ่งบริเวณนั้นบาง ยิ่งเลือกความลึกแบบเดาไม่ได้ แก้มและใต้คางต้องลงไปถึงชั้นพังผืนที่ลึกกว่า แต่หน้าผากไม่มีพื้นที่ให้ลงลึกขนาดนั้น แนวทางจึงเปลี่ยนเป็นการทำชั้นตื้นให้สม่ำเสมอ เพื่อพยุงคิ้วขึ้นจากด้านล่างแทน ตารางด้านล่างเป็นแนวทางคร่าว ๆ ไม่ใช่กฎตายตัว
| บริเวณ | ลักษณะเนื้อเยื่อ | ชั้นเป้าหมาย | จุดที่ต้องระวัง |
|---|---|---|---|
| กลางหน้าผาก | ไขมันบาง กระดูกใกล้ | ชั้นตื้น | เลี่ยงความลึกมาก |
| เหนือคิ้ว | กล้ามเนื้อขยับบ่อย | ชั้นตื้นถึงกลาง | ใกล้ตา คุมขอบเขต |
| ขมับ | มีทั้งชั้นบางและลึก | ระดับกลาง | ดูแนวเส้นเลือด |
| ไรผม | รูขุมขนหนาแน่น | ชั้นตื้น | ลดพลังงานลง |
| แก้มและใต้คาง | ไขมันหนากว่า | ชั้นพังผืนที่ลึกกว่า | ไม่ยกค่าหน้าผากมาใช้ |
ค่าจริงที่ใช้กับคุณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินเป็นรายบุคคลหลังตรวจความหนาของผิวค่ะ
คิ้วยกขึ้นได้กี่มิลลิเมตร และอยู่ได้นานแค่ไหน
คำตอบคือหลักมิลลิเมตร ไม่ใช่หลักเซนติเมตรค่ะ ฟังดูน้อย แต่คิ้วขยับไม่กี่มิลลิเมตรก็เปลี่ยนความรู้สึกของดวงตาได้พอสมควร
มีงานวิจัยที่วัดความสูงของคิ้วหลังทำบริเวณหน้าผากและขมับสองข้าง รายงานว่าที่ 90 วัน ความสูงของคิ้วเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.16 มิลลิเมตร และที่ 180 วันวัดได้ 1.93 มิลลิเมตร
อีกงานวิจัยที่ติดตามการยกคิ้วในช่วงสั้นกว่า รายงานว่าที่ 4 สัปดาห์ คิ้วยกขึ้นเฉลี่ย 1.99 มิลลิเมตร และที่ 16 สัปดาห์ยังอยู่ที่ 1.57 มิลลิเมตร โดยไม่มีรายงานผลไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง
สองงานนี้เห็นรูปแบบเดียวกัน คือค่อย ๆ ถอยลงตามเวลาแต่ยังเหลืออยู่ส่วนหนึ่ง แปลว่าบริเวณนี้เหมาะกับการดูแลเป็นรอบ มากกว่าการทำหนักครั้งเดียวแล้วจบ ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ส่วนค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับขอบเขตและจำนวนช็อต ดูแนวทางล่าสุดได้ที่หน้ารวมราคา ค่ะ
ผลข้างเคียงและข้อควรระวังของบริเวณหน้าผาก
โดยทั่วไปมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงน้อย ส่วนใหญ่คือรอยแดงจาง ๆ ความรู้สึกแสบร้อนเล็กน้อย หรืออาการตึง ซึ่งมักหายได้เองภายในราว 1 ถึง 3 วัน แต่ถ้าบวมมากขึ้นเรื่อย ๆ ปวดผิดปกติ ผิวเป็นรอยไหม้ หรือชาไม่หายในหลายวัน ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันทีนะคะ
เรื่องความเจ็บ หน้าผากมีกระดูกอยู่ใกล้จึงรู้สึกก้องกว่าบริเวณอื่น หลายคนบอกว่าเป็นความรู้สึกตื้อ ๆ มากกว่าความเจ็บแบบแหลมคม ถ้ากังวล ควรถามล่วงหน้าว่าจะทายาชาให้นานพอไหม กลุ่มที่ควรเลื่อนหรือคุยกับแพทย์ให้ละเอียดก่อน ได้แก่
- กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- มีการติดเชื้อ ผื่น หรือสิวอักเสบตรงบริเวณที่จะทำ
- มีเครื่องกระตุ้นหัวใจหรือวัสดุฝังบริเวณใบหน้า
- เพิ่งฉีดฟิลเลอร์ (Filler) บริเวณหน้าผากมาไม่นาน
- กำลังใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวบางและไวต่อความร้อน
ข้อสุดท้ายคนมักลืมค่ะ ถ้ากำลังใช้ยาทาที่ทำให้ผิวผลัดเร็ว ควรแจ้งชื่อยาให้แพทย์ทราบทุกครั้ง เพราะอาจต้องเลื่อนวันหรือปรับระดับพลังงานใหม่
ก่อนทำควรถามคุณหมออะไรบ้าง
บริเวณนี้ผลลัพธ์ไม่ได้ตัดสินกันที่จำนวนช็อตเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าทำตรงไหน ที่ความลึกเท่าไหร่ คำถามชุดนี้ช่วยให้เห็นแนวทางชัดขึ้น
- ชั้นเป้าหมาย : ที่หน้าผากจะเน้นชั้นตื้นหรือชั้นลึก และเพราะอะไร
- ขอบเขตรอบดวงตา : จะเข้าใกล้คิ้วแค่ไหน และหยุดที่ตรงไหน
- ไรผม : จะรวมแนวไรผมด้วยไหม ถ้ารวมจะลดพลังงานอย่างไร
- รอบการทำซ้ำ : ประเมินว่าผลเริ่มถอยเมื่อไหร่ และควรนัดครั้งถัดไปตอนไหน
หลังทำ ช่วง 2 ถึง 3 วันแรกแนะนำให้เลี่ยงน้ำร้อนจัดเวลาสระผม และไม่ถูไถแรงบริเวณไรผม กันแดดสม่ำเสมอก็ยังจำเป็นเหมือนเดิม ส่วนตำแหน่งคิ้วมักไม่ได้เปลี่ยนในวันเดียว แต่ค่อย ๆ ชัดขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่ค่ะ
สรุป
หน้าผากกับไรผมมีผิวบางและกระดูกอยู่ใกล้ จึงยกการตั้งค่าของแก้มหรือใต้คางมาใช้ตรง ๆ ไม่ได้ ชั้นเป้าหมายต่างกัน และปริมาณพลังงานต่อครั้งก็คุมให้เบากว่า ส่วนผลที่คิ้วอยู่ในระดับมิลลิเมตรและค่อย ๆ ถอยลงตามเวลา จึงเหมาะกับการดูแลเป็นรอบ
ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจนะคะ
หากกังวลว่าคิ้วดูหนักลงแต่ยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจากบริเวณไหน ทักมาเล่าให้ฟังก่อนได้เลยนะคะ ที่ BeautyStone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล ปรึกษาฟรี ผ่าน LINE ได้เลยค่ะ และถ้าอยากอ่านต่อ ลองดูแนวทางการเลือกจำนวนช็อต กับการเปรียบเทียบความลึกระหว่างสองเครื่อง ประกอบกันได้ค่ะ









